true story : แรงกตัญญู

แรงกตัญญู
แรงกตัญญู

true story : แรงกตัญญู

0

ฉันเคยได้ยินบ่อย ๆ ว่า ลูกคนสุดท้องมักเอาแต่ใจและพ่อแม่มักโอ๋ลูกคนนี้เสมอ

ลูกคนสุดท้องจึงมักได้สิ่งที่ต้องการ จะดื้อดึงงอแงก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่ชีวิตของฉันไม่เป็นเช่นนั้นเลย เพราะดูเหมือนว่าฉันเป็นลูกคนสุดท้องที่อาภัพกว่าใคร แต่ฉันเชื่อว่าความกตัญญูต่อบุพการีที่ฉันยึดมั่นในใจเสมอมาจะช่วยให้ชีวิตของฉันไม่ตกต่ำจนถึงกับอับจนหนทาง

ปู่กับย่าของฉันค่อนข้างฐานะดี พ่อของฉันเป็นทหาร ส่วนแม่เป็นสาวชาวบ้านที่อาศัยอยู่คนละฝั่งคลอง เมื่อพบรักและแต่งงานกันก็ปลูกเรือนหอเล็ก ๆ อยู่ในบริเวณเดียวกับบ้านปู่ย่า พ่อกับแม่มีลูก 5 คน ลูกสาว 4 ลูกชาย 1 ฉันเป็นลูกสาวคนสุดท้อง

เมื่อฉันอายุ 1 ขวบก็เกิดเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของทุกคนในครอบครัวคือ วันหนึ่งพ่อพาเมียน้อยเข้ามาอยู่ที่บ้าน แถมยังจูงลูกอายุพอ ๆ กับฉันมาอีก 1 คนด้วย

ถึงแม้ว่าแม่เป็นชาวบ้านธรรมดา การศึกษาไม่มากแต่ก็เป็นผู้หญิงใจเด็ด แม่ตัดสินใจรื้อเรือนหอขนใส่เรือย้ายมาปลูกในที่ดินของยายซึ่งอยู่ติดคลองไม่ไกลกันนัก ตอนแรกจะเอาลูกทั้ง 5 คนมาด้วย แต่ปู่กับย่าขอเอาหลานที่โตพอใช้งานได้ไว้ 2 คนคือ พี่สาวคนโตกับพี่สาวคนรอง ที่เหลือ 3 คน คือ พี่ชายอายุ 3 ขวบ พี่สาวอายุ 2 ขวบและฉันอายุขวบเดียวซึ่งยังเล็กเกินไป ช่วยงานอะไรไม่ได้ ปู่กับย่าจึงไม่อยากรับเลี้ยงไว้

แน่นอนว่าแม่ไม่ยอม จึงตัดสินใจพายเรือออกจากบ้านมาคนเดียว ทิ้งลูกไว้ที่บ้านปู่ย่าทั้ง 5 คน ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นป้าใหญ่พี่สาวคนโตของพ่อก็พาหลานนั่งหน้าสลอนในเรือพายมาส่งให้แม่ครบทั้ง 5 คน

ส่วนพ่อก็อยู่กินกับเมียใหม่และมีลูกด้วยกัน 6 คน ทุกวันพ่อต้องเดินผ่านบ้านเราไปขึ้นเรือที่ท่าเรือข้ามฟากเพื่อเข้าไปในเมือง แม่เล่าให้ฟังว่าตอนนั้นฉันเล็กมาก ยังจำความไม่ค่อยได้ มักคอยวิ่งมาแอบดูพ่อ ซึ่งเวลานั้นฉันจำไม่ได้ว่าเป็นพ่อตัวเอง พอพี่สาวคนโตบอกว่า “นี่เป็นพ่อของพี่” ฉันก็มักวิ่งตามมาดักดูเพราะอยากมีพ่อเหมือนอย่างพี่บ้าง เวลาพี่สาวออกมาคอยพ่อและไหว้สวัสดี ฉันคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยไหว้พ่อและพ่อก็ทำหน้าเฉย ๆ ไม่พูดอะไร จนกระทั่งอายุ 2 ขวบกว่าฉันถึงรู้ว่านั่นคือพ่อเรา

พ่อส่งเสียพี่สาวคนโตให้เรียนหนังสือเพียงคนเดียว ลูกอีก 4 คนแม่ต้องเลี้ยงดูเอง จากชีวิตภรรยาทหารที่ไม่ได้ทำงานเลี้ยงลูกอย่างเดียว ก็ต้องพยายามดิ้นรนด้วยการทอดกล้วยแขกแล้วพายเรือไปขายในคลองส่งลูกเรียน พี่สาวคนรองเรียนจบ ป.4 ก็ไม่ยอมเรียนต่อ เพราะชอบค้าขาย ต่อมาแต่งงานไปกับพ่อค้าจากอยุธยาที่ล่องเรือมารับสินค้าแถวบ้าน จึงย้ายตามสามีไปอยู่อยุธยา มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายพอสมควร พี่ชายเรียนจบ ม.6 แล้วไปเป็นทหาร จากนั้นก็มีภรรยา ส่วนลูกคนถัดมาซึ่งเป็นพี่สาวอีกคนของฉัน หลังจากย้ายจากบ้านปู่ย่ามาอยู่กันเองตามประสาแม่ลูกได้ไม่นานก็เสียชีวิต

ด้วยความคิดถึงพ่อ ฉันจึงคิดไปหาพ่อที่บ้านซึ่งพ่ออาศัยอยู่กับครอบครัวใหม่ เพื่อนของพ่อคนหนึ่งคงสงสารเด็กตาดำ ๆ อย่างฉัน จึงอาสาพาไปหาพ่อในสภาพยังสวมชุดนักเรียน พอไปถึงไม่เจอพ่อ เจอแต่แม่เลี้ยงซึ่งบอกว่าบ้านนี้ไม่มีอะไรให้กินนะ มีแต่เกลือ ฉันได้แต่ยืนงง หลังจากวันนั้นฉันก็ไม่เคยไปหาพ่ออีกเลย

พอเรียนจบ ป.4 ฉันบอกครูว่าไม่เรียนต่อแล้ว ครูพยายามถามว่าเพราะอะไร ฉันได้แต่นิ่งไม่ตอบ ครูเลยมาหาแม่ที่บ้าน แม่บอกว่าถามลูกแล้วเหมือนกัน แต่ลูกก็ยืนยันว่าไม่เรียนต่อ ครูพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่นาน ฉันเลยบอกว่า หนูสงสารแม่ เห็นแม่ทำงานหนักเลี้ยงลูกคนเดียว ถ้าหนูไปเรียนแล้วแม่เกิดตายขึ้นมา หนูจะทำอย่างไร ครูได้ฟังเท่านั้นก็น้ำตาไหล บอกว่าไม่เป็นไรลูก ไม่เรียนต่อก็ได้

ต่อมาแม่เกิดอุบัติเหตุตอนพายเรือไปขายกล้วยแขก ปกติแม่พายเรือไปจอดอยู่ใต้ต้นโพธิ์แล้วก็ทอดกล้วยแขกขายตรงนั้นเป็นประจำ วันหนึ่งลูกมะพร้าวจากต้นใกล้กันก็ตกลงมาในกระทะทอดกล้วย น้ำมันกระเด็นลวกหน้าลวกตัวแม่เต็มไปหมด โชคดีที่ไม่เข้าตา แม่พายเรือกลับบ้านด้วยความเจ็บปวด แล้วใช้สมุนไพรไทยแบบภูมิปัญญาชาวบ้านรักษาตัวไปตามมีตามเกิดเพราะไม่มีเงินไปหาหมอ

แม่เป็นคนไม่แข็งแรงอยู่แล้ว ยังมาถูกน้ำมันลวกจึงเลิกขายกล้วยแขกและพักอยู่ที่บ้าน วันหนึ่งแม่ก็สะกิดฉันแล้วบอกว่า จู่ ๆ แม่ก็ยกแขนไม่ขึ้น ร่างกายอ่อนแรงไปแถบหนึ่งคล้ายจะเป็นอัมพฤกษ์ คนทรงแถวบ้านซึ่งคุ้นเคยกันบอกว่า การที่แม่เอากระทะไปทอดกล้วยอยู่ใต้ต้นโพธิ์เหมือนเอาไฟไปลนเจ้าที่เจ้าทาง ท่านไม่พอใจจึงทำแบบนี้กับแม่ ว่าแล้วก็เอามะพร้าวอ่อนที่ปลุกเสกแล้วให้มาต้มกินกับดอกบัวจนแม่อาการดีขึ้น

ฉันซึ่งออกจากโรงเรียนมาหลายปีแล้วก็ไปรับจ้างดายหญ้าได้วันละ 7 บาท เก็บหอมรอมริบได้เงินก้อนเล็ก ๆ ประมาณร้อยกว่าบาทก็เอาไปซื้อของมาให้แม่ขาย เป็นของกระจุกกระจิก เช่น ขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือสลากรางวัล โดยขอวัดแถวบ้านตั้งเพิงขายของ

แรงกตัญญู

**ภาพและบุคคลในภาพจำลองขึ้นตามเหตุการณ์ในเนื้อเรื่อง**

เวลานั้นเหลือเราแค่สองคนแม่ลูก พี่ ๆ แยกย้ายกันไปหมดแล้ว พี่สาวคนโตซึ่งรูปร่างหน้าตาดีกว่าเพื่อน และเป็นความหวังของครอบครัวว่าพอเรียนจบพาณิชย์ก็จะทำงานช่วยส่งเสียน้องเรียนต่อ พ่อช่วยพาไปสอบเข้าฝ่ายการเงินของทหารบก แต่พี่สาวก็ไปมีสามีและไม่เคยกลับมาดูแลที่บ้านเลย ทั้งที่ฉันและพี่ชายเคยตักน้ำมาใส่ตุ่มแกว่งสารส้มให้พี่สาวอาบเป็นประจำ เพราะพี่สาวไม่ยอมอาบน้ำในคลองกลัวผิวเสีย พี่สาวคนรองก็อยู่อยุธยา พี่ชายก็ไปเป็นทหารและมีครอบครัว

ฉันจำได้ว่าเราสองแม่ลูกใช้ชีวิตแบบพอเพียงจริง ๆ เก็บผักเก็บหญ้ากิน กินข้าวกับเกลือก็เคยมาแล้ว ไฟฟ้าก็ไม่มีใช้โดยที่ไม่มีใครมาสนใจไยดีเลย แต่เราก็มีความสุขดีตามประสาแม่ลูก

ฉันเป็นคนรักพี่รักน้องมาก และเป็นฝ่ายไปหาพี่ ๆ เสมอ ฉันเคยไปหาพี่สาวคนโตที่ที่ทำงาน แต่พี่สาวมีท่าทีอับอายทุกครั้งที่ฉันไปหา เพราะฉันใส่เสื้อผ้าซอมซ่อ แต่เมื่อพี่สาวมีลูก ฉันก็ไปช่วยเลี้ยงหลาน พี่สาวเลยให้เงินเป็นค่ารถค่าเรือคอยไปรับส่งหลาน ฉันจึงเก็บหอมรอมริบจากเงินส่วนนี้แล้วไปเรียนตัดเสื้อที่ปากคลองตลาด เรียนจบเทอมเดียวก็ไปสมัครงานเป็นลูกจ้างเย็บเสื้อแถวนางเลิ้ง แต่ที่นี่มีข้อแม้ว่าถ้าจะมาทำงานต้องเอาจักรเย็บผ้ามาเอง

แน่นอนว่าฐานะอย่างฉันไม่มีปัญญาซื้อจักรเย็บผ้า โชคดีที่มีคุณยายคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนกับคุณยายของฉันมีน้ำใจซื้อจักรให้ฉันนำไปทำงาน ที่นี่ให้ค่าจ้างเดือนละ 75 บาท วันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองในเดือนตุลาคม มีการยิงกันให้วุ่นวาย ฉันเลยได้หยุดงาน 2 – 3 วัน

พี่สะใภ้ซึ่งมีฐานะดีมีสวนมากมายก็ชวนไปรับจ้างเก็บละมุดโดยให้เงินวันละ 10 บาท หลังจากนั้นพอฉันกลับมาที่นางเลิ้งก็พบว่าจักรเย็บผ้าของฉันมีรูกระสุนเต็มไปหมด จึงยกจักรกลับบ้าน แล้วไปเป็นลูกจ้างตัดเสื้อผ้าที่บางลำพู ได้เงินเดือนละ 500 บาท ทำได้ 2 เดือนฉันก็ไปสมัครงานที่ร้านตัดเสื้อราศีตรงท่าพระจันทร์ ซึ่งสมัยนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังมาก

สภาพของฉันเหมือนทอมบอยเพราะซอยผมสั้นและแต่งตัวลุย ๆ เหมือนเด็กผู้ชาย แต่ทางร้านก็ให้ลองเย็บเสื้อ 1 ชุด พอเห็นฝีมือก็เลยรับไว้ทำงาน

ตั้งแต่ฉันได้งานเย็บเสื้อก็ให้แม่เลิกขายของมาอยู่บ้านเฉย ๆ เพราะแม่ไม่แข็งแรงและป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอด ฉันให้เงินแม่ทุกเดือนแล้วค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้นทีละนิด แม่บอกว่าถ้าขึ้นแล้วห้ามลดนะ ถ้าคิดว่าจะไม่ไหวก็อย่าเพิ่งขึ้น ให้เท่าเดิมไปเรื่อย ๆ ก็ได้

แรงกตัญญู

**ภาพและบุคคลในภาพจำลองขึ้นตามเหตุการณ์ในเนื้อเรื่อง**

คุณยายของฉันมีสวนซึ่งเป็นสมบัติตกทอดกันมา ได้แบ่งที่ดินให้แม่และน้าของฉันคนละ 7 ไร่ ต่อมาน้าเสียชีวิต แต่คุณยายกลับเซ็นยกที่ดินส่วนของน้าให้เพื่อนซึ่งก็คือคุณยายที่ซื้อจักรเย็บผ้าให้ฉัน ไม่ยอมยกให้ลูก ๆ ของน้าทั้งที่เป็นหลานของตัวเอง เพราะไม่ค่อยชอบน้าเขยเทา่ ไร แล้วคุณยายก็บอกเพอื่ นว่าจะยกให้ใครก็พิจารณาเอาเองแล้วกัน

ตอนนั้นคุณยายมีเรื่องเคืองกับน้าเขย แม่ก็ชวนยายมาอยู่ด้วยกันที่บ้านเพราะเป็นห่วงและต้องการดูแลคุณยาย ท่านจึงหอบโฉนดที่ดินมาด้วย และจัดการเรื่องที่ดินในช่วงนั้นเอง

โชคดีที่เพื่อนคุณยายท่านนี้เป็นผู้ใหญ่ที่มีเมตตาและคงเห็นว่าฉันและแม่อยู่กันมาอย่างไร เห็นว่าฉันดูแลแม่มาอย่างไร ท่านจึงยกที่ดินให้ฉันแทนที่จะคืนให้ลูก ๆ ของน้า ต่อมาแม่ขายที่ดิน ฉันก็ต้องขายด้วย เพราะเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ได้มัดจำก้อนแรกมา 5 แสนบาท แม่ก็ทำบุญด้วยการสร้างเขื่อนกั้นน้ำริมคลอง เริ่มจากบ้านเราไปจนถึงวัด คือทำให้วัดด้วยเงิน 5 แสนก้อนนั้น วัดจึงเกรงใจแม่และยอมให้ทำทางเล็ก ๆ เข้าบ้านผ่านที่ดินของวัด

แม่ให้ฉันสัญญาว่า ถ้ายกที่ดินที่เหลือและบ้านที่อยู่ในปัจจุบันให้ฉัน ต้องให้พี่น้องกลับมาอยู่รวมกันตลอดไป ฉันก็ตกลง เพราะถึงอย่างไรเราก็เป็นพี่น้องกัน แต่เรื่องไม่ง่ายอย่างนั้น

พี่สาวคนโตหลังจากขายบ้านของตัวเอง สามีก็เอาเงินไปหมด พี่สาวเหลือแต่กระเป๋าเสื้อผ้ากับลูกสาวอีก 1 คนไปเช่าบ้านอยู่ แม่จึงบอกให้ฉันสร้างบ้านให้พี่สาวอยู่ข้าง ๆ บ้านเราภายในรั้วเดียวกัน ส่วนพี่สาวคนรอง แม่ก็ให้ตามกลับมาอยู่ด้วยกัน พี่สาวคนรองกับสามีก็ปลูกบ้านอยู่อีกด้านหนึ่งนอกรั้ว พี่เขยขอทำสวนในที่ดินของแม่อีกแห่งโดยต้องเสียค่าเช่าปีละ 1 พันบาท แต่เขาไม่เคยจ่ายค่าเช่าเลยทั้งที่เป็นรายได้สำคัญอีกทางของแม่ แม่จึงเอาที่ดินไปให้คนอื่นเช่าแทน เรื่องนี้ทำให้พี่สาวคนรองเคืองมาก ถึงกับกล่าวโทษในภายหลังว่า แม่เป็นคนทำให้ชีวิตของพ่เี ป็นแบบนี้ เรียกกลับมาทำไมก็ไม่รู้ อยู่ทางนู้นก็สบายดีอยู่แล้ว และทุกวันนี้ที่มีกินมีใช้ก็เพราะทำงานเอง แม่ไม่ได้ทำให้เขารวยเลย แม่ช่วยเลี้ยงลูก 4 คนของเขา เขาก็ซื้อขนมกลับมาบ้านให้ลูก 4 ถุง ไม่เคยซื้อมาเผื่อแม่สักถุง

หลังจากสร้างบ้านให้พี่สาวคนโตเสร็จ ฉันก็ถามว่า ถ้าพี่กับหลานยังไม่เข้ามาอยู่ ฉันกับแม่ขอเข้ามาอยู่บ้านนี้ก่อนได้มั้ย เพราะกำลังรื้อบ้านของตัวเองจะสร้างใหม่เหมือนกัน ตอนนี้แม่ไม่มีที่อยู่ พี่สาวไม่ตอบอะไร แต่วันรุ่งขึ้นก็ขนข้าวของพร้อมลูกสาวเข้ามาอยู่ที่บ้านเลย แม่ซึ่งเกรงใจลูกสาวคนโตก็เลยชวนฉันขนข้าวของออกมาปลูกเพิงอยู่ข้าง ๆ บ้าน ปล่อยให้พี่สาวอยู่กับลูกสาวตามสบาย

พี่สาวคนโตไม่สนใจ ไม่แยแสไม่ถามไถ่กันสักคำ แม่เสียใจมาก นอนร้องไห้แล้วบอกฉันว่า แม่ขอโทษ ไม่น่าเรียกเขากลับมาอยู่ด้วยกันเลย แม่ไม่นึกว่าลูก ๆ จะเป็นแบบนี้ ฉันได้แต่บอกว่า ไม่เป็นไร ยังไงก็พี่น้องกัน เราสองแม่ลูกพักอยู่ที่เพิงกันแบบนั้น ฝนตกก็สาดเข้ามา ฉันและแม่มองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมาอย่างปลงชีวิต เห็นความทุกข์เป็นเรื่องขำ ไม่รู้จะคิดมากไปทำไม

เมื่อบ้านของฉันและแม่สร้างเสร็จ แม่ก็จัดการแบ่งเงินจากการขายที่ดินให้ลูกทุกคน และประกาศว่าที่ดินและบ้านที่อยู่รวมกันในปัจจุบันแม่ได้ใส่ชื่อฉันไว้ และมอบหมายให้ฉันเป็นคนดูแลทั้งหมด คนที่ดูไม่พอใจที่สุดคือพี่สาวคนรอง ทุกครั้งที่ทะเลาะกันจะต้องพูดว่า ฉันคงไปประจบสอพลอถึงได้ที่ดินผืนนั้นมา จริง ๆ ลูกน้าต้องเป็นคนได้ไปสิ ที่ดินกับบ้านตรงนี้ก็เช่นกัน ควรแบ่งกันไม่ใช่ให้น้องคนสุดท้องเป็นคนดูแล

โชคดีที่ฉันมีเพื่อนสนิทกลุ่มหนึ่งรู้กฎหมาย เพื่อน ๆ ก็จัดการทำหนังสือสัญญามาให้พี่ ๆ ทุกคนเซ็นว่า หลังจากรับเงินก้อนนี้จากแม่ไปแล้วจะไม่มาเรียกร้องอะไรอีก ไม่เช่นนั้นชีวิตของฉันก็คงวุ่นวายไม่จบสิ้น

ก่อนที่แม่จะเสียชีวิตได้สั่งไว้ว่าขอให้ฉันตั้งศพสวดที่บ้าน ไม่ให้ไปตั้งที่ศาลาวัด เมื่อสวดครบวันแล้วก็ยกไปขึ้นเมรุได้เลย และให้ทำบุญเลี้ยงพระวันครบรอบที่แม่เสียชีวิตที่บ้านทุกปี ปรากฏว่าพี่ ๆ ไม่มาร่วมงานเลยถ้าฉันไม่ไปเอ่ยปากเชิญทั้ง ๆ ที่เป็นงานทำบุญให้แม่ของตัวเองแท้ ๆ ช่วงปีแรก ๆ ฉันก็ไปชวนบ้าง แต่ช่วงหลังไม่ได้ชวนเพราะคิดว่าพี่ ๆ น่าจะมาเองได้ แต่ก็ไม่มีใครมา พอถูกคนอื่นถามพี่ ๆ ก็จะตอบว่า เพราะฉันไม่ชวน แล้วเขาจะมาทำไม

ปัจจุบันเราก็ยังอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกันตามที่ฉันให้สัญญากับแม่ไว้ ลูกของพี่สาวคนโตก็แต่งงานโดยสามีมาอยู่ที่บ้านด้วย และมีลูกสาว 1 คน เมื่อมีครอบครัวของตัวเอง ลูกสาวก็ไม่สนใจแม่เลย พี่สาวคนโตของฉันอายุมากแล้วยังต้องเดินกระย่องกระแย่งออกไปซื้ออาหารกินเอง ออกไปเรียกรถไปหาหมอเอง ลูกสาวก็นั่งโต๊ะกินข้าวกับสามีและลูกโดยไม่สนใจแม่ตัวเองเลย

ส่วนพี่สาวคนรอง สามีไปมีเมียน้อย พาเดินควงออกหน้าออกตาอย่างไม่แคร์ใคร ส่วนลูก ๆ ก็เกเร บางคนติดยาจนป่วยตายก็มี พี่ชายก็ล้มป่วยและเสียชีวิตไปนานมากแล้ว ส่วนฉันอยู่กับลูกสาวคนเดียว สามีแยกทางกันไปนานแล้วและฉันก็ไม่คิดมีคนใหม่ มีรายได้พอเลี้ยงตัวและลูกจากการเก็บค่าเช่าบ้านหลังเล็ก ๆ 2 – 3 หลังและตึกแถวที่เซ้งไว้ ยิ่งตอนนี้ลูกสาวเรียนจบปริญญาตรีและทำงานแล้ว ฉันก็ไม่มีภาระอะไรอีก เพียงแต่ต้องทนอึดอัดใจกับพี่น้องตัวเองที่ไม่มองหน้า ไม่ทักทาย หากมีอะไรกระทบนิดหน่อยก็จะเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาเสมอ ฉันก็สู้อดทนสงบปากสงบคำเพื่อความเป็นพี่น้อง

ทุกวันนี้ในวัย 60 ปลาย ๆ ฉันสอนให้ลูกเป็นคนไม่ยึดติด อะไรที่ไม่ใช่ของเรามันก็ไม่ใช่ของเรา และที่สำคัญต้องเป็นคนกตัญญู รักษาสัญญา ซื่อสัตย์ แล้วชีวิตจะไม่ตกต่ำ เพราะมักมีคนเข้ามาช่วยเหลืออุ้มชูเสมอ อย่างที่ฉันประสบมาแล้วตลอดชีวิตที่ผ่านมา

0

ข้อคิดจากพระมหาสุกัน สุชาโต วัดป่ามหาวนาราม

0
อาตมามองว่าเรื่องของคุณเป็นเรื่องราวที่น่ายกย่องมากกว่า คุณคืออภิชาตบุตรของแท้ ประเด็นที่น่าเรียนรู้จากเรื่องนี้คือ คำว่ากตัญญูกตเวทีซึ่งหมายถึง บุคคลผู้รู้คุณที่คนอื่นกระทำแล้วและทำตอบแทน แม้คุณจะน้อยใจเรื่องพ่อไม่ได้เลี้ยงไม่ได้ดูแลคุณ แต่ท่านก็ไม่เคยคิดจะทำร้ายคุณ และให้สิ่งที่ประเสริฐแล้วนั้นคือชีวิตของคุณ ซึ่งคุณก็พิสูจน์ให้ท่านเห็นแล้วว่า คุณนั้นเข้มแข็งมากเช่นเดียวกับแม่ของคุณ จนฟ้าดินต้องเคารพส่งคนดี ๆ มาช่วยอยู่บ่อยครั้ง

ส่วนเรื่องของพี่น้องของคุณนั้น คุณจะไปให้เขาเป็นเหมือนเรานั้นมันเป็นไปไม่ได้ คือต้องเดินในทางแห่งความดีจนเขาเห็นปรากฏ แม้ว่าโอกาสทางการศึกษาของคุณไม่เท่าพี่ ๆ แต่คุณกตัญญูต่อแม่มากกว่าใคร ซึ่งเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้ายกย่องมาก อาตมาจึงขออนุโมทนาและเป็นกำลังใจกับเรื่องราวของคุณ

นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี เพราะการปรนนิบัติในมารดาบิดานั้นแล บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้นี่เอง เขาละไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์

0

ที่มา : นิตยสาร Secret ปี 2560 ฉบับที่ 221 (10 ก.ย. 60) หน้า 56-59

คอลัมน์ : true story

เรียบเรียง : พิมพ์พนา

ภาพ : Unsplash, สรยุทธ พุ่มภักดี

สไตลิสต์ : ณัฏฐิตา เกษตระชนม์

แบบ : จูน, ป้านาง

 


บทความน่าสนใจ

เมื่อไม่อยากกลายเป็นคนอกตัญญู

สุขทุกวัน 7 วัน 7 กูรู ตอน กตัญญู โดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

วิธีตอบแทนพ่อแม่ ระดับสูงหนทางสู่การเป็น “ที่สุด” แห่งความกตัญญู

 

 

keyboard_arrow_up