“สู้สุดหัวใจ” นิยามชีวิตของ จอห์น มกจ๊ก ตลกหญิงร่างเล็กใจสู้

จอห์น มกจ๊ก
จอห์น มกจ๊ก

“สู้สุดหัวใจ” นิยามชีวิตของ จอห์น มกจ๊ก ตลกหญิงร่างเล็กใจสู้

จอห์น – ศุภาพิชญ์ บัวติ๊ก หรือ “ จอห์น มกจ๊ก ” ตลกหญิงร่างเล็ก ที่วันนี้คือแม่ค้าขาย “น้ำพริกจอห์นสู้ชีวิต”
เธอคือผู้หญิงคนหนึ่ง ที่สูญเสียสามีและลูกในเวลาไล่เลี่ยกัน

12 ปีที่ต้องสู้ชีวิตเพียงลำพัง ไม่มีสักวันที่ท้อและหยุด เพราะนี่คือชีวิตจริงที่เธอต้องก้าวต่อไป

จับพลัดจับพลูเข้าสู่วงการตลก
จอห์นเกิดที่จังหวัดหนองคาย เป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องเจ็ดคน ไม่มีใครรู้ว่าทำไมจอห์นถึงเกิดมาตัวเล็กกว่าคนอื่น เพราะพ่อแม่พี่น้องก็ปกติกันหมด แม้เราจะตัวเล็กกว่าเพื่อน แต่ทุกคนก็รักเรา เพื่อน ๆ ก็ไม่มีใครเคยล้อเรื่องนี้เลย

พ่อแม่ทำสวนทำไร่หลายอย่าง จอห์นก็ไปช่วยท่าน เก็บผักไปขายบ้าง ได้ช่วยงานค้าขายมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ซึมซับและชอบการขายของมาก ต่อมาเมื่อจบ ป.6 อ่านออกเขียนได้แล้ว จอห์นก็ไม่เรียนต่อ บอกตรง ๆ ว่าเพราะเวลานั้นก็ไม่ได้คิดเหมือนกันว่าโตขึ้นอยากทำอะไร

ต่อมาพ่อแม่เสียไปทั้งคู่ เราจึงเริ่มออกเดินทาง พอดีมีญาติมาทำงานที่ศรีราชา ก็ขอตามเขาไปเที่ยวด้วย จึงได้รู้จักกับ“แม่บุญธรรม” ซึ่งขายหมูสะเต๊ะอยู่แถวนั้น เราก็ไปช่วยขาย แม่เอ็นดูจึงชวนให้มาอยู่ด้วยกัน นอกจากไปช่วยแม่บุญธรรมขายของแล้วไปเที่ยวต่างจังหวัดบ้าง จนวันหนึ่งจอห์นตัดสินใจมาเที่ยวกรุงเทพฯ เพียงลำพัง

ตอนนั้นอยากเห็นดาราและนักแสดงตลกตัวจริงกับเขาบ้าง จึงถามแท็กซี่ว่าไปที่ไหนจะได้เจอ เขาก็แนะนำว่า มีที่สะพานควายกับพระรามเก้า ด้วยความที่เราคุ้นชื่อ“พระราม 9 ค่าเฟ่” จากโฆษณาในทีวี จึงไปที่นั่น แล้วก็ไปนั่งดูเขาเล่นตลกกันตอนนั้น พี่เหลือเฟือ มกจ๊ก เห็นเข้า เขาชวนขึ้นเวที และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้จอห์นได้เข้าวงการตลกแล้วก็อยู่กรุงเทพฯ ยาว ไม่ได้กลับบ้านอีกเลย กว่าแม่บุญธรรมจะรู้ว่าจอห์นหายไปไหน ก็ตอนที่เห็นเล่นตลกออกทีวีแล้ว

จอห์นเล่นตลกไม่เป็นหรอก เพราะไม่เคยคิดว่าจะทำงานนี้ แรก ๆ ก็ใช้สังขารเราขายไปก่อน แล้วก็ค่อย ๆ เรียนรู้เรื่องส่งมุก มีงานหนึ่งพี่เหลือเฟือมาบอกว่า “จอห์น วันนี้เล่นแบบถอดเสื้อต่อยมวยนะ” เราก็ต้องสะกิดบอกพี่เหลือเฟือว่า “พี่ ๆ หนูเป็นผู้หญิงค่ะ” พี่เขามองเราไม่ออก เพราะเราดูห้าว พอรู้เขาก็ขำกัน

ช่วงแรกจอห์นไม่มีที่พัก พี่หม่ำ จ๊กมก ก็ให้ไปพักที่บ้านเขา พี่หม่ำและพี่เหลือเฟือใจดีมาก มีอะไรก็ช่วยเหลือจอห์นตลอด เพราะจอห์นไม่มีญาติพี่น้องในกรุงเทพฯ เลยสักคน

ชีวิตคู่ที่เหมือนความฝัน
จอห์นเล่นตลกในคณะพี่เหลือเฟือได้สักปี “โจ้” ก็เข้ามาเล่นด้วย จริง ๆ แล้วโจ้เข้าวงการมานานแล้ว แต่เขาไปอยู่กับวงลูกทุ่ง พอโจ้เข้ามาก็เท่ากับในคณะตลกมีคนแคระสามคน เป็นผู้ชายสองผู้หญิงหนึ่ง ผู้ชายสองคนเล่นชกมวยกัน เราก็เป็นสาวถือป้ายชูว่ายกที่หนึ่ง ที่สอง เล่นกันไปเล่นกันมาก็เริ่มมีการแซวว่าโจ้ชอบจอห์น

แต่ไหนแต่ไรมา จอห์นไม่เคยคิดที่จะมีแฟนหรือมีความรัก ใครจะแซวอย่างไรเราก็ไม่สนใจ แต่พอเริ่มมีการพูดแซวพูดอำกันบนเวที วันหนึ่งจอห์นจึงเรียกโจ้มาต่อว่า
“โจ้ จะบ้าเหรอ คนแคระมาชอบกัน ไม่อายคนอื่นเขาหรือไง เราไม่เอาด้วยหรอก”

หลังจากวันนั้นทุกคนสังเกตว่า โจ้ดูซึมไป เล่นตลกก็ไม่สนุก ชาวคณะเริ่มพูดว่าถ้าโจ้เป็นอย่างนี้ก็ไม่ไหวนะ จอห์นเริ่มรู้สึกว่าโจ้คงชอบเราจริง จึงแกล้งเล่นตัวพูดไปว่า
“ถ้าชอบจริงก็เอาเงินค่าตัวมาให้เราเก็บ แล้วก็สั่งให้วิลล่าคาเฟ่ปิดตัวให้ได้จะแต่งงานด้วย”

เชื่อไหมว่า โจ้ทำจริง เขาเอาค่าตัวมาให้จอห์นทุกวัน โดยหักไว้ใช้แค่วันละร้อยเดียว ทำแบบนี้อยู่หนึ่งเดือนจนเราเริ่มเห็นใจ ที่ตลกกว่านั้นคือ อยู่ ๆ วิลล่าคาเฟ่ก็ปิดตัวจริง ๆ จอห์นจึงบอกกับโจ้ว่า “ถ้ารักชอบกันจริง ก็ไปบอกพี่เหลือเฟือ” เขาก็ไปบอก แล้วก็เก็บข้าวของมาอยู่กับจอห์นที่ห้องเช่าด้วยกัน ต่อมาพี่เหลือเฟือก็จัดงานแต่งงานให้ เพื่อแสดงให้คนอื่นรู้ว่าเราเป็นสามีภรรยากันแล้ว

ชีวิตแต่งงานมีความสุขดี พอจอห์นท้องได้หกเดือน โจ้ก็ให้จอห์นอยู่บ้าน โดยเขาทำงานหาเลี้ยงเอง ให้จอห์นดูแลตัวเองให้ดี วันที่ผ่าคลอดลูกสาวออกมา เขาก็คอยดูแล ซ้อมด ภรรยาพี่หม่ำก็มาเยี่ยมและซื้อของใช้เด็กมาให้เยอะมาก ส่วนน้องเอ็มลูกสาวพี่หม่ำ ก็ตั้งชื่อให้ลูกสาวของจอห์นว่า “น้องเจนนี่”

จอห์นไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะมีครอบครัวที่อบอุ่น อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกเช่นนี้ ชีวิตช่วงนั้นเหมือนอยู่ในความฝัน จอห์นและโจ้วางแผนกันว่า จะเก็บเงินให้ได้สักก้อนหนึ่ง แล้วกลับไปอยู่ที่หนองคาย ซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิดของโจ้เหมือนกัน ตั้งใจจะเปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ อยู่กันอย่างเรียบง่าย

เมื่อมีลูก โจ้ก็ยังคงให้จอห์นเลี้ยงลูกอยู่กับบ้าน แต่ด้วยนิสัยชอบทำมาหากิน จอห์นก็ไม่อยู่เฉย ทำหมูแดดเดียวขายไปด้วย หารายได้อีกทางหนึ่ง ปกติโจ้ทำงานเยอะ ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน วันไหนที่โจ้หยุด เราจะได้กินข้าวดูหนังอยู่ที่บ้านด้วยกันสามคน เป็นความสุขเล็ก ๆ ของครอบครัว จอห์นมักบอกโจ้เสมอว่า
“ขอบคุณนะโจ้ที่มาดูแลเรา เราไม่คิดไม่ฝันเลยว่าเธอจะมาอยู่ในชีวิต และเรามีความสุขที่ครอบครัวของเราไม่มีทะเลาะเบาะแว้งกันเลย”

อย่างที่บอกว่า ชีวิตที่มีความสุขนั้นเหมือนกับความฝัน เพราะวันหนึ่งจอห์นต้องตื่นจากฝันนั้นทั้งน้ำตา

สูญเสียแก้วตาดวงใจ
วันนั้นโจ้มีงานต่างจังหวัด พอเล่นตลกที่คาเฟ่จบก็ต้องนั่งรถตู้ไปต่อคืนนั้นเลย ทุกอย่างก็เหมือนปกติ ถึงเวลาจอห์นก็ปิดทีวี ปิดเสียงมือถือ พาน้องเจนนี่เข้านอน เช้ามาจอห์นกำลังจะออกไปซื้อนมให้ลูก เพื่อนในคณะมาหาที่บ้าน จอห์นทักเขาว่า “ไงเพื่อน ตกรถตู้เหรอ จะมาเอารถใช่ไหม” จอห์นนึกว่าเพื่อนจะมายืมรถ แต่เขากลับเดินเข้ามาบอกว่า
“ทำใจดี ๆ นะเพื่อน โจ้เสียแล้ว รถตู้เราโดนปาหิน ก้อนหินโดนโจ้พอดี”

จอห์นงงไปหมด แต่ก็ยังไม่เชื่อสิ่งที่เพื่อนพูด จนพี่เหลือเฟือเดินเข้ามาบอก จากนั้นจอห์นก็หมดสติไปเลย ไม่อยากเชื่อว่านี่คือความจริง เราไม่เคยเผื่อใจคิดเรื่องนี้มาก่อน ทุกอย่างก่อนหน้านั้นไม่มีอะไรเป็นลางบอกเลยว่าเราจะไม่ได้เจอเขาอีก แม้จะเสียใจมากแต่ก็ต้องรีบตั้งหลักตั้งสติให้ได้ เพราะเราต้องดูแลลูกสาววัยเพียงขวบกว่า

จอห์นเป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับลูก และมีลูกเป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้มีชีวิตอยู่ได้ เมื่อขาดเสาหลักของครอบครัวไป จอห์นก็กลับมาทำมาหากินเอง โดยเปิดขายอาหารตามสั่ง หาเงินเลี้ยงตัวเอง ส่งลูกเข้าโรงเรียน ลูกเป็นเด็กน่ารักที่กำลังเติบโตไปตามวัย

แต่เมื่อลูกอายุได้ 3 ขวบ 4 เดือน ความจริงอันโหดร้ายก็ทำลายความฝันของจอห์นอีกครั้ง

“จอห์น น้องเจนนี่โดนรถทับ” เสียงเพื่อนบ้านตะโกนเรียกขณะที่จอห์นกำลังง่วงกับการล้างถ้วยล้างจานหลังเก็บร้าน ได้ยินเพียงเท่านั้น จอห์นก็ทิ้งทุกอย่าง วิ่งไปหาลูก

สภาพของลูกคือถูกรถทับที่หน้าอก มีคนอุ้มเขาเพื่อขึ้นรถไปโรงพยาบาล เขาบอกจอห์นว่าให้เรียกลูกไว้ จอห์นก็พยายามเรียกลูก ลูกเหมือนจะรู้ตัว และเอ่ยออกมาว่า “แม่ แม่ แม่”พอสิ้นเสียง ลูกก็กระอักออกมาเป็นเลือด จอห์นเห็นทุกอย่างต่อหน้าต่อตา สุดท้ายน้องเจนนี่ก็เสียชีวิตที่โรงพยาบาล เวลาประมาณห้าทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่โจ้เสียชีวิต

ให้อภัย ใจเป็นสุข
จอห์นยอมรับว่า หลังจากเสียลูก ก็เป็นบ้าไปพักหนึ่งเลย สภาพจิตใจแย่กว่าตอนโจ้เสียอีก เพราะชีวิตไม่เหลืออะไรอีกแล้ว และไม่อยากได้อะไรทั้งสิ้น ต่อมามีข่าวว่าจอห์นเล่นการพนันจนหมดตัว ก็ยอมรับว่าเล่นจริง แต่จอห์นก็ยังทำมาหากิน ยังขายอาหารตามปกติ แต่ก็ไม่อยากไปแก้ข่าวอะไร ปล่อยให้คนเข้าใจไปอย่างนั้นก็ได้ เพราะอยากจะรู้เหมือนกันว่า วันที่เราไม่มีอะไรแล้ว จะยังมีใครมาหาเราอยู่ไหม

ส่วนรถและบ้าน จอห์นขายไปทั้งหมดจริง เพราะจอห์นขับรถไม่ได้ เก็บไว้ก็เป็นภาระ ส่วนบ้าน จอห์นอยู่คนเดียว ถ้าหากจะต้องซ่อมหรือดูแล เราคนเดียวคงไม่ไหว จึงประกาศขาย และกลับมาอยู่ห้องเช่าที่เคยอยู่กับโจ้ดีกว่า เพราะทุกอย่างมีคนดูแลให้ทั้งหมด เราก็อยู่สบายไม่มีห่วง และในวันที่เราไม่เหลืออะไรสักอย่าง ก็ไม่มีใครมายุ่งวุ่นวายกับเรา ชีวิตก็มีความสุขไปอีกแบบ

มีช่วงหนึ่ง หลังจากโจ้เสียชีวิตไปแล้วห้าปี จอห์นรู้สึกว่าทำอะไรก็ติดขัดไปหมด แล้วก็คิดได้ว่า อาจเป็นเพราะเรายังทุกข์เรื่องการเสียชีวิตของโจ้อ จอห์นนึกอย่างไรไม่รู้ก็โทรติดต่อเข้าไปที่ ศูนย์ฝึกและอบรมเยาวชนบ้านกาญจนา ซึ่งเป็นที่ที่เด็กซึ่งก่อเหตุทำร้ายโจ้อยู่ที่นั่น และได้คุยกับป้ามล –ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ เพื่อขอทำพิธีให้อภัยแก่เด็กคนนั้น เพราะไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน โจ้ก็ตายไปแล้ว โกรธแค้นไป โจ้ไม่ฟื้นขึ้นมาอยู่ดี การให้อภัยก็ถือเป็นการทำบุญให้โจ้ด้วย จะได้ไม่ต้องเป็นเจ้ากรรมนายเวรต่อกันไปอีก

ป้ามลจัดทำพิธีขอขมา ให้เด็กคนนั้นมาขอขมาจอห์น ที่ผ่านมาเราไม่เคยมองหน้าเด็กคนนั้นมาก่อน ไปขึ้นศาลก็ไม่มองเขาเลย วันนั้นเขามากราบ เราก็น้ำตาไหล และบอกเขาไปว่า
“พี่อโหสิกรรมให้เธอนะ ต่อนี้ไปเธอทำตัวให้ดี หากวันหนึ่งมีครอบครัวก็ขอให้สอนลูกหลานให้ดีนะ”

เด็กคนนั้นก็ร้องไห้เข้ามากอดเรา จึงเป็นครั้งแรกที่ได้มองหน้าเขา จอห์นรู้สึกว่าทุกข์ที่เราฝังไว้ในใจได้ปลดปล่อยไป เราปล่อยวางทุกสิ่ง จอห์นต้องขอขอบคุณป้ามล และทุกท่านที่ช่วยจัดงานพิธีนี้ให้ จอห์นรู้สึกได้ว่าจิตใจสบายขึ้น มีความสุขมากขึ้น ไม่มีอะไรติดค้างใน และก็มีแต่สิ่งดี ๆ เข้ามา

จอห์น น้ำพริกสู้ชีวิต
จอห์นเพิ่งมาเริ่มทำน้ำพริกหลังจากน้องเจนนี่เสียไปสองปี อย่างที่บอกว่าช่วงนั้นจอห์นเหมือนเป็นบ้า ไม่ได้สติเลย จนเมื่อครบสองปีเรียกสติกลับมาได้ จอห์นไม่มีเงินทำบุญให้ลูก จึงไปลองทำน้ำพริกไปขายที่สะพานลอย และตั้งกล่องขอรับเงินบริจาคซื้อสังฆทานด้วย ครั้งนั้นได้เงินพอไปทำบุญให้ลูกและโจ้

จอห์นคิดว่าน่าจะทำน้ำพริกขายต่อ เพราะจอห์นชอบกินเผ็ดอยู่แล้ว อีกอย่างหนึ่งคือ ที่ผ่านมามักมีคนมาถามว่า “เป็นยังไง ลูกตายผัวตาย เจ็บปวดไหม” หรือ “อยู่คนเดียวเป็นอย่างไร อยู่ได้ไหม” ก็ไม่รู้ว่าเขาให้กำลังใจหรือประชด ไม่มีใครรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของเราหรอก แต่คำพูดเหล่านี้ก็ทำให้จอห์นได้คิดว่า เราทำน้ำพริกที่มีจุดขายเน้นที่ความเผ็ด จนคนที่ได้กินน้ำพริกได้ลิ้มลองว่า ความเจ็บปวดของจอห์นเป็นอย่างไร

ทุกวันจอห์นจะทำน้ำพริก 5 อย่างมาขายกระปุกละ 20 บาท เริ่มแรกก็ขายบนสะพานลอย เพื่อน ๆ ที่ขายของด้วยกันจึงตั้งชื่อให้ว่า “น้ำพริกจอห์นสู้ชีวิต” ที่สื่อถึงชีวิตจอห์นได้อย่างดี ต่อมาจอห์นตระเวนขายตามงานต่าง ๆ และมาตั้งหลักขายที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และตอนนี้ก็ย้ายมาที่หน้าวัดหัวลำโพงลูกค้าก็พูดกันปากต่อปากและมาอุดหนุนเรื่อย ๆ ถือเป็นกำลังใจให้จอห์นได้หาเลี้ยงชีวิตต่อไป

สิบปีที่ขายน้ำพริกเลี้ยงชีวิต จอห์นไม่เคยรู้สึกอายเลยสักครั้ง งานนี้เป็นงานสุจริต หาเลี้ยงเราได้ไม่ต้องไปขอใคร และไม่ทำให้ใครเสียหายเดือดร้อน เรามีร่างกายครบสามสิบสองเหมือนกับคนอื่น เพียงแต่เราไม่สูงเท่านั้นเอง แล้วเราจะไม่สู้ได้อย่างไร อาจมีบางครั้งที่ท้อ แต่จอห์นไม่เคยถอย คนที่แย่กว่าเราก็มีอีกตั้งเยอะ

คนที่เขามองไม่เห็น เดินไม่ได้ เขายังสู้เลย ถ้าเราท้อก็อายเขา และแม้ที่ผ่านมาจะทุกข์แค่ไหน ก็ไม่มีสักครั้งที่จอห์นคิดอยากฆ่าตัวตาย เพราะกว่าจะเกิดมาได้ พ่อแม่เราต้องดูแลประคบประงมมาตั้งเท่าไหร่ เวลาป่วยท่านก็อุ้มไปหาหมอ แล้วจะมาคิดสั้นแค่นี้ จอห์นไม่ทำ ในเมื่อข้างบนส่งเรามาเกิดแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่เรา เรื่องดีไม่ดีเราเลือกได้ และจอห์นขอเลือกทำแต่สิ่งดี ๆ

เวลาสวดมนต์ไหว้พระ จอห์นไม่เคยขอให้ตัวเองรวยหรือขอให้ถูกหวย มีแต่ขอให้ร่างกายแข็งแรง ส่วนชีวิตจะเป็นอย่างไร จอห์นจะขอสู้และฝ่าฟันไปเองจะมีเวรกรรมอะไรอีก จอห์นก็จะใช้ให้หมดในชาตินี้

ทุกวันนี้ จอห์นอยู่คนเดียวมา 12 ปีแล้ว และยังคงอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ ที่เคยอยู่กับโจ้เมื่อก่อน เวลาเหนื่อย ๆ ก็จะคุยเล่นกับรูปของโจ้และน้องเจนนี่ บางทีก็พูดเล่นว่า “โจ้ พาลูกไปสบายเลยนะ ไม่โทรหาเราเลยนะ” “มีตังค์ใช้กันไหม เอาเลขบัญชีมาสิ เดี๋ยวโอนเงินไปให้” ได้พูดเล่นกับรูปแบบนี้ก็ทำให้หายเหนื่อยและมีความสุขได้และยังคงไปทำบุญให้ทั้งสองเป็นประจำเสมอทุกปี

ที่ผ่านมา พี่ ๆ ในวงการก็ติดต่อเข้ามาเพื่อช่วยเหลือ บางคนก็เรียกกลับไปทำงานในวงการ แต่จอห์นไม่อยากเป็นภาระใคร เพราะตอนนี้เข่าไม่ดี กลัวทำทีมงานเสียเวลา ให้เขาไปช่วยคนที่ลำบากกว่าเราดีกว่า ที่สำคัญถ้าจอห์นไปรับงานอื่น ลูกค้าน้ำพริกก็อาจจะรอหรือลืมเราได้ จอห์นก็เป็นห่วงลูกค้า จึงขอทำงานตรงนี้ให้ดีที่สุด และขอโทษที่พี่ ๆ ที่มาชวนไปทำงาน และขอขอบคุณพี่ ๆ ในวงการที่ทำให้จอห์นมีชื่อเสียง นอกจากนี้ก็ขอขอบคุณผู้จัดงานต่าง ๆ ที่ติดต่อให้จอห์นไปขายได้ ขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่แวะมาอุดหนุนหรือออร์เดอร์มาเป็นพิเศษ หลายคนก็เข้ามาซื้อมาทักทาย ทุกคนทำให้จอห์นมีกำลังใจและมีรายได้เลี้ยงชีวิต

ปีนี้จอห์นอายุ 50 แล้ว ไม่ได้หวังอะไรในชีวิตมากมาย ขอแค่มีพออยู่พอกิน ขายน้ำพริกเลี้ยงตัวเอง และมีลูกค้ามาอุดหนุนกันไปเรื่อย ๆ ก็พอใจแล้ว การที่ได้ออกมาขายของได้เจอคนมากมาย ก็ทำให้ไม่เหงา และถือเป็นความสุขของชีวิตเช่นกัน

หากใครที่ท้อ ขอให้สู้ต่อไปอย่าสิ้นหวัง ถึงวันนี้ยังไม่ดี แต่ถ้าเราสู้และอดทน พรุ่งนี้ต้องดีขึ้นกว่าเดิม

SECRET’S QUOTE
เราเกิดมามีร่างกายครบสามสิบสอง เราจะไม่สู้ได้อย่างไร คนที่เขามีไม่ครบยังสู้ เราไม่สู้ก็อายเขา– จอห์น – สุภาพิซญ์ บัวติ๊ก

จอห์น น้ำพริกสู้ชีวิต 084-639-4530


คอลัมน์ This is Life นิตยสาร Secret ฉบับ 230 กุมภาพันธ์ 2561
เรื่อง: เชิญพร คงมา ช่างภาพ: สรยุทธ พุ่มภักดี ผู้ช่วยช่างภาพ: ชลิตา รักธรรมนูญ


บทความน่าสนใจ

หนุ่ม กะลา กับช่วงเวลาที่พบธรรม จากวันที่ทุกข์ถึงวันที่ซึ้งธรรม

ความสุขพอดี และชีวิตพอเพียง ของ แชมเปญ เอ็กซ์

 

keyboard_arrow_up