“อาตมามิได้มีปาฏิหาริย์” : เรื่องเล่าจากการธุดงค์ของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

“อาตมามิได้มีปาฏิหาริย์” : เรื่องเล่าจากการธุดงค์ของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

โดยปกติวิสัยของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านไม่เคยเชื่อถือในอำนาจศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และไม่เคยยกย่องยอมรับในสิ่งมหัศจรรย์หรืออภินิหารใด ๆ ทั้งสิ้น นอกเหนือไปจากการยึดมั่นในพระรัตนตรัย ว่าเป็นสรณะ ซึ่งท่านก็ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นถึงความมั่นคงในพระรัตนตรัยของท่านมาแล้วหลายครั้งหลายครา ผ่านทางกาย วาจา ใจของท่าน

อย่างในคราวหนึ่ง ท่านได้เดินธุดงค์ไปยังจังหวัดเลย และพักภาวนาที่ถ้ำผาบิ้ง บ้านนาแก อำเภอวังสะพุง ซึ่งเป็นสถานที่ร่ำลือในด้านความ “เฮี้ยน”

อาถรรพณ์ของถ้ำผาบิ้งนั้นเป็นที่กล่าวขานกันมาเป็นเวลานาน คือเมื่อถึงยามโพล้เพล้ใกล้ค่ำจะมีเสียงพิณพาทย์ ระนาด ฆ้อง กลอง บรรเลงออกมาจากถ้ำดังกระหึ่ม พร้อมกันนั้นยังมีตัวประหลาดมองคล้ายควันดำเหาะฉวัดเฉวียนขึ้นสู่อากาศแล้วหายลับไป เป็นที่น่าหวาดหวั่นแก่ผู้พบเห็นมากนัก

เมื่อชาวบ้านทราบว่าหลวงปู่ดูลย์จะไปปฏิบัติภาวนาที่วัดถ้ำผาบิ้ง ทุกคนจึงพากันทัดทานด้วยเป็นห่วงกลัวอันตราย ทว่าหลวงปู่มิได้หวาดหวั่น ด้วยต้องการไปพิสูจน์หาความจริงของสิ่งเร้นลับที่ถ้ำผาบิ้ง ตามวิสัยของศิษย์พระพุทธเจ้าซึ่งไม่กลัวความตาย

หลังจากพาลูกศิษย์ไปพักปฏิบัติภาวนาที่ถ้ำผาบิ้ง ท่านจึงสังเกตดูว่า สิ่งที่ชาวบ้านร่ำลือนั้นคืออะไรกันแน่ ในที่สุดหลวงปู่จึงได้พบความจริงว่า…

เมื่อถึงเวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำ ค้างคาวจำนานนับหมื่นนับแสนตัวก็จะพากันบินพร่างพรูเกาะกลุ่มออกจากปากถ้ำเพื่อไปหากิน ทำให้เกิดเป็นกลุ่มควันดำบินฉวัดเฉวียนเป็นเส้นสายประหนึ่งมังกรตัวใหญ่พวยพุ่งเลื้อยขึ้นสู่อากาศ

เสียงปีกค้างคาวที่กระทบกันและบินแหวกอากาศออกมาพร้อมกัน ส่งผลให้เกิดเป็นกระแสลมแรง เมื่อบินผ่านร่องรูต่าง ๆ ในถ้ำจึงกลายเป็นเสียงสะท้อนสูง ๆ ต่ำ ๆ มีจังหวะจะโคนขึ้นมา ฟังดูคล้ายเสียงดนตรีพิณพาทย์ระนาดกลอง ซึ่งชาวบ้านทุกคนพากันเกรงกลัว

เมื่อหลวงปู่นำความจริงไปเปิดเผยให้ชาวบ้านฟัง ความยำเกรงหวาดหวั่นในเรื่องอาถรรพณ์ถ้ำผาบิ้งก็หมดไป เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องขำขันของชาวบ้านไปในที่สุด

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อหลวงปู่ดูลย์พาสามเณรโชติและสามเณรทอนออกธุดงค์ลงทางทิศใต้จังหวัดสุรินทร์ แถบเทือกเขาพนมดงรัก ไปทางเขาพระวิหาร ประเทศกัมพูชา

สมัยนั้นบริเวณเทือกเขาพนมดงรักมีลักษณะเป็นป่าดงดิบ ต้นไม้รกชัฏขึ้นหนาทึบ แต่ละต้นใหญ่ขนาด 3 คนโอบ ภายในป่าเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายมากมาย เช่น ช้างป่า เสือ หมี ฯลฯ

ในขณะที่หลวงปู่ดูลย์กำลังเดินนำหน้า ทิ้งห่างสามเณรทั้งสองรูปไป อยู่ดี ๆ ก็มีควายป่าตัวหนึ่งตื่นเตลิดวิ่งมาข้างหลังสามเณร ทำให้ทั้งคู่ต้องรีบกระโดดเข้าข้างทาง ก่อนจะปีนต้นไม้หนีอย่างว่องไว

เจ้าควายป่าไม่ทันเห็นใครนอกจากหลวงปู่จึงตรงรี่พุ่งเข้าขวิดหลวงปู่เต็มแรง จนท่านกระเด็นล้มลง ก่อนจะขวิดซ้ำอีกหลายตลบ ร่างหลวงปู่กลิ้งไปกลิ้งมาตามแรงของมัน เมื่อสาแก่ใจ ควายป่าตัวใหญ่จึงหยุดนิ่งก่อนจะวิ่งกลับหายไปในป่าลึก

สามเณรทั้งสองเห็นดังนั้นต่างตกใจแทบสิ้นสติ รีบปีนต้นไม้ลงมาดูหลวงปู่ แต่ก็ต้องตะลึงจังงังเมื่อพบว่า จีวรของหลวงปู่ขาดรุ่งริ่งไม่มีชิ้นดี ทว่าร่างกายของท่านกลับไม่เป็นอะไรเลย เพราะเขาควายขวิดถูกตามซอกแขนซอกขาของเท่านเท่านั้น

ภายหลังเมื่อญาติโยมทราบเรื่องนี้ต่างก็เดินทางมาขอของดีของขลังจากหลวงปู่ ท่านก็จะพูดแต่เพียงว่า “อาตมามิได้มีปาฏิหาริย์” ซึ่งตลอดชีวิตของหลวงปู่ท่านก็ได้แสดงให้เห็นว่า ไม่เคยใส่ใจในเรื่องเหล่านี้จริง ๆ ท่านเน้นเพียงการปฏิบัติภาวนาเพื่อสร้างพลังจิตและสร้างความบริสุทธิ์ให้แก่ตนเองเท่านั้น

 

ที่มา  เรื่องเล่าจากพระธุดงค์ – กองบรรณาธิการนิตยสาร Secret สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ

Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

6 คำสอนปล่อยวางจากทุกข์ โดย หลวงปู่แหวน สุจิณโณ อริยสงฆ์แห่งเมืองเชียงใหม่

keyboard_arrow_up