ฆ่าตัวตาย อย่างไรไม่บาป และเป็นบุญ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ฆ่าตัวตาย
ฆ่าตัวตาย

ฆ่าตัวตาย อย่างไรไม่บาป และเป็นบุญ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

การ ฆ่าตัวตาย มีทั้งที่เป็นบาปและเป็นบุญ

การฆ่าตัวตายอย่างไรเป็น “บาป” และการฆ่าตัวตายอย่างไรเป็น “บุญ”

การฆ่าตัวตนของเราทํ้งที่ยังเป็น ๆ ให้ตายไปแล้วก็เข้าโลง จากนั้นขึ้นสู่เมรุ เพราะต้องการหนีปัญหาหรือหนีความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง จัดว่าเป็นการฆ่าตัวตายที่เป็นบาป

ที่ว่าเป็นบาป เพราะเป็นการ “สังหาร” ชีวิตของตัวเองให้แตกดับไป เป็นการตัดขั้นตอนการตายตามธรรมชาติ เพราะเมื่อใครคนใดคนหนึ่งฆ่าตัวตายในลักษณะอย่างนี้แล้ว ความทุกข์ของชีวิตก็ไม่ได้รับการแก้ไข ซ้ำยังเป็นการสร้างทุกข์อันใหญ่หลวงเอาไว้ให้คนที่อยู่ข้างหลังต้องมาแบกรับ

เมื่อฆ่าตัวตายไปเพราะต้องการหนีปัญหานั้น กิเลสซึ่งเป็นเหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิดยังไม่ได้รับการขจัดให้สิ้นไป ถึงแม้ตัวจะตายไปแล้วในชาตินี้ แต่ยังจะต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปไม่รู้จบสิ้น

จิตของคนที่ฆ่าตัวตายไปแล้วนั้น กล่าวกันว่า กว่าจะวิวัฒนาการมาเป็นคนได้ใช้เวลานานแสนนานจนไม่อาจคำนวณเป็นวันเวลาของมนุษย์ได้ ดังนั้นการฆ่าตัวตายจึงเท่ากับเป็นการปฏิเสธอัตภาพแห่งความเป็นมนุษย์ จิตซึ่งสูงอยู่แล้วจึงกลายเป็นจิตที่เสื่อมคุณภาพ เป็นเหตุให้จิตดวงนั้นต้องไปเรียนรู้กระบวนการ”วิวัฒน์”ใหม่อีกหลายล้านชาติภพ เพื่อที่จะได้กลับมาเป็นคนอีกครั้งหนึ่งในชาติภพไหนก็ไม่อาจรู้ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า จิตของคนที่ฆ่าตัวตายต้องไปเทคคอร์สใหม่เพื่อสั่งสมคุณภาพจิตให้สูงขึ้นมาทีละน้อย ๆ จนกว่าจะสูงมากพอที่จะได้เวียนกลับมาเกิดในอัตภาพของมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง

ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า กว่าที่คนคนหนึ่งจะได้อัตภาพกลับมาเกิดเป็นคนนั้นใช้เวลานานแสนนาน ทรงอุปมาไว้ว่า มีมหาสมุทรแสนกว้างใหญ่ไพศาลอยู่แห่งหนึ่ง มองไปทางไหนก็ไม่เห็นฝั่ง ใต้มหาสมุทรแห่งนั้นมี “เต่า” ตาบอดอยู่ตัวหนึ่ง และเหนือผิวมหาสมุทรแห่งนั้นมี “ห่วง” อยู่อันหนึ่ง ร้อยปีเต่าตาบอดตัวนั้นจะโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำครั้งหนึ่ง ถามว่าโอกาสที่เต่าตาบอดจะเอาหัวมาสวมเข้าพอดีกับห่วงยางเป็นไปได้ยากไหม ตอบได้เลยว่า อภิมหายาก แต่ตรัสว่า การได้โอกาสมาเกิดเป็นคนยากกว่านั้นนับล้านเท่า

ฉะนั้นคนที่เกิดมาเป็นคนซึ่งถือว่าจิตของคนคนนั้นวิวัฒนาการมาสูงที่สุดแล้วในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย แต่เขากลับทำลายวิวัฒนาการของจิตอันเข้าถึงภาวะสูงสุดนั้นเสียด้วยการทำ “อัตวินิบาตกรรม” จึงมีแต่ต้อง “ดำดิ่ง” ลงไปเริ่มต้น “นับหนึ่ง” ความเป็นคนกันใหม่ แล้วเมื่อไรกันเล่าที่จิตซึ่งถูกปฏิเสธไปแล้วนั้นจะสามารถวิวัฒนาการขึ้นมาสู่ภาวะมนุษยภาวะได้อีก

การฆ่าตัวตายจึงเป็นบาปมหันต์ เพราะเป็นการตัดโอกาสการทำความดี เป็นการตัดโอกาสวิวัฒนาการของจิต และเป็นการปลิดชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งสูงค่าที่สุดกว่าทรัพย์สินทุกชนิดบรรดามีของมนุษย์ และที่บาปมากที่สุดก็เพราะคุณมีสิทธิ์บรรลุภาวะพระนิพพานได้ในชีวิตนี้ แต่คุณปฏิเสธโอกาสนั้นเสีย นี่คือการทำผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ที่คิดฆ่าตัวตาย

ส่วนการฆ่าตัวตายที่ถือว่าไม่เป็นบาปนั้น หมายถึงการ “ฆ่าตัวตายกู” ซึ่งเป็นความยึดติดถือมั่นที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาหลอกลวงตัวเองให้ตายออกไปเสียจากจิตใจ ซึ่งภาษาพระเรียกว่าเป็นการ “ฆ่ากิเลส” จนกิเลสตายอย่างสิ้นเชิง ผู้ที่ฆ่ากิเลสชนิดที่ทำให้หมดความยึดติดถือมั่นใน “ตัวกู” อย่างนี้เสียได้ เรียกว่าฆ่าตัวตายโดยไม่บาป

เอาเป็นว่าการฆ่าตัวตายมีสองรูปแบบ เลือกดูเอาเองก็แล้วกันว่า จะฆ่าตัวตายอย่างไหนจึงจะเป็นการฆ่าตัวตายที่คุ้มค่าที่สุด

 

ที่มา  ธรรมะคลายใจ – ท่าน ว.วชิรเมธี สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ

Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

keyboard_arrow_up