10 เมนูใส่ปิ่นโตถวายพระ อร่อยทั้งคาวหวาน

เมนูใส่ปิ่นโตถวายพระ
เมนูใส่ปิ่นโตถวายพระ

วันพระทีไรต้องคิดหาเมนูอร่อยและดีต่อสุขภาพไปถวายพระกันสักหน่อย เพราะเดี๋ยวนี้การใส่บาตรนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับหลายๆ คนที่อาจจะตื่นเช้ายากไปหน่อย และบางครั้งก็หาแต่อาหารสำเร็จรูปเยอะแยะมากมาย

อาทิ นมกล่อง ขนม หรือแม้กระทั้งเมนูตามท้องตลาด ซึ่งอาจจะไม่ดีต่อสุขภาพพระท่านสักเท่าไหร่ เลยอยากจะแนะให้มาทำอาหารที่ปรุงสุกใหม่ไปถวายพระกันดู เพื่อสุขภาพที่ดีของพระท่านและยังทำให้เราอิ่มบุญไปพร้อมๆ กันด้วย แต่การตื่นเช้าเพื่อทำอาหารคงจะลำบาก ลองเปลี่ยนมาเป็นปิ่นโตถวายพระเพลกันก็ดีนะ วันนี้เลยรวบรวมเอาเมนูทำใส่ปิ่นโตไปถวายเพลมาให้ได้เลือกไปทำกัน ลองดูสิว่าชอบเมนูไหนจะได้เตรียมซื้อวัตถุดิบกันแต่เนิ่นๆ เลย

1.ปลาทูผัดพริกเหลืองไหลบัว จานอร่อยแบบไทยๆ

ปลาทูผัดพริกเหลืองไหลบัว

ปลาทูเป็นปลาทะเลที่หาซื้อได้ง่าย ราคาถูก และยังมีคุณค่าสารอาหาร โดยเฉพาะกราดไขมันโอเมก้า 3 สูง และยังมีรสชาติอร่อยเป็นเอกลักษณ์ วันนี้เรามีอีกหนึ่งเมนูที่นำปลาทูมาเป็นส่วนผสมหลักในเมนูจานนี้นั่นก็คือ ปลาทูผัดพริกเหลืองไหลบัว จานนี้

ส่วนผสม (สำหรับ 2 – 3 ที่)

  • ปลาทูสดหั่นชิ้นหนา 1 นิ้ว 3 ตัว
  • ไหลบัวเด็ดท่อน 2 ถ้วย
  • พริกชี้ฟ้าเหลืองหั่นหยาบ 1/4 ถ้วย
  • กระเทียมหั่นหยาบ 2 ช้อนโต๊ะ
  • รากผักชีหั่นหยาบ 2 ราก
  • ใบมะกรูดฉีก 6 ใบ
  • น้ำมันหอย 11/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรส 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืชสำหรับผัด 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำซุปไก่เล็กน้อย

วิธีทำ

1. โขลกพริกชี้ฟ้า กระเทียม และรากผักชีเข้าด้วยกันให้ละเอียด พักไว้
2. ตั้งกระทะโดยใช้ไฟกลาง ใส่น้ำมันประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ พอร้อนจี่ปลาทูพอสุก ตักขึ้นพักไว้
3. ผัดส่วนผสมในข้อ 1 ด้วยไฟกลางจนมีกลิ่นหอม ใส่ไหลบัวและใบมะกรูดลงผัดให้เข้ากัน
4. ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส และน้ำตาลปี๊บ ถ้าแห้งเติมน้ำซุปได้เล็กน้อยชิมรสตามชอบ
5. ใส่ปลาลงผัดให้เข้ากัน ปิดเตา ตักใส่จาน เสิร์ฟขณะร้อน ๆ

*ขอบคุณสูตรจากหนังสือเมนูอร่อยจากปลาทู

2.ซี่โครงหมูอบเต้าซี่

ซี่โครงหมูอบเต้าซี่

หนึ่งในเมนูติ่มซำยอดนิยมจานนี้ แอ๊วแอ๊วประยุกต์วิธีทำจากเดิมใช้วิธีนึ่งเป็นเวลานานเปลี่ยนเป็นอบในหม้อ แทนเพื่อให้อร่อยได้เร็วขึ้น โดยเริ่มจากเคี่ยวซี่โครงหมูจนสุกนุ่ม พอน้ำงวดก็ใส่เต้าซี่และเครื่องปรุงลงไปอบสักเล็กน้อยเพื่อให้มีกลิ่นหอมและ รสชาติที่ซึมเข้าเนื้อ

ส่วนผสม (สำหรับ 2 – 3 ที่) เตรียม 5 นาที ปรุง 30 นาที

  • ซี่โครงหมูอ่อนหั่นท่อน 350 กรัม
  • เต้าซี่ 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมกลีบใหญ่ปอกเปลือกสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
  • ขิงแก่สับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกจินดาแดงซอย ½ ช้อนชา
  • พริกไทยขาวป่น ¼ ช้อนชา
  • ซีอิ๊วขาว 1½ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันรำข้าว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 1 ถ้วย
  • ผักชีสำหรับตกแต่งเล็กน้อย

วิธีทำ

1. ใส่กระดูกหมูและน้ำลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟจนเดือด หรี่ไฟอ่อน เคี่ยวจนซี่โครงหมูสุกนุ่มประมาณ 30 นาที
2. ผสมส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดลงในถ้วย เทใส่ลงในหม้อ คนพอเข้ากัน เคี่ยวอีก 10 นาที ปิดไฟ ตักใส่จาน ตกแต่งด้วยผักชี ยกเสิร์ฟ

พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 362.75 กิโลแคลอรี
โปรตีน 28.54 กรัม ไขมัน 25.29 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 5.38 กรัม ไฟเบอร์ 0.12 กรัม

3. มะเขือยาวผัดปลาเค็มกุ้งสับ

มะเขือยาวผัดปลาเค็มกุ้งสับ

จานนี้เรียกว่าเด็ดเริ่มจากมะเขือยาวหั่นเป็นท่อนแล้วทอดจะช่วยให้มีสีเขียวสวยไม่ดำ นำมาผัดกับปลาอินทรีเค็มหอม ๆ และกุ้งสับ ปรุงรสแค่น้ำตาลทรายนิดหน่อยก็เป็นอันใช้ได้

ส่วนผสม (สำหรับ 2 – 3 ที่) เตรียม 10 นาที ปรุง 10 นาที

  • ปลาอินทรีเค็ม 1 ช้อนโต๊ะ
  • เนื้อกุ้งขาวสับละเอียด ¼ ถ้วย
  • มะเขือยาวหั่นชิ้นยาว 2 ลูก
  • น้ำมันรำข้าว 1 ถ้วย
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • ต้นหอมซอย 1 ช้อนชา

วิธีทำ

1. เทน้ำมันใส่หม้อ รอให้น้ำมันร้อน แบ่งมะเขือยาวลงทอดทีละน้อยพอสุก ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน ทำจนหมด
2. ตักน้ำมันที่เหลือจากทอดมะเขือยาวใส่ลงในกระทะประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ใส่ปลาเค็มลงทอดจนสุกทั้งสองด้าน
3. ใส่กระเทียมลงผัดพอมีกลิ่นหอม ใช้ตะหลิวบี้ปลาเค็มจนแหลก ใส่กุ้งสับลงไปผัดพอสุกตามด้วยมะเขือยาวที่ทอดแล้ว
4. ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย ผัดพอเข้ากัน ตักใส่จาน โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย พร้อมเสิร์ฟ

พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 548.25 กิโลแคลอรี
โปรตีน 4.80 กรัม ไขมัน 55.54 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 7.09 กรัม ไฟเบอร์ 2.48 กรัม

4. ห่อหมกมะพร้าวอ่อนเนื้อปลา

ห่อหมกมะพร้าวอ่อนเนื้อปลา

เนื้อมะพร้าวอ่อนปั่นจนเนียนละเอียดปรุงร่วมกับพริกแกงกลิ่นหอม ไข่ไก่ และเนื้อปลาก่อนนำไปปั่นจนส่วนผสมละเอียด แล้วนำไปใส่ในลูกมะพร้าวนึ่ง จนสุก ให้เนื้อสัมผัสเนียนนุ่มลิ้น อีกทั้งกลิ่นหอมของมะพร้าวอ่อนก็เข้ากับเนื้อปลาและผักลวกได้ดี แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักเพราะมีวิจัยยืนยันว่าเนื้อมะพร้าวอ่อนมี ปริมาณไขมันต่ำ ไม่ทำให้อ้วน

ส่วนผสม

  • เนื้อปลาช่อนหรือปลาอินทรีสดแล่หนังและดึงก้างออกหั่นเป็นชิ้น 1 ถ้วย
  • เนื้อมะพร้าวอ่อน 1½ ถ้วย
  • น้ำมะพร้าวอ่อน ½ ถ้วย
  • กะหล่ำปลีลวกบีบน้ำให้หมาดซอยเป็นเส้นบาง 1/2 ถ้วย
  • พริกแกงแดง 3 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • น้ำตาลปี๊บ 1½ ช้อนชา
  • เกลือ ½ ช้อนชา
  • น้ำปลา 2 ช้อนชา
  • มะพร้าวผ่าครึ่ง 1 ผล
  • พริกชี้ฟ้าแดงซอยตามชอบ
  • ใบมะกรูดซอยตามชอบ

ส่วนผสมกะทิสำหรับหยอดหน้า

  • หัวกะทิ ½ ถ้วย
  • แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1/8 ช้อนชา

วิธีทำ

 1. ปั่นเนื้อมะพร้าวกับน้ำมะพร้าวรวมกันให้ละเอียด เทใส่ชามผสม แล้วใส่พริกแกงแดง ไข่ไก่ 2 ฟอง คนให้ละลายเข้ากันดี เทใส่หม้อ ยกขึ้นตั้งไฟอ่อน ปรุงรสด้วยน้ำตาล เกลือ น้ำปลา แล้วคนไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมเริ่มข้น ใส่เนื้อปลาลงไป โดยเหลือชิ้นปลาไว้แต่งหน้าห่อหมกสัก 2 – 3 ชิ้น พอเนื้อปลาเริ่มสุกปิดไฟ แล้วนำส่วนผสมทั้งหมดไปปั่นให้ละเอียด
2. เทส่วนผสมห่อหมกใส่หม้อใบเดิม ตั้งไฟอ่อน คนต่อสักพัก ปิดไฟ
3. เคี่ยวกะทิสำหรับหยอดหน้าห่อหมกโดยผสมทุกอย่างให้เข้ากัน ยกขึ้นตั้งไฟ คนจนส่วนผสมเนียนข้น ปิดไฟ
4. ใส่กะหล่ำปลีลวกลงในลูกมะพร้าวที่เตรียมไว้ ตักส่วนผสมในข้อ 2 ใส่ทับลงไปจนเต็มนำไปนึ่งด้วยไฟกลางจนสุกเปิดฝาลังถึงวางชิ้นปลาสำหรับ ตกแต่งแล้วหยอดหน้าด้วยกะทิ ปิดฝานึ่งต่ออีกสักพักจนปลาสุก ปิดไฟโรยหน้าด้วยพริกชี้ฟ้าแดงและใบมะกรูดซอยจัดเสิร์ฟ

 

พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 1,100.80 กิโลแคลอรี
โปรตีน 66.38 กรัม ไขมัน 52.64 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 89.53 กรัม ไฟเบอร์ 5.46 กรัม

คลิกหน้าถัดไป…

5.ไข่เจียวลาบ

ไข่เจียวลาบ

ครีเอตเมนูเก๋สไตล์แมงมุม คุณหญิงแมงมุมเล่าต่อว่านอกจากชอบหาของอร่อยรับประทานแล้ว ยังชอบปรุง รวมถึงคิดค้นเมนูอาหารใหม่ ๆ เองด้วย ว่าแล้วคุณหญิงแมงมุมก็พาเราเข้าครัว ไปดูเธอทำเมนูไข่เจียวลาบสูตรนี้

ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่)เตรียม 5 นาที ปรุง 5 นาที

  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • หอมเล็กซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  • ต้นหอมและผักชีซอยรวมกัน 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกขี้หนูป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • ข้าวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช ½ ถ้วย
  • ใบสะระแหน่เด็ดเป็นช่อสำหรับตกแต่ง

วิธีทำ

1. ตอกไข่ใส่ชาม เติมส่วนผสมทั้งหมดลงไปใช้ส้อมตีให้เข้ากัน
2. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพอร้อน ใส่ไข่ที่ตีแล้วลงไปทอดให้สุกเหลืองทั้งสองด้าน ปิดไฟตักใส่จาน ตกแต่งด้วยใบสะระแหน่ พร้อมเสิร์ฟ

พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 744.09 กิโลแคลอรี
โปรตีน 27.21 กรัม ไขมัน 62.18 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 19.24 กรัม ไฟเบอร์ 2.74 กรัม

6. น้ำเต้าปูปลา

น้ำเต้าปูปลา

หลายคนคงเคยมีอาการปวดท้อง อาหารไม่ย่อยท้องอืด ท้องเฟ้อ ในบางคนมีอาการดังกล่าวข้างต้นมาเป็นเวลาระยะหนึ่งแล้วและอาการค่อย ๆ เป็นมากขึ้น บางครั้งพอรับประทานผักหรือผลไม้มาก ๆ หรือทดแทนอาหารหนึ่งมื้อเพื่อที่จะลดน้ำหนัก กลับกลายเป็นว่ายิ่งทำให้รู้สึกไม่สบายท้องแน่นท้อง อาหารไม่ย่อย จนทำให้อึดอัดท้อง ปวดท้อง นอนไม่หลับ

  • เนื้อปลา เนื้อปู เป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย ไขมันต่ำ มีโปรตีนสูง ธาตุอาหารเป็นกลาง
  • น้ำเต้า รสจืด มีกากใยที่ดีช่วยปรับธาตุในอาหารไม่ให้เผ็ดร้อนหรือเปรี้ยวจัด เพราะจะทำให้ธาตุไฟมากเกินไป
  • ขมิ้นชัน ขมิ้นขาว รสเผ็ดปร่าฝาดเล็กน้อยช่วยในการขับลม ช่วยเจริญไฟธาตุ และช่วยแก้อาการจุกแน่นอาหารไม่ย่อย รักษาอาการของกระเพาะอาหาร
  • กล้วยตาก มีรสหวาน ช่วยปรับรสชาติของอาหารให้อร่อย และช่วยในการป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร
  • ขิง รสร้อน ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ช่วยขับลมแก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง อาหารไม่ย่อยท้องอืดท้องเฟ้อเพิ่มไฟธาตุในการย่อย

ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) เตรียม 30 นาที ปรุง 10 นาที

  • เนื้อปลาทับทิมแล่เป็นชิ้นบางลวกสุก 100 กรัม
  • เนื้อปูนึ่งสุก 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผลน้ำเต้าอ่อนหั่นเต๋าต้มสุก 4 ช้อนโต๊ะ
  • กล้วยตากหั่นเต๋า 2 ช้อนโต๊ะ
  • มะเขือเทศราชินีผ่าครึ่ง 8 ผล
  • ต้นหอมซอย 1 ช้อนชา
  • ขมิ้นขาวซอย ¼ ถ้วย

ส่วนผสมเครื่องคั่ว

  • ขิงสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • ขมิ้นชันโขลกหยาบ 3 ช้อนโต๊ะ
  • ขมิ้นขาวซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมโขลกหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมน้ำราด

  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา
  • น้ำมะนาว ½ ช้อนโต๊ะ
  • ใบต้นหอมซอย

วิธีทำ

1. คั่วส่วนผสมเครื่องคั่วในน้ำมันมะกอกด้วยไฟอ่อนๆ จนกรอบตักขึ้นพักไว้ คนผสมส่วนผสมน้ำราดรวมกัน เตรียมไว้
2. จัดส่วนผสมอาหารทุกอย่างใส่ลงในจาน เมื่อจะรับประทานราดน้ำราดและโรยเครื่องคั่วพร้อมเสิร์ฟ

พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 425.00 กิโลแคลอรี
โปรตีน 28.40 กรัม ไขมัน 19.50 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 34.80 กรัม ไฟเบอร์ 3.00 กรัม

7. ขนมตะโก้เม็ดบัว

ขนมตะโก้เม็ดบัว

ขนมไทยรสหวานมัน อร่อย ถือว่าเป็นเมนูที่นิยมทานกันมาก นั่นก็คือ “ขนมตะโก้” แต่สูตรนี้เราใส่เม็ดแทนการใช้เผือก มันกันบ้าง และสูตรนี้เป็นมังสวิรัติด้วยนะ

ส่วนผสมหน้าตะโก้ (สำหรับ 10 – 12 ที่)

  • แป้งข้าวเจ้า ½ ถ้วย
  • แป้งถั่วเขียวสำหรับทำซ่าหริ่ม ¼ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปูนใส ¼ ถ้วย
  • น้ำใบเตยคั้นข้น ๆ 2 – 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย ¾ ถ้วย
  • เม็ดบัวต้มสุกแบบครึ่งเม็ด ½ ถ้วย
  • หน้าตะโก้
  • กระทงตะโก้
  • เม็ดบัวต้มสุกสำหรับแต่งหน้า

วิธีทำ

1. ร่อนแป้งทั้งสองชนิดลงในอ่างผสมใส่น้ำตาลลงคนให้เข้ากัน จากนั้นค่อย ๆ เติมน้ำปูนใสและน้ำคั้นใบเตยลงนวดทีละน้อยจนน้ำตาลละลายหมด กรองผ่านกระชอนตาห่างลงกระทะทองเหลือง
2. ตั้งส่วนผสมข้อแรกด้วยไฟกลาง ใช้พายไม้คนเรื่อย ๆ จนแป้งข้นสุก ใส่เม็ดบัวลงกวนต่ออีกสักพักจนส่วนผสมเริ่มจับตัว ปิดเตาตักใส่ประมาณ 2-3 ส่วนของกระทง
3. หยอดหน้าตะโก้ให้เต็ม ตกแต่งด้วยเม็ดบัวจัดเสิร์ฟได้ทันที

ส่วนผสมหน้าตะโก้

  • แป้งข้าวเจ้า ½ ถ้วย
  • แป้งถั่วเขียวสำหรับทำซ่าหริ่ม ¼ ถ้วย
  • หัวกะทิ (คั้นด้วยน้ำลอยดอกมะลิ) 1 ถ้วย
  • เกลือแกง ¼ ช้อนชา

วิธีทำ

ผสมแป้งทั้งสองชนิด หัวกะทิ และเกลือในกระทะทองเหลืองยกขึ้นตั้งไฟกลางใช้พายไม้กวนจนส่วนผสมข้นขึ้น ยกลงจากเตา วางบนอ่างรองน้ำร้อน เตรียมไว้

Tips

  • ถ้าทำตะโก้หรือขนมที่ต้องหยอดหน้าด้วยกะทิคราวละมาก ๆ หลังจากทำเสร็จแล้วให้ยกกระทะทองที่กวนลงแช่ในอ่างน้ำร้อน
    เพื่อให้ส่วนผสมยังนิ่มอยู่ตลอดเวลา และระวังอย่าให้โดนลม เพราะจะทำให้ผิวหน้าแห้งเวลาตักหยอดให้ใส่จนเต็มในครั้งเดียว จะทำให้หน้าขนมเรียบสวย น่ารับประทาน
  • วิธีทดสอบว่าขนมสุกดีหรือยังทำโดยตักตัวขนมหยอดลงจานเปล่าแล้วนำไปแช่น้ำเย็นถ้าขนมล่อนไม่ติดจานแสดงว่าใช้ได้

*ขอบคุณหนังสืออาหารว่างมังสวิรัติ

8. เฉาก๊วยชากังราว

เฉาก๊วยชากังราว

“เฉาก๊วย” หนึ่งในขนมหวานยอดนิยมที่หลายคนชื่นชอบ เพราะเนื้อสัมผัสที่เด้งดึ๋ง เหนียวหนุบหนับ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เมื่อกินกับน้ำแข็งเย็นๆ ก็ช่วยให้สดชื่นขึ้นมาทันที แถมยังมีสรรพคุณช่วยแก้ร้อนใน ลดไข้ แก้กระหายน้ำได้

ส่วนผสม (สำหรับ 6 – 8 ที่) เตรียม 60 นาที ปรุง 160 นาที

  • หญ้าเฉาก๊วย 150 กรัม
  • แป้งมันสำปะหลัง 125 กรัม
  • น้ำเปล่า 2,500 กรัม
  • น้ำเปล่าสำหรับละลายแป้ง 125 กรัม
  • น้ำเชื่อม (น้ำ : น้ำตาลทรายเท่ากับ 1 : 1)

วิธีทำ

1. ล้างหญ้าเฉาก๊วยหลาย ๆ ครั้งจนสะอาดจากนั้นนำหญ้าเฉาก๊วยใส่หม้อ ใส่น้ำ ยกขึ้นตั้งไฟต้มจนหญ้าเฉาก๊วยเปื่อยใช้เวลาประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง ยกลงทิ้งไว้ให้คลายร้อน
2. นำชาเฉาก๊วยมากรองด้วยกระชอนแล้วกรองซ้ำด้วยผ้าขาวบาง โดยใช้มือคั้นชาเฉาก๊วยออกให้หมด
3. กรองชาเฉาก๊วยอีกครั้งก่อนเทลงในหม้อยกขึ้นตั้งไฟ ระหว่างนั้นให้ละลายแป้งมันกับน้ำเปล่าเตรียมไว้ เมื่อชาเฉาก๊วยเดือดให้เทแป้งลงไปจนหมด พร้อมใช้ไม้พายคนไปในทิศทางเดียวกันเร็วๆ ตั้งไฟไว้สักพักแล้วปิดไฟจากนั้นใช้ไม้พายคนเบา ๆ เพื่อไล่อากาศออก
4. เทใส่พิมพ์ที่มีความสูงประมาณ ½ นิ้ววางไว้ให้เย็นและเฉาก๊วยเซตตัว
5. นำเฉาก๊วยมาหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาด 1 x 1 นิ้ว ใส่ลงในน้ำเชื่อมหรือบรรจุถุง ก่อนเก็บไว้ใต้ช่องแช่แข็งในตู้เย็นหรือที่อุณหภูมิ 1 – 2 องศาเซลเซียสได้นาน 7 – 10 วัน

Tips: หาซื้อเฉาก๊วยแห้งได้ที่ตลาดเก่าเยาวราชหรือร้านขายยาจีนทั่วไป

พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 152.10 กิโลแคลอรี
โปรตีน 0.12 กรัม ไขมัน 0.00 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 39.09 กรัม ไฟเบอร์ 0.00 กรัม

สูตร : เสริมวุฒิ สุวรรณโรจน์

9. บัวลอยงาดำ

บัวลอยงาดำ

บัวลอยเจ้านี้มีทีเด็ดที่แป้งเหนียวนุ่ม ไส้หวานกำลังดีไม่มีกลิ่นหืนของงา ส่วนน้ำขิงเป็นสีน้ำตาลอ่อนรสไม่เผ็ดจัดและไม่หวานมากนัก เราจดจำรสชาติและรังสรรค์เป็นสูตรนี้ ให้เทคนิคตั้งแต่ตัวแป้งที่ค่อย ๆ นวดแป้งข้าวเหนียวกับน้ำจนนุ่ม ก่อนนำมาห่อไส้งาดำที่คั่วสดใหม่แล้วโขลกด้วยครกจนละเอียดโดยไม่ใช้วิธีการ ปั่น เพราะจะได้กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยในงามากกว่า ส่วนน้ำขิงเลือกใช้ขิงแก่ต้มกับน้ำตาลกรวดสีของน้ำจะไม่เข้มเกินไปและได้รส หวานละมุน

ส่วนผสม เตรียม 20 นาที ปรุง 60 นาที
ส่วนผสมแป้งบัวลอย (สำหรับ 20 ลูก)

  • แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย
  • น้ำเปล่า 7 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมไส้งาดำ (สำหรับ 80 ลูก)

  • งาดำคั่วโขลกละเอียด 450 กรัม
  • น้ำตาลไอซิ่ง 200 กรัม
  • เนยขาว 150 กรัม

ส่วนผสมน้ำขิง (สำหรับ 10 ถ้วย)

  • ขิงแก่ไม่ปอกเปลือกบุบพอแตก 1 แง่งใหญ่
  • น้ำเปล่า 2 ลิตร
  • น้ำตาลกรวด ½ ถ้วย

วิธีทำ

1. ต้มน้ำขิงโดยนำขิงกับน้ำใส่หม้อ ยกขึ้นตั้งไฟกลาง พอเดือดหรี่ไฟลง เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนน้ำงวดเหลือครึ่งหนึ่ง เติมน้ำตาลลงไป คนจนน้ำตาลละลาย พอเดือดอีกครั้งปิดไฟพักไว้
2. ทำไส้งาดำโดยผสมงาที่บดแล้วกับน้ำตาลไอซิ่งให้เข้ากันในอ่างผสม จากนั้นใส่เนยขาวลงไปนวดให้เข้ากันจนส่วนผสมจับตัวเป็นก้อน ป้นั เป็นก้อนกลมขนาดเท่า ๆ กันพักไว้ในถาดนำเข้าตู้เย็นให้เซตตัว
3. นวดแป้งบัวลอยโดยเทแป้งในอ่างผสม ค่อย ๆ ใส่น้ำลงไปทีละช้อน นวดจนแป้งนุ่มเนียนปั้นได้ จากนั้นเด็ดแป้งให้มีขนาดเท่ากับไส้ ปั้นแป้งเป็นก้อนกลม กดให้แบน วางไส้ลงไป ห่อให้มิด เรียงใส่ถาดไว้ทำจนหมด
4. ตั้งน้ำให้เดือด นำบัวลอยที่ห่อไว้ในข้อ 3 ต้มจนสุก เมื่อบัวลอยลอยตักข้นึ พักไว้ในน้ำเย็น
5. ก่อนรับประทานตักบัวลอยขึ้นจากน้ำเย็นใส่ถ้วย เติมน้ำขิงร้อน ๆ ลงไป พร้อมเสิร์ฟ

พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 578.95 กิโลแคลอรี
โปรตีน 6.56 กรัม ไขมัน 19.28 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 100.00 กรัม ไฟเบอร์ 3.44 กรัม

10. กล้วยไข่เชื่อม

กล้วยไข่เชื่อม

ขนมโบราณอีกเมนูหนึ่งคือเมนูกล้วยไข่เชื่อมรสชาติอร่อยหวานมันทำขึ้นเป็นของว่างก็ได้ วันนี้มีสูตรความอร่อยจากร้านสงวนศรีมาฝากกัน

ส่วนผสมกะทิ

  • หัวกะทิจากกะทิขูดขาว 1 กิโลกรัมคั้นแบบ
  • ไม่ใส่น้ำให้ได้หัวกะทิ 2 ถ้วย
  • เกลือ 2 ช้อนชา

ส่วนผสม (สำหรับกล้วยไข่ไทย 2 หวี หวีละ 20 ผล)

  • กล้วยไข่ไทยห่าม 2 หวี
  • น้ำตาลทรายขาวอย่างดี 2 กิโลกรัม
  • น้ำเปล่า 375 มิลิลิตร
  • มะนาว 1 ซีกเล็ก
  • น้ำเปล่าบีบน้ำมะนาวเล็กน้อยสำหรับแช่กล้วยก่อนปรุง

วิธีทำ

1.ใส่ น้ำตาลลงกระทะทองเหลือง เติมน้ำยกขึ้นตั้งไฟกลางค่อนไปทางอ่อนโดยไม่ต้องคน รอกระทั่งน้ำตาลละลายทั้งหมด นำมากรองผ่านผ้าขาวบางแล้วใส่กลับลงกระทะดังเดิมเตรียมกล้วยตามวิธีเคล็ดลับที่ระบุไว้
2. ตั้ง กระทะน้ำเชื่อม เปิดไฟกลาง รอให้น้ำเชื่อมเดือดและข้นได้ที่ สังเกตว่าเมื่อใช้ทัพพีตักน้ำเชื่อมเทลงจะโรยเป็นสาย พอรินน้ำเชื่อมใกล้หมดทัพพี น้ำเชื่อมจะขาดสายเล็กน้อย จึงใส่กล้วยลงไป โดยใช้ไฟกลางค่อนไปทางไฟอ่อน หมั่นตักน้ำเชื่อมราดบนกล้วยเสมอป้องกันกล้วยดำและทำให้สุกทั่วถึงกัน
3. เมื่อ กล้วยได้ที่ คือกล้วยเริ่มพองและแตกเป็นริ้วให้บีบมะนาวลงไปคนให้ทั่วตักกล้วยขึ้น จากกระทะใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ทันที แล้วตักน้ำเชื่อมราดทับป้องกันกล้วยแห้ง
4. ทำกะทิ โดยใส่หัวกะทิขึ้นตั้งไฟอ่อนจนเดือดเล็กน้อยและข้นเป็นครีม ปิดไฟ ใส่เกลือลงคนให้ละลายนำไปใช้ได้

เป็นอย่างไรกันบ้างคะทั้ง 10 สูตรนี้น่ากินทั้งนั้นว่ามั๊ย ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีเมนูในใจแล้วก็เตรียมวัตถุดิบไว้ให้พร้อมแล้วไปทำเมนูอร่อยๆ นี้ไปถวายพระในวันพระนี้กันเลยรับรองว่าอิ่มบุญกันถ้วนหน้าแน่นอนจ้า ชอบเมนูไหนคอมเม้นบอกกันบ้างนะ แอดจะได้ไปทำบ้าง ^^

สูตรอาหารจาก นิตยสาร Health&Cuisine และหนังสือเล่ม
ภาพประกอบจาก Health&Cuisine
เรียบเรียงข้อมูลโดย Admin Pak Kimji

keyboard_arrow_up