Red Yeast Rice ลดไขมันเลือดสูง ด้วยเมนู “หมูอบเต้าหู้ยี้”

หมูอบเต้าหู้ยี้
หมูอบเต้าหู้ยี้

คอเลสเตอรอลสูงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดแข็งตัว เนื่องจากในสภาพปกติภายในหลอดเลือดจะมีผิวเรียบลื่นสม่ำเสมอ แต่เมื่อมีคอเลสเตอรอลมาจับที่ผนังหลอดเลือดจนพอกหนาเป็นตะกรันไขมัน (plague) ก็จะทำให้หลอดเลือดค่อย ๆ ตีบลงหัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อดันให้เลือดเคลื่อนผ่านไปได้ตะกรันไขมันสามารถขวางกั้นระบบไหลเวียนเลือดในหลอดเลือดใหญ่ที่ไปเลี้ยงหัวใจหรือสมองทำให้อวัยวะขาดเลือดเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือหลอดเลือดในสมองตีบได้

ในด้านวิตามินและอาหารบำบัดโรคนั้นมีสารหลายตัวที่ช่วยลดไขมัน หนึ่งในนั้นก็คือ Red Yeast Rice หรือข้าวแดงหมักที่ชาวจีนเรียกว่า “อั้งคัก” ซึ่งก็คือข้าวที่ผ่านการหมักด้วยเชื้อราสายพันธุ์ Monascus spp. ที่สามารถสร้างสารให้สีทำให้ข้าวทั้งเมล็ดเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม จึงนิยมเอามาใส่สีแดงในเย็นตาโฟ เต้าหู้ยี้ และหมูแดง

ใน Red Yeast Rice มีสาร Monacolinsซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งไม่ให้เอนไซม์เอชเอ็มจี-โคเอรีดักเทส (HMG-CoA reductase) ออกฤทธิ์และสังเคราะห์คอเลสเตอรอลในตับ จึงเหมาะสำหรับกลุ่มผู้มีภาวะคอเลสเตอรอลสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง โดยมีงานวิจัยเปรียบเทียบผลเลือดของผู้รับประทาน Red Yeast Rice ในรูปแบบสารสกัดที่มีสารออกฤทธิ์ (Active Ingredient) สังเคราะห์ให้เหมือน Red Yeast Rice ผลปรากฏว่าสามารถลด LDL-cholesterol และ VLDLcholesterol ซึ่งเป็นไขมันที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อหลอดเลือดอุดตันได้ราว 17 – 20 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่สามารถเพิ่ม HDL-cholesterol ซึ่งเป็นไขมันอีกกลุ่มที่มีบทบาทในการช่วยทำความสะอาดหลอดเลือดได้ด้วย จึงทำให้สารสกัดจาก “อั้งคัก” เริ่มเป็นที่จับตามองว่าสามารถช่วยเสริมการคุมระดับไขมันในเลือดได้อีกทางหนึ่ง

ในมุมมองของการแพทย์องค์รวมผ่าน Doctrine of Signature นั้นก็ยังเห็นได้ว่ากระบวนการหมัก Red Yeast Rice เป็นกระบวนการที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบตับและม้ามอีกด้วย มีคำกล่าวว่า โดยธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ถ้าเป็นพืชหรือสัตว์ที่มีสีไม่จัดจ้า มักจะมีความเป็นธาตุน้ำมากกว่า เช่น เนื้อปลาหรือน้ำนมที่มีสีขาว ส่วนใหญ่จะให้คุณค่าทางอาหารในเชิงเสริมสร้างและบำรุงตามอิทธิพลเหมือนน้ำที่เป็นส่วนสำคัญของสิ่งมีชีวิตหมูอบเต้าหู้ยี้

ในทางตรงกันข้ามเนื้อสัตว์หรือส่วนของพืชที่มีสีจัด ๆ อย่างสีแดงจะเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญกับระบบธาตุลม (การไหลเวียน)และระบบธาตุไฟ (การเผาผลาญ) ในกายของมนุษย์มากกว่า ส่งผลให้เลือดลมไหลเวียนดีกระชุ่มกระชวย ยกตัวอย่างง่าย ๆ การกินเนื้อแดงจะให้ความรู้สึกสดชื่นและมีพลังงานมากกว่าเนื้อขาว ๆ อย่างเนื้อปลา ทั้งนี้
สอดคล้องกับในมุมวิทยาศาสตร์ที่ว่า ในเนื้อแดงมีสาร Carnitine ที่ช่วยเผาผลาญไขมันเปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อและพลังงานได้มากขึ้น

กระบวนการหมักผ่านยีสต์หรือ Probiotic ที่อยู่ภายในระบบลำไส้โดยทั่วไปจะไม่ให้สีมากมายนัก แต่กับ “อั้งคัก” กลับให้สีแดงสดใสถึงขนาดว่านำมาทำเป็นสีผสมอาหารให้ดูน่ากินได้ สีแดงดุจไฟนี้จัดเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความพิเศษของยีสต์ชนิดนี้ว่า น่าจะมีผลต่อระบบเผาผลาญไขมันและระบบน้ำดีที่การแพทย์แผนไทยเรียกว่า “ไฟอพัทธะปิตตะ”ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การวิจัยที่ออกมายืนยันว่า สาร Monascolin I ที่พบใน “อั้งคัก” เมื่อกินเข้าไปแล้วสามารถเปลี่ยนแปลงไปยับยั้งเอนไซม์ HMG-CoA reductase จึงเป็นเรื่องที่สอดคล้องกันโดยไม่น่าเชื่อและการที่ภูมิปัญญาของคนจีนนำเอาเนื้อหมูที่กินแล้วไขมันขึ้นมาหมักปรุงรสกับ “อั้งคัก” ได้ออกมาเป็นอาหารที่กินแก้กัน ทำให้ไขมันไม่ขึ้นจากการรับประทานหมูมากจนเกินไปนัก จึงเป็นความชาญฉลาดโดยแท้

ติดตามสูตรการทำได้ใน หน้าถัดไป

หมูอบเต้าหู้ยี้

ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) เตรียม 30 นาที ปรุง 30 นาที

  • เนื้อสันนอกหมู 100 กรัม
  • น้ำเต้าหู้ยี้ 25 กรัม
  • น้ำตาลทรายสีรำ 1/4 ช้อนชา
  • น้ำต้มกระดูกหมู 50 กรัม
  • ผักสลัดรวม 20 กรัม

วิธีทำ

1. ผสมน้ำเต้าหู้ยี้ น้ำตาลทรายน้ำต้มกระดูกหมู คนจนน้ำตาลละลาย นำเนื้อหมูลงคลุกให้ทั่วหมักไว้ 20 นาที
2. นำหมูที่หมักไว้ในภาชนะทนความร้อน ปิดด้วยกระดาษฟอยล์ นำเข้าอบที่อบอุณภูมิ 150 องศาเซลเซียส 15 – 20 นาที
3. จัดใส่จานเสิร์ฟพร้อมผักสลัด

พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 187.85 กิโลแคลอรี
โปรตีน 23.65 กรัม ไขมัน 8.80 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 3.62 กรัม ไฟเบอร์ 0.00 กรัม

โดย แพทย์หญิงกอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป แพทย์ธรรมชาติบำบัด Healthy Flavor Clinic Restaurant
เรียบเรียง : สิทธิโชค ศรีโช ผู้ช่วยกองบรรณาธิการ : ธนพร, รสสุคนธ์ ภาพ : พีระพัฒน์ พุ่มลำเจียก
สไตล์ : พิมฝัน ใจสงเคราะห์ ผู้ช่วยสไตลิสท์ : แสงดาว สุขสาลี

keyboard_arrow_up