ควรหรือไม่ ? ตัดกระเพาะลดอ้วน

ตัดกระเพาะลดอ้วน
ตัดกระเพาะลดอ้วน

ตัดกระเพาะลดอ้วน

ควรหรือไม่ ? ตัดกระเพาะลดอ้วน … อ้วน อ้วน อ้วน ใครๆ ก็พากันรังเกียจรูปร่างที่ใหญ่โตเกินมาตรฐาน ไม่ใช่แค่ความไม่สวยไม่หล่อ ที่แย่ยิ่งกว่าแย่คือโรคอีกร้อยแปดตามรังควานเอา รังควานเอา

เราก็เลยต้องหาวิธีลดความอ้วนกันชนิดที่เรียกได้ว่าแทบพลิกแผ่นดิน (ทั้งที่แท้จริงแล้วน่าจะเป็นแค่เรื่องยั้งใจและหยุดปากตัวเองให้ได้เท่านั้น)

ล่าสุดวิทยาการทางการแพทย์ค้นพบวิธีช่วยคนอ้วนที่ถูกรุมเร้าด้วยโรคร้ายนานา นั่นคือวิธี Bariatric Surgery การตัดหรือผูกกระเพาะอาหารเพื่อลดความอ้วนอย่างถาวร

ว่าแต่การเจาะผ่าช่องท้องที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อและความรู้สึกเจ็บปวดของเรา ปล่อยให้คมมีดเข้าไปตัดกระเพาะอาหารและลำไส้ ก่อนนำทั้งสองส่วนนี้มาเย็บเชื่อมต่อกันใหม่อย่างน่าสยดสยอง เป็นสิ่งที่น่าลองหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อสนนราคาค่ามีดหมอก็อาจคือค่าข้าวทั้งปีของครอบครัวเรา และโครงการ 30 บาทก็ไม่รักษา…ฮา

ทำไมต้องทำให้กระเพาะเล็กลง

แต่อ้อนแต่ออกอวัยวะต่างๆ ของเราก็ไม่ได้ใหญ่โตมโหฬาร เพียงแต่การเลี้ยงดูของบางครอบครัวทำให้หลายคนในหลายครอบครัวกลายเป็นคนมีขนาดกระเพาะอาหารใหญ่กว่าปกติ (ภาษาชาวบ้านเรียกกระเพาะคราก)โดยปริมาตรความจุอาหารมาเผาผลาญมากเกินความจำเป็นของร่างกาย ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคอ้วนที่แพทย์ยอมรักษาให้ด้วยวิธีพิเศษ นอกเหนือจากวิธีที่เรารู้ๆ กันอยู่แล้ว

ตัดกระเพาะลดอ้วน

ว่ากันตามตำรา วิธี Bariatric Surgery นั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1965 โดยคำว่า bariatric มาจากรากศัพท์ภาษากรีก baro หมายถึง น้ำหนัก และ suffix – iatric หมายถึง สาขาวิชาแพทย์ เมื่อรวมกันจึงหมายถึง วิทยาการแพทย์ที่ว่าด้วยเรื่องน้ำหนักที่นอกเหนือจากการควบคุมด้านโภชนาการ ซึ่งก็คือการผ่าตัดเพื่อตัดหรือผูกกระเพาะเพื่อลดความอ้วนนั่นเอง

การผ่าตัดนี้ทำไปเพื่อจุดประสงค์หลักคือ ทำให้กระเพาะเล็กลง และวิทยาการนี้เพิ่งจะนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยเมื่อ 3 – 4 ปีที่ผ่านมานี้เอง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธีรพล อังกูลภักดีกุล จากภาควิชาศัลยศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า คนที่จะทำ Bariatric Surgery ได้นั้น จะต้องเป็นคนที่มีค่าดัชนีมวลกาย(Body  Mass  Index หรือ BMI) มากกว่า 40 ขึ้นไปŽ หรือผู้ชายมีน้ำหนักเกินมาตรฐานมากกว่า 45 กิโลกรัม (100 ปอนด์) ถ้าผู้หญิงก็มากกว่า 35 กิโลกรัม (80 ปอนด์)

นอกจากนี้จะต้องเป็นคนที่มีโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคอ้วน (comorbidity) จำพวกเบาหวานในระดับรุนแรง โรคหัวใจ หรือมีปัญหาการนอนกรนอย่างรุนแรงจนถึงขนาดหยุดหายใจตอนหลับบ่อยๆ โดยที่คนไข้เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ผ่านวิธีลดความอ้วนมาแล้วสารพัดอย่างŽ แต่วิธีเหล่านั้นกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า และถ้ายังปล่อยให้คนไข้เหล่านี้มีน้ำหนักเกินมาตรฐานต่อไป ก็จะเป็นอันตรายถึงชีวิต

คลิกเพื่ออ่านหน้าถัดไป

จากงานวิจัยในผู้ป่วย 136 คนที่ตีพิมพ์เผยแพร่ใน Journal of the American  Medical  Association หรือ JAMA พบว่า Bariatric  Surgery นอกจากสามารถลดความอ้วนได้แล้ว ยังช่วยแก้อาการจากโรคเบาหวานได้ 77 เปอร์เซ็นต์

Bariatric Surgery จึงเป็นตัวช่วยแบบเร่งด่วน ว่าแต่คุณจะยอมเสี่ยงหรือไม่

หลากวิธีศัลยกรรมกระเพาะ

แรกเริ่มเดิมที วิธี Bariatric Surgery ใช้การผ่าตัดเปิดหน้าท้องเพื่อศัลยแพทย์จะได้ทำการผ่าตัด ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับการผ่าตัดใหญ่ทั่วไป ต้องอาศัยเวลาในการปฏิบัติการ และผู้ป่วยเองก็ต้องเสียเวลาพักฟื้นเป็นเวลานาน เต็มไปด้วยความเสี่ยงนานา

หากปัจจุบันวิทยาการก้าวหน้า กระบวนการผ่าตัดจึงง่ายกว่านั้น เพียงให้ศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชำนาญเจาะหน้าท้องเป็นรูเล็กๆ ส่องกล้องลงไปปฏิบัติการ ซึ่งก็มีความหลากหลายดังนี้

  1. Biliopancreatic Diversion  (BPD) หรือ Scopinaro procedure ส่วนหนึ่งของกระเพาะถูกเฉือนออกไปเพื่อสร้างกระเพาะใหม่ขึ้นมา ซึ่งเล็กกว่าและทำให้กระเพาะนี้ต่อตรงถึงลำไส้ การผ่าตัดแบบนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงคือ คนไข้เกิดอาการขาดสารอาหารในภายหลัง เนื่องมา จากการดูดซึมซึ่งมีเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ แต่สามารถแก้ได้ด้วยการให้อาหารและวิตามินเสริม
  2. Vertical  Banded  Gastroplasty  and  Adjustable Gastric  Banding เป็นการใส่ยางซิลิโคนเข้าไปผูก ทำให้กระเพาะส่วนต้นเล็กลง สามารถใช้การส่องกล้องลงไปปฏิบัติการได้ เพราะคิดค้นโดยศูนย์การแพทย์อ็อบเทคแห่งสวีเดนในปี 1985 จึงสามารถเรียกวิธีนี้ว่าSwedish  Adjustable  Gastric  Band  (SAGB) ซึ่งผ่านมาตรฐานขององค์การอาหารและยาหรือ FDA แล้ว สามารถลด น้ำหนักส่วนเกินได้ 50 เปอร์เซ็นต์
  3. Gastric Bypass  Surgery การตัดกระเพาะส่วนกลางออกไป ให้ขนาดกระเพาะเล็กลง และตัดลำไส้เล็กมาต่อกับกระเพาะส่วนต้น ช่วยลดการดูดซึมได้ด้วย เพราะลำไส้เล็กมีขนาดสั้นลงสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 70 – 80 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักส่วนเกินเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากในประเทศสหรัฐอเมริกา

ส่วนประเทศไทยเรานั้น คุณหมอธีรพลบอกว่ามีให้บริการเฉพาะวิธีที่ 2 และ 3 เท่านั้น ซึ่งล้วนแต่ทำให้กระเพาะจุอาหารได้แค่ 20 ลูกบาศก์เซนติเมตร คนไข้จึงกินอาหารได้น้อยลง นอกจากขนาดความจุอาหารน้อยลงแล้ว ยังรู้สึกอิ่มเร็ว เพราะความรู้สึกอิ่มนี้อยู่ที่ส่วนต้นของกระเพาะอาหาร

ตัดกระเพาะลดอ้วน

ว่าแต่ว่า สิ่งใดในโลกนี้ที่ให้แต่ผลดีโดยไม่มีผลเสียบ้างเล่า โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับวิทยาการทันสมัย ซึ่งชาวชีวจิตหวาดหวั่นนักหนาผอม แต่เสี่ยง

ผลการศึกษาวิจัยล่าสุดในปี 2006 ซึ่งได้จากการติดตามผลหลังการผ่าตัดเป็นเวลา 180 วันหลังจากคนไข้ออกจากโรงพยาบาล พบว่า มีคนไข้ 39.6 เปอร์เซ็นต์มีอาการต่างๆ ดังนี้

  1. มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการย่อยอาหาร เช่น อาเจียนกลืนอาหารไม่ได้ อาหารไหลย้อน และท้องเสีย 20 เปอร์เซ็นต์
  2. เกิดรอยรั่วหรือรอยตีบบริเวณแผลผ่าตัด จำนวน 12 เปอร์-เซ็นต์
  3. ภาวะไส้เลื่อนในช่องท้อง จำนวน 7 เปอร์เซ็นต์
  4. ติดเชื้อ จำนวน 6 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้แล้ว คนไข้ที่น้ำหนักลงเร็วๆ จะพบปัญหาเรื่องผิวหนังหย่อนยานแบบที่การออกกำลังกายอาจไม่ช่วยอะไร จำเป็นต้องใช้วิธีศัลยกรรมตกแต่งเข้าช่วย ซึ่งก็ต้องเสียกำลังทรัพย์อีกไม่น้อยนอกจากค่าผ่าตัดแบบบายพาสซึ่งมีสนนราคาสองถึงสามแสนบาทหรือค่ารัดยางผูกกระเพาะในราคาเกือบสองแสนบาท

ฉะนั้น คนที่ฝันว่ายอมเจ็บตัวและลงทุนค่าผ่าตัดไม่กี่แสนบาทแล้วจะได้ร่างกายสวยสมส่วน คงไม่ใช่เสียแล้ว

เมื่อเป็นอย่างนี้ นี่อาจไม่ใช่ปลายทางของสุขภาพดีอย่างที่เราต้องการ

ข้อมูลจาก คอลัมน์รายงาน นิตยสารชีวจิต

keyboard_arrow_up