6 สเต็ปโค้ชตนเอง เพื่อสุข สดใส มีพลัง

มีพลัง
มีพลัง

สดใส มีพลัง

เขียน บก.ขอแชร์เรื่องการสร้างความสุข และกำลังใจ ซึ่งต้องปรับวิธีคิดการใช้ชีวิต สุขภาพกายและใจ จนสามารถสร้างแพชชั่น (passion) ใหม่ให้ตนเองได้ ก็มีน้องคนเสนอว่า เขียนถึง Life Coaching เลยดีไหม กำลังได้รับความนิยมอยู่นะ

ว่ากันตามจริง เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับหัวเรื่องการอบรมที่ว่า ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ ณ ขณะนี้ ส่วนหนึ่ง เพราะวิธีคิดของโค้ชจำนวนหนึ่งเป็นฝรั่งมาก อีกส่วนหนึ่ง บก.มองว่า คนที่ไม่มีแพชชั่นกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด แปลว่าไม่รู้จักตัวเองเพียงพอ ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะเขาดำเนินชีวิตตามกรอบเกณฑ์และกฎระเบียบของครอบครัวและสังคมมากเกินไป ไม่ได้หมายความว่า ให้ปฏิเสธสิ่งที่กำลังพูดถึงอยู่นะคะ ทำตามนั่นแหละ เพื่อความสบายใจของพ่อแม่ แต่ไม่ต้องทุกเรื่อง เช่น ไม่ต้องสอบให้ได้ที่หนึ่งทุกเทอมก็ได้ หากการได้ที่หนึ่งหมายถึงการเป็นผู้ช่วยอาจารย์ และหมายถึงการลดเวลาการเที่ยวเล่น วาดรูป อ่านหนังสือที่เราชอบ อิอิ

แพชชั่นของบก.เลยชัดเจนตั้งแต่เด็ก อยากเป็นนักเขียนตอนอายุ 12 ปี พออายุ 25 ปีก็มีหนังสือเล่มแรกของตัวเอง และมีเพิ่มขึ้นทุกปี จนกระทั่งปีที่ 5 ที่รวมเรื่องสั้น “กรอบ” ที่ติพิมพ์กับแพรวสำนักพิมพ์ ได้รับรางวัลชมเชยในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ (อายุ 32 ปี) ซึ่งทำให้บก.ก็เริ่มรู้สึก “พอ” กับการเขียนอิสระ จึงผันตัวเองมาเขียนหนังสือตามโจทย์ ซึ่งนั่นก็คือ นิตยสารชีวจิต จนวันนี้ก็เกิดแพชชั่นใหม่ อยากรู้เรื่องร่างกาย ระบบอวัยวะ กลไกการทำงานอย่างแตกฉานขึ้นมาซะอย่างนั้น

ดร. แฟรงค์ นิลส์ นักวิทยาศาสตร์สังคม นักกีฬา นักพูด และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาการสร้างผู้นำ เคยเดินสายบรรยายเรื่องดังกล่าวแก่พนักงานบริษัทกว่า 500 แห่งทั่วโลก เขากล่าวว่า “มีงานวิจัยยืนยันออกมาชัดเจนว่า คนเราจะมีพลังมาก หากคนๆนั้นได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ นอกจากนี้ คนเราเหล่านี้จะช่วยเพิ่มพลังทั้งกายใจและอารมณ์แก่คนอื่นๆ ได้ดีอีกด้วย”

คำถามคือ จะหาแพชชั่นอย่างไร แพชชั่นไม่ใช่งานอดิเรก แต่แพชชั่นช่วยให้เรามีความกล้าหาญ มุ่งมั่น และพากเพียรที่จะทำให้แพชชั่นนั้นเป็นรูปธรรมขึ้นมา และขณะลงมือทำก็มีความสุข เบิกบาน ไปพร้อมกับการสร้างคุณค่า สำหรับ บก.เมื่อย้อนกลับไปพิจารณา จะเห็นขึ้นตอนแบบนี้ค่ะ

  1. มองตนเองให้เป็น บางคนมองตนเองแล้วเห็นแต่ความอยากได้อยากมี อยากเอาชนะคะคาน อยากดีกว่าเหนือกว่า…สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้จิตใจมีแต่ความอิจฉาริษยา ขุ่นมัวเศร้าหมอง แพชชั่นที่ได้มักกลายเป็น จะเอาชนะเขาอย่างไรดี จะสวยกว่า เก่งกว่าอย่างไรดี ทั้งนี้ทั้งนั้น ความรู้สึกที่ว่าเปรียบได้กับการถูกปีศาจเข้าสิง จิตใจต่ำลง ทุกข์ใจทุกครั้งที่ยังเอาชนะเขาไม่ได้ นับเป็นการเสียเวลาชีวิต เพราะมนุษย์เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้

ตรงกันข้าม บางคนมองตนเองแล้วเห็นสิ่งเดียวกัน แต่อยากกำจัดขัดเกลา จึงทำให้ทำในสิ่งตรงกันข้าม ยินดีเมื่อคนอื่นได้ดี และไม่ต้อง “มีในสิ่งที่เขามี” นั่นหมายความว่า จะต้องหา “สิ่งที่ตนเองควรมี” ในแบบของตัวเอง

คลิกเพื่ออ่านหน้าถัดไป

  1. มองคนอื่นให้เป็น เมื่อพบ “สิ่งที่ตนเองควรมี” ยกตัวอย่างเช่น อยากเป็นนักเขียน ก็มองคนที่เป็นนักเขียนแล้วประสบความสำเร็จว่า เขาใช้ชีวิตอย่างไร เขาจัดการเวลาของเขาอย่างไร ขั้นตอนสเต็ปบายสเต็ปก่อนถึงปลายทางความสำเร็จ เขาทำอะไรอย่างไรบ้าง แน่นอน…พวกเขาย่อมขยันอ่าน ขยันเขียน นอกจากนี้เขาจัดการกับความล้มเหลวของเขาอย่างไร ใช้วิธีวิ่งหนีแล้วไปหาแพชชั่นใหม่ หรือปรับปรุงคุณสมบัติของตนเองแล้วลุยกับมันอีกครั้ง

หลังจากพบแล้ว ก็ปรับมาใช้กับตัวเอง เพราะนักเขียนแต่ละคนก็มีสไตล์ของตนเอง บางคนเป็นนักเล่าเรื่องออนไลน์ บางคนชอบเขียนโคว้ตเก๋ๆ เตือนตน บางคนอยากเขียนนิยายป้อนละครโทรทัศน์ บางคนเป็นนักสอนการเขียน

  1. อย่าอายในสิ่งที่ตนชอบ อย่าลืมว่าหากกิจกรรมนั้นไม่ใช่การใช้กล้องถ่ายภาพแบบมิเร่อเรสตัวจิ๋วแสนเท่ราคาสูงถ่ายภาพออกมาให้เพื่อนชม ไม่ใช่การบิ้วด์บอดี้จนกล้ามขึ้นสวยแล้วโพสต์ขึ้นเฟส ไม่ใช่การนั่งชิลล์ในร้านอาหารหรือร้านกาแฟแสนสวย…กิจกรรมอื่นๆ นอกเหนือไปจากนี้อาจไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากมหาชนนัก (ไม่ได้แปลว่ากิจกรรมที่เอ่ยถึงไม่ดีนะคะ ดีค่ะ แต่เอ่ยขึ้นมาเพื่อจะบอกว่ากิจกรรมดังกล่าวได้รับความนิยมสูงกว่ากิจกรรมอื่นๆ) แต่ถึงอย่างนั้นก็อย่ารู้สึกละอายที่จะทำ หากเราหลงใหลกิจกรรมนั้นจริงๆ

ปัจจุบันการเขียนอาจไม่ได้รับความนิยมนัก เพราะทุกคนมีสื่อของตนเอง แค่เขียนเรื่องราวโดนใจมหาชนออกมา ก็แจ้งเกิดได้แล้ว แต่ลองพิจารณาดูอีกที คนเขียนหนังสือ “เป็น” ที่สามารถลำดับเรื่องราวได้ตามขั้นตอน โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นนามธรรม สามารถเขียนได้ครบถ้วนถูกต้องตามจำนวนคำที่กำหนด สามารถใช้ภาษาตรงกลุ่มเป้าหมาย สามารถสร้างทั้งสาระและบันเทิง มีน้อยจนน่าตกใจ

สดใสมีพลัง

  1. ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ในบทบาทหัวหน้า ลูกน้อง พ่อ แม่ ลูก คนรัก หรือเพื่อน เพื่อพวกเขาจะเป็นแรงสนับสนุนที่แข็งแรง เป็นกำลังใจให้ได้ทำตามแพชชั่นของเรา และหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ระหว่างทางชีวิต เราจะไม่ต้องเสียเวลามาเสียใจ จนหม่นหมองซึมเศร้า ขัดขวางเส้นทางแพชชั่นนั้นๆ
  2. รักษาสุขภาพ เราทุกคนต่างมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน สิ่งที่นิตยสารชีวจิตพยายามบอกมาเกือบ 20 ปี คือการทำให้ 24 ชั่วโมงของตนเองทำประโยชน์และสร้างคุณค่าให้ได้มากที่สุด นอนหลับเร็ว ถนอมตับไตให้มีอายุยืนยาว ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย สมองเลยไบ้ร์ท อารมณ์เลยสดชื่น ประกอบกับธรรมะที่แข็งแรง จะช่วยให้เรามองสถานการณ์ในชีวิตได้ชัดเจน นำมาสู่การตัดสินใจที่เด็ดขาด ลดความผิดพลาด และเสียเวลา ช่วยป้องกันความเครียดและความกังวลไร้ค่า ทำให้เรามีเวลาเหลือมาสร้างสรรค์แพชชั่นของตนเอง
  3. มีความวินัยและความจริงใจ เชื่อว่าถ้าทำตามขั้นตอน (ไมง่ายนักหรอก) จนครบทั้ง 5 ข้อแล้ว แพชชั่นจะก่อผลลัพธ์เป็นรูปธรรมขึ้นมา ซึ่งอย่าหยุดค่ะ พยายามหากลุ่มร่วมกันทำกิจกรรมนั้น หรือขยายกลุ่มเพื่อให้แพชชั่นนั้นกลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ หากสิ่งที่เราทำช่วยให้ใครบางคนดีขึ้น พลังบวกของเขาจะทำให้แพชชั่นของเราส่องประกาย
keyboard_arrow_up