ดูแลตัวเองไม่ให้ป่วยตาย สไตล์ จ่าพิชิต ขจัดพาลชน

จ่าพิชิต
จ่าพิชิต

จ่าพิชิต ขจัดพาลชน

ชีวจิตเชื่อว่าตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก จ่าพิชิต ขจัดพาลชน เจ้าของเพจดังอย่าง Drama-addict หากมองผ่าน ๆ เพจนี้ในความคิดของใครหลายคนอาจเป็นเพียงเพจที่เอาไว้เสพดราม่าเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วเพจนี้ไม่ได้มีดีเพียงแค่ดราม่า ถ้าสังเกตให้ดีจ่าจะพูดถึงประเด็นสุขภาพอยู่บ่อยครั้ง วันนี้ชีวจิตจึงเกิดไอเดียชวนจ่ามาสอบถามปัญหาสุขภาพ แบบเจาะลึก เรียกว่าได้ทั้งความรู้เรื่องสุขภาพ และเรื่องราวชีวิตของหมอ ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

จ่าพิชิต

เวลาคนทั่วไปป่วย เขาจะต้องไปหาหมอ แล้วเวลาหมอป่วย ต้องไปหาใครล่ะค่ะ?

สำหรับผม ผมไม่ได้ไปหาหมอ แค่กินน้ำ พักผ่อน นอน แล้วก็ลางาน มีอยู่ครั้งหนึ่งผมป่วยหนัก เป็นเบาหวาน ผมก็รู้ตัวแล้วว่าพลาดไป ไม่ยอมดูแลตัวเอง หลังจากรู้ว่าเป็นเบาหวาน ผมก็ไปขอลา ตั้งใจจะไปพักผ่อน กินยา ปรับน้ำตาลในเลือด เพราะตอนนั้นปรากฏว่าผมไม่ได้รับอนุญาตให้ลา ผมเลยตัดสินใจขอลาออกเลย หลังจากนั้นมาก็เริ่มต้นออกกำลังกาย ควบคู่กับกินยา จนกระทั่งตอนนี้ผมกินยาแค่ตัวเดียว จริง ๆ แล้วโรคเบาหวานเนี่ย ถ้าเราออกกำลังกายให้เพียงพอ จะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายต่อต้านสารอินซูลีน (อินซูลีนคือตัวช่วยที่จะทำให้กูลโคสสามารถแทรกซึมเข้าไปในเซลล์ได้ หากร่างกายของเรามีปริมาณอินซูลินมากเท่าไร จะทำให้กลายเป็นโรคเบาหวานได้) แล้วก็อาจจะทำให้เราไม่ต้องกินยาเลยก็ได้

หมอทุกคนสามารถรักษาตัวเองในเบื้องต้นได้ อันที่จริงการรักษาตัวเองในเบื้องต้นแบบนี้ ไม่ใช่หน้าที่ที่หมอควรทำคนเดียว แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปควรทำด้วย อย่างเช่น เวลาเป็นหวัด ท้องเสีย หรือป่วยเป็นอะไรเล็ก ๆ น้อย เราไม่จำเป็นต้องไปหาหมอ เพราะถ้าเราไปหาหมอกันทุกคน ก็จะทำให้โรงพยาบาลล้น จนเป็นปัญหาเหมือนทุกวันนี้ ความจริงแล้วแค่พักผ่อนเยอะ ๆ กินน้ำ กินอาหารให้เพียงพอ ก็พอแล้ว

คลิกเลข 2 เพื่ออ่านหน้าถัดไป

จ่ามีความเห็นอย่างไรกับคำพูดที่ว่า “คนอ้วน” คือคนไม่ดูแลสุขภาพ

ก็ถูก (หัวเราะ) เพราะว่าที่ผ่านมาผมก็เป็นแบบนั้น ทำงานจนไม่มีเวลาออกกำลังกาย แล้วพอน้ำหนักตัวเยอะ สิ่งที่ตามมาก็คือโรค อย่างตัวผม จริง ๆ แล้วอายุเท่านี้ไม่ควรเป็นโรคเบาหวาน ไม่รู้ว่าเป็นได้ยังไงขนาดนี้ อาจเพราะว่าตอนนั้นไม่ค่อยออกกำลังกาย บวกกับเรื่องกินด้วย เพราะช่วงนั้นผมต้องเข้าเวรเยอะ ต้องทำงานตอนกลางคืน

ผมคิดว่าโรคอ้วนกำลังเป็นปัญหาในเมืองไทย เพราะว่าอาหารการกินมันเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน ทุกวันนี้มีทั้งอาหารรสหวานจัด มันจัด มีขนมกรุบกรอบ มีน้ำหวานๆ ขายเต็มไปหมด ทำให้สถิติของคนอ้วนมากขึ้น คนที่เป็นเบาหวานก็มากขึ้นตามไปด้วย คนป่วยเป็นเบาหวานเดี๋ยวนี้ก็อายุน้อยลงเรื่อย ๆ  ทั้งๆ ที่เมื่อก่อน กลุ่มเด็กที่เป็นเบาหวาน จะมีแค่คนที่เป็นเบาหวานแต่กำเนิด คือเป็นเบาหวานจากพันธุกรรม เนื่องจากตับอ่อนมีปัญหา ต่างจากเบาหวานในผู้ใหญ่ ซึ่งเกิดจากร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินน้อย ทำให้เกิดการดื้ออิลซูลิน ร่างกายเลยต้องหลั่งอินซูลินออกมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งตับอ่อนไม่ทำงาน แต่ปรากฏว่าทุกวันนี้ คนที่เป็นเบาหวานในกลุ่มที่สองอายุเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ เป็นเพราะทุกวันนี้เด็กมีแนวโน้มอ้วนเพิ่มขึ้น ตรงนี้มันต้องแก้ด้วยการออกกำลังกาย

Drama-addict

จ่ามีเทคนิคการดูแลตัวเองอย่าง ไม่ให้ป่วยตายคะ

ออกกำลังกายอย่างเดียวเลย อันนี้จากประสบการณ์ตรงเลย ตั้งแต่ผมลาออก ผมก็หันมาออกกำลังกาย เข้าฟิตเนส หาเทรนเนอร์ ตอนนี้ไขมันลดไป 10 กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว ตั้งเป้าไว้ว่าจะลดให้เหลือประมาณ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ ตอนนี้อยู่ที่ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ จากตอนแรกที่มีอยู่มี 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ ยิ่งไขมันเราเยอะเท่าไหร่ ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าเรามีมวลกล้ามเนื้อมาก มันก็จะช่วยป้องกันโรคเรื้อรังต่าง ๆ ให้กับเราได้ ไม่ว่าจะเป็นความดัน หรือเบาหวาน ที่สำคัญคือต้องเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และลดปริมาณไขมันลงให้ได้

ส่วนเรื่องการกิน ผมกินตามปกติ ยุคนี้มันฮิตเรื่องการกินอาหรคลีน แต่ผมก็ไม่ค่อยได้กินคลีนเท่าไหร่ ผมปรึกษาเทรนเนอร์หลายคน เขาบอกว่า การกินมันก็เป็นความสุขในชีวิตอย่างหนึ่งของเรา ถ้าเรากินแต่พอประมาณ กินแต่พอดี ไม่ได้เน้นหวานจัด เค็มจัดอะไรมากเกินไป ก็ไม่ต้องซีเรียส ไม่ต้องไปเคร่งมากขนาดนั้น สามารถกินอาหารได้ตามปกติ สสส. เคยทำเอกสารเกี่ยวกับการกินอาหารให้ถูกสัดส่วนออกมาเผยแพร่ เขาบอกว่า ให้กินคาร์โบไฮเดรต 1 ส่วน เนื้อสัตว์ 1 ส่วน แล้วก็ผักอีก 2 ส่วน แค่นี้เอง ทำได้เท่านี้ก็โอเคแล้ว แล้วสักพักน้ำหนักมันจะค่อย ๆ ลงเอง

คลิกเลข 3 เพื่ออ่านหน้าถัดไป

ปกติเวลาคนป่วยมาหาหมอ หมอจะมีคำแนะนำต่างๆ ให้ แล้วเวลาหมอป่วย หมอได้ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองแนะนำคนอื่นหรือเปล่า

ไม่นะ บางทีเราแนะนำคนไข้ได้ ว่าต้องออกกำลังกาย ต้องกินอาหารมีประโยชน์ แต่พอเรามาทำจริง ๆ ยังไม่ได้ทำเลย เพราะพวกผมมีเวลาน้อย อย่างอาจารย์ผมแนะนำคนไข้อย่างนู้นอย่างนี้ แต่พอถึงเวลาผ่าตัดเสร็จก็มานั่งสูบบุหรี่ คือพวกผมมีสุขภาพย่ำแย่กันมาก อาชีพที่ต้องเข้าเวรกลางคืนบ่อย ๆ หรือว่าอดหลับอดนอน มันจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังสูง อย่างเช่น โรคความดัน เบาหวาน ไขมัน ซึ่งกลุ่มที่เสี่ยงคือคนที่ประกอบอาชีพตำรวจ หมอ พยาบาล นี่แหละ

จ่าพิชิต

ขอวิธีการดูแลสุขภาพแบบหมอ ที่คนทั่วไปยังไม่รู้หน่อยได้ไหมคะ

เคล็ดลับของหมอเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ แต่ชาวบ้านทั่วไปเขาไม่ทำกัน เวลาหมอไม่สบาย น้อยมากที่จะกินยา ส่วนมากนอนพักผ่อนกันอย่างเดียว ทำตามหลักสูตรเลย พักผ่อน กินอาหารเยอะ ๆ นอน แต่ว่าเวลาคนไข้เป็นหวัด ก็แห่กันไปซื้อยาฆ่าเชื้อแบบแรง ๆ มากินกัน อันนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควร เพราะอาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคต อย่างเช่น เชื้อดื้อยา จริง ๆ แล้วแค่ทำสิ่งที่ถูกต้องก็พอ มันไม่มีหรอกเคล็ดลับอะไร มันมีแต่สิ่งที่ควรทำเท่านั้น

ถ้าหมอไม่เป็นหมอ แล้วหมออยากเป็นอะไร

ตอนเด็ก ๆ ผมอยากเป็นพวกนักโบราณคดี อยากไปดูพวกโบราณสถาน อะไรพวกนั้น ต่อจากนั้นมา ช่วงสมัยเรียน ผมจะไปทางสายไอที แต่เพราะมีปัญหาผิดพลาดบางอย่างตอนมหาวิทยาลัย ผมเลยเลือกเข้าหมอแทน

ซึ่งพอได้เป็นหมอเราก็รู้สึกโอเค ถึงแม้ว่าการเป็นหมอจะไม่ใช่สายที่เราชอบ แต่ผมก็ได้เก็บเกี่ยวเอาข้อมูลความรู้ของหมอ มาผสมกับสิ่งที่ชอบ เช่น เอาเรื่องการ์ตูน เรื่องไอที มาผสมกับการแพทย์ แล้วทำหนังสือนิทานขาย

คลิกเลข 4 เพื่ออ่านหน้าถัดไป

ตั้งแต่เปิดเพจ Drama-addict มา มีประเด็นอะไรที่จ่ารู้สึกชื่นชอบ และหนักใจเป็นพิเศษไหมคะ

ผมชอบประเด็นยาลดความอ้วนมันมีอยู่เคสหนึ่งที่บริษัทยาลดความอ้วนแอบอ้างชื่อเชอร์รี่สามโคกไปใช้ แล้วเด็กก็หลงเชื่อไปซื้อยากิน จากนั้นเด็กก็เสียชีวิต ทางญาติไปฟ้องเชอร์รี่สามโคก เกิดเป็นคดีความ ผมเลยเข้าไปช่วยสืบ สรุปแล้ว ยาลดความอ้วนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเชอร์รี่สามโคกเลย

ส่วนเรื่องประเด็นที่หนักใจ ก็คือเรื่องสุขภาพนี่แหละ พักหลัง ๆ มาพวกยาลดความอ้วนมีเยอะมาก หมอแล็บแพนด้าก็เพิ่งโดนฟ้องไป คนพวกนี้มันใช้กฎหมายเป็น เมื่อก่อนเรายังพอเสนอข้อเท็จจริงอะไรออกไปได้ แต่ว่าหลัง ๆ นี้คนขู่จะฟ้องกันก็มี

จ่าพิชิต ขจัดพาลชน

ผมมีความตั้งใจว่าจะทำเพจนี้ไปเรื่อย ๆ จนแก่ตาย เพราะผมว่าเวลาเราให้ข้อมูลไป มันมีคนได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน อย่างมีเคสหนึ่งพ่อเขากำลังป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ แล้วญาติเขาไปเชื่อฟอร์เวิร์ดเมลที่ว่า การเอาเข็มไปจิ้มปลายนิ้วให้เส้นเลือดในสมองแตกจะช่วยได้ ทำให้แทนที่เขาจะพาไปโรงพยาบาล ก็พาไปประคองนั่งแล้วเอาเข็ม จิ้ม จิ้ม จิ้ม จิ้ม ซึ่งถ้าช้าไปอีกนิดหนึ่ง สมองก็จะเสียหายอย่างถาวร แล้วพ่อเขาก็จะพิการ หรือเสียชีวิตได้ แต่พอดีเขาเอาข้อมูลที่ผมเขียนไปเถียงกับญาติ ๆ เขา แล้วก็รีบพาพ่อไปส่งโรงพยาบาลทัน เขาก็เลยมาขอบใจที่ผมเขียนเรื่องพวกนี้

อันที่จริงผมว่าไม่จำเป็นต้องเป็นหมอก็ช่วยคนได้ การที่ผมทำเพจแบบนี้เป็นการทำแบบมหภาค คือใช้ข้อมูลที่มีอยู่มานำเสนออย่างถูกต้องให้เข้าใจกันในวงกว้าง แบบนี้ก็ถือเป็นการช่วยเหลือคนได้

หลังจากที่ได้คุยกับจ่าพิชิต ทำให้เรารู้ว่าการดูแลสุขภาพตัวเองไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพียงแค่คุณทำตามขั้นตอนง่าย ๆ ตามแบบฉบับที่จ่าแนะนำ เพียงเท่านี้คุณก็จะมีสุขภาพที่ดี แถมยังไม่ต้องเสียเงินไปหาหมอแล้วค่ะ

keyboard_arrow_up