ชีวจิต@อเมริกา รักษามะเร็ง (2)

รักษามะเร็ง
รักษามะเร็ง

รักษามะเร็ง

บ.ก.เดินทางไปร่วมเวิร์คช็อปของสถาบันเกอร์สัน (Gerson Basics Classes: Learn About the Gerson Therapy) ปีถัดมา หลังการจากไปของอาจารย์อาจารย์สาทิส อินทรกำแหงกูรูต้นตำรับชีวจิต ที่อ้างอาจารย์ขึ้นมา เพราะตอนนั้นเรารู้สึกว่าอยากย้อนกลับไปตามหารากของชีวจิต โดยเฉพาะวิธีการล้างพิษด้วยการสวนล้างทวารด้วยน้ำกาแฟ ซึ่งคุณหมอเกอร์สันเป็นต้นตำรับ

เวิร์คช็อปนี้จัดขึ้นณ ซานดิเอโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองน่ารักที่เคยเป็นดินแดนโจรสลัด และเราก็ได้รับคำแนะนำให้พักอยู่กลางย่านนั้น (ซึ่งมีคำล่ำลือว่าผีดุมาก 555) เพื่อที่สถาบันเกอร์สันจะจัดรถมารับ-ส่งทั้ง 3 วันของเวิร์คช็อป ผู้ร่วมเวิร์คช็อปเดินทางมาจากทั่วทุกภูมิภาคของอเมริกา นอกจากนี้ยังมีกรุ๊ปหนึ่งมาจากสถาบันขายอาหารเสริมในแคนาดา และอีกกรุ๊ปหนึ่งมาจากญี่ปุ่น เนื่องจากกำลังจะเปิดคลินิกเกอร์สันที่ญี่ปุ่น จึงให้เจ้าหน้าที่ที่จะทำงานในคลินิกนี้ มาเรียนรู้วิธีการของเกอร์สัน

โดยสาระในเวิร์คช็อปเริ่มต้นด้วย

  1. คำอธิบายสาระสำคัญของวิธีการรักษาโรคแบบเกอร์สัน โดยคุณชาร์ล็อต เกอร์สัน ลูกสาวของคุณหมอแม็ค เกอร์สัน ซึ่งปีที่เราไปนั้น (ขอเรียกด้วยความเคารพว่า) คุณยายชาร์ล็อตอายุ 99 ปี แล้ว แต่ยังแข็งแรงมาก น้ำเสียงยังมีพลัง ดังกังวาน ขณะคุณยายบอกเล่าว่า การกินอาหารแบบเกอร์สัน ซึ่งเป็นมังสวิรัตินั้นจะช่วยให้ร่างกายไม่ขาดโปรตีนอย่างไร เพราะคนอเมริกันส่วนใหญ่เชื่อว่าความแข็งแรงของร่างกายมาจากการกินโปรตีนจากเนื้อสัตว์
  2. คุณหมอแผนปัจจุบันที่ได้รับการอบรมเรืองการรักษาแบบเกอร์สัน อธิบายถึงหลักการทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ รองรับวิธีการแบบเกอร์สัน โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งที่ล้มเหลว จากการใช้ยามะเร็งตามแผนปัจจุบัน โดยหลักการคร่าวๆ คือ เอาพิษที่เป็นสารเคมีออกจากร่างกายให้หมด แล้วเติมสารอาหารบริสุทธิ์ปราศจากสารเคมีปนเปื้อนเข้าไป เพื่อให้อิมมูนซิสเต็มแข็งแรง ขณะเดียวกันก็จัดสิ่งแวดล้อมให้ปราศจากสารเคมีด้วย (หลักการนี้ตรงกับชีวจิตของอาจารย์สาทิสเป๊ะเลยคร่า) การอธิบายนี้ใช้เวลาช่วงเช้าของวันที่ 1 และ 2 ของเวิร์คช็อป)
  3. ช่วงบ่ายของวันที่ 1 และ 2 จึงเป็นการแนะนำวิธีการรักษาตนเองด้วยวิธีของเกอร์สัน ซึ่งได้แก่การทำดีท็อกซ์ด้วยน้ำกาแฟ ซึ่งเกอร์สันให้แขวนถุงกาแฟเหนือพื้นเล็กน้อย เพื่อน้ำกาแฟค่อยๆ ไหลเข้าทวารหนักของเราอย่างเชื่องช้า ซึ่งใช้เวลาทำดีท็อกซ์ครั้งหนึ่งถึง 2 ชั่วโมง (อาจารย์สาทิสมาปรับให้แขวนถุงกาแฟสูงกว่า น้ำกาแฟไหลเข้าร่างกายเราเร็วกว่า จึงประหยัดเวลาไปได้เป็นชั่วโมง)

ร่วมทั้งการคั้นน้ำเอนไซม์ ซึ่งต้องคั้นแยกกากแบบแมนนวล นั่นก็คือการบดผัก แล้วใส่ผ้าบาง ก่อนนำไปหีบให้ได้น้ำเอนไซม์ เราถามเขาว่ามันต่างจากจุ๊ยเซอร์ทั่วไปอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญที่มาให้ความรู้ตอบว่า นำน้ำเอนไซม์ที่ได้จากการคั้นทั้งสองแบบไปตรวจสอบข้อมูลทางโภชนาการแล้ว พบว่าน้ำเอนไซม์ที่คั้นแบบเกอร์สันมีสารอาหารที่ต้องการมากกว่า

  1. อีกวิธีการรักษาตนเองแบบเกอร์สันคือ การแก้ปวดบาดแผลผ่าตัด หรือบริเวณที่ได้รับรังสี จนส่งผลต่อผิวหนัง ซึ่งสถาบันเกอร์สันใช้วิธีการนำดิน (clay) มาผสมกับน้ำมันคาสเตอร์ (castor oil) ทราบแบบนี้ แฟนบ.ก.ขอแชร์อย่าเพิ่งไปทำเอง หรือเชื่อว่าดินที่ไหนจะช่วยแก้ปวดได้นะคะ เพราะตามตำราเกอร์สัน มันต้องเป็นดินชนิดพิเศษ และต้องเป็นออร์แกนิก ทั้งดินและน้ำมัน
  2. สาระสำคัญที่ทุกคนรอคอยในการเวิร์คช็อปครั้งนี้คือ การทำอาหารแบบเกอร์สัน เพราะเกอร์สันเน้นผักผลไม้ออร์แกนิก ไม่สามารถใช้เครื่องปรุงรสอะไรได้เลย ห้ามกระเทียมและพริกไทยด้วย ฉะนั้นอาหารเกอร์สันมื้อแรกที่เราทดลองกิน จึงยังติดลิ้นติดตามาจนถึงทุกวันนี้…เมนูข้าวโอ้ตต้ม กินกับบีทรู้ตต้ม และผักอะไรอีกสองสามอย่าง…เอ่อมอาหารตะวันตกก็ว่ายากแระ นี่ดับเบิ้ลยากด้วยการไม่ปรุงอะไรเลยนี่แหละ ฉะนั้นผู้ป่วยมะเร็งที่หายด้วยวิถีชีวจิต และอาหารชีวจิตแบบอาจารย์สาทิสจงดีใจ ในฐานะผู้ป่วยมะเร็งต่อน้ำเหลือง ที่กินอาหารชีวจิตมานมนาน พบว่าของเรามีรสชาติดีกว่าเกอร์สันมากๆ ขอบคุณประเทศไทย ขอบคุณอาจารย์สาทิสค่ะ

เหล่านี้คือ สาระหลักของวิธีการแบบเกอร์สัน โดยวันเสาร์หน้า ซึ่งเป็นตอนจบ บ.ก.จะมาบอกเล่าเรื่องความเป็นไปได้ของการใช้วิธีแบบเกอร์สันที่บ้าน และเก็บตกรายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับสุขภาพในซานดิเอโก

keyboard_arrow_up