NATURAL REMEDIES รักษาโรคเม็ดเลือดขาวทำลายตัวเอง

เม็ดเลือดขาว
เม็ดเลือดขาว

โรค เม็ดเลือดขาว ทำลายตัวเอง หากละเลย อันตรายอาจเทียบเท่าโรคมะเร็ง

ยามเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย อย่างโรค เม็ดเลือดขาว หลายคนมักเฝ้าตามหาว่า “หมอและยาที่ดีที่สุดอยู่ ณ หนใด” ขณะเดียวกันบางคนกลับพบคำตอบง่ายๆ ว่า หมอที่ดีที่สุด คือ ตัวเราเอง ยาที่ดีที่สุดนั้น คือ เวลาและสภาพจิตใจที่สดชื่นแจ่มใส

 

เช่นเดียวกับ คุณนัท-นัฐนันทพรรณ อันประเสริฐ สาวสวยวัย 33 ปี อดีตผู้ป่วยโรคหายาก (แถมยังหายยาก) อย่าง “โรคเม็ดเลือดขาวทำลายตัวเอง” ที่ตัดสินใจปฏิเสธการรักษาและรับยาทุกชนิด นั่นเพราะเธอค้นพ้นแล้วว่าแค่ “ปรับ” วิถีชีวิต และ “เปลี่ยน” การกิน …ร่างกายที่เคยอ่อนแอ เฉียดตาย ก็แข็งแรงขึ้นได้ไม่ยาก

เพราะเครียดถาโถม โรคจึงจู่โจม

บ่ายนี้ ผู้เขียนและทีมงานนัดหมายกับคุณนัทที่ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านโปรดของเธอ เมื่อถึงเวลา สาวสวยในชุดสบายๆ กึ่งสปอร์ตก็เดินเข้ามาทักทายพวกเราอย่างร่าเริง พร้อมกับสั่งสลัดผัก และน้ำผลไม้คู่ใจมาร่วมวงสนทนา

ก่อนจะเริ่มถ่ายทอดประสบการณ์สุขภาพของเธอเมื่อหลายปีก่อนให้เราฟัง…

เม็ดเลือดขาว

 

“นัทเป็นคนเวิร์คฮาร์ด ทำงานหลายอย่าง รวมถึงงานร้านอาหาร คลับในโรงแรม บางวันทำงานถึง 12 ชั่วโมง บางวันเลิกดึกมาก มีเวลาพักผ่อนน้อย แต่เราก็สนุกที่ได้ทำ”

เมื่อเวิร์คฮาร์ด แล้วเพลย์ฮาร์ดด้วยไหม …คุณนัทรีบตอบทันควันว่า

“อื้อหือออ นัทเพลย์ฮาร์ดมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วค่ะ (หัวเราะ) ชอบปาร์ตี้ ชอบดื่ม สูบบ้าง ใช้ชีวิตแบบนี้มาสิบกว่าปี แต่ก็แข็งแรงมาโดยตลอด เพราะยังแบ่งเวลาไปเข้ายิมออกกำลังกายบ้าง เรียกว่าทำงานเหนื่อยกาย แต่สุขภาพจิตไม่แย่”

แม้ร่างกายยังคงอดทนไหว แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น คุณนัทจึงตัดสินเปลี่ยนสายงาน โดยผันตัวมาเป็นพนักงานออฟฟิศ ณ บริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งทำให้ชีวิตที่เคยสนุกสุดเหวี่ยงของเธอเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

“จากที่เราเคยออกไปทำงานข้างนอก กลายเป็นต้องมานั่งโต๊ะอยู่กับที่ ดูคอมพิวเตอร์ทีละ 2-3 หน้าจอ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ หนักเข้าความเครียด ความกดดันก็เลยถาโถม ทำงานได้ชั่วโมงนึงก็ต้องเดินไปห้องน้ำ ไปร้านสะดวกซื้อ เพราะสมองรับไม่ไหว”

คลิกเพื่ออ่านต่อที่หน้าถัดไป

เม็ดเลือดขาว

ชาจากเท้าถึงหน้าอก อาการส่ออันตราย

คุณนัทเล่าต่อว่า เวลาแห่งความเครียดผ่านไปนานร่วม 3 เดือน กระทั่งร่างกายและสมองของเธอเริ่มส่งเสียงประท้วงดังขึ้นๆ

“จู่ๆ นัทก็มีอาการชาที่เท้าถึงขาท่อนล่าง แต่ไม่ได้ตกใจอะไร เพราะคิดว่าเราคงนั่งทำงานนานเกินไป สัปดาห์ที่ 2 เริ่มชาไล่มาถึงขาท่อนบนและสะโพก แถมเวลาก้มตัว จะรู้สึกเหมือนไฟช้อตวิ่งขึ้นมาจากเท้าถึงหลัง

“พอสัปดาห์ที่ 3 เท่านั้นแหละ ชาขึ้นมาถึงท้องเลยคราวนี้ การทรงตัวก็เริ่มไม่ดี เดินเซ พื้นลาด เอียงซ้าย เอียงขวา นิ่ม แข็ง ขรุขระ เราก็ไม่รู้สึก เพราะเท้าชาไปหมด แต่ไม่ได้เจ็บปวดอะไร”

ความผิดปกติดังกล่าว ทำให้คุณนัทตัดสินใจไปโรงพยาบาล และเธอก็ถูกส่งตัวไปให้คุณหมอด้านสมองตรวจวินิจฉัย ซึ่งกว่าจะทราบสาเหตุที่แท้จริง อาการชาก็ลามไปถึงหน้าอกของเธอเสียแล้ว

“คุณหมอลองเอาเข็มกลัดมาจิ้มเท้าของนัท ไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วถามว่าเจ็บไหมๆ นัทก็ไม่เจ็บ เอาไฟแช็คมาลนเข็ม แล้วนาบเพื่อให้เรารู้สึกร้อน นัทก็ยังไม่รู้สึกอะไรอยู่ดี”

เมื่อร่างกายไม่มีปฏิกิริยใดๆ ต่อการทดสอบเบื้องต้นของคุณหมอ ขั้นตอนต่อไปก็คือต้องพึ่งเครื่องมือในการวินิจฉัยโรคอย่าง MRI Scan เพื่อตรวจดูความผิดปกติของอวัยวะภายใน

“ตลอดเวลา 2-3 ชั่วโมงในเครื่อง MRI นัทรู้สึกเหมือนตายไปแล้วรอบนึง เพราะต้องนอนนิ่งๆ ห้ามกระดุกดิกเลย พอออกมา หมอบอกว่าแอดมิทได้เลย เพราะพบจุดอักเสบในสมองนัทประมาณ 10 กว่าจุด รวมถึงในไขสันหลังด้วย”

เม็ดเลือดขาวทำลายตัวเอง

โรคหายาก โรคหายยาก

คำวินิฉัยของคุณหมอในวันนั้นชี้ชัดว่า คุณนัทป่วยเป็นโรคร้ายที่น้อยคนจะมีโอกาสเป็น ซึ่งนอกจากจะไม่มีทางรักษาให้หายขาดแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเสียชีวิตไม่แพ้โรคมะเร็งอีกด้วย

“คุณหมอถามคำแรกว่า คุณรู้จักโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune) ไหม นัทก็อึ้งๆ ถามกลับไปว่า โรคพุ่มพวงหรอคะ ซึ่งคุณหมออธิบายว่า โรคที่นัทเป็นไม่ใช่โรคพุ่มพวงเป๊ะๆ นะ แต่เป็นอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า โรค MS (Multiple Sclerosis) ซึ่งในกรณีของนัท สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากความเครียด

“คือแทนที่เม็ดเลือดขาวจะสู้กับเชื้อโรคเพื่อปกป้องเรา แต่กลับไปทำลายปลอกหุ้มเส้นประสาทในสมองกับไขสันหลัง ซึ่งเป็นตัวส่งสัญญาณความรู้สึกระหว่างอวัยวะต่างๆ ไปถึงสมอง นัทจึงมีอาการชา ไม่รู้สึกอะไรเลย”

คุณนัทเล่าว่า แม้สิ่งที่ได้ยินจากปากคุณหมอ จะทำให้ทรมานใจไม่น้อย แต่ขั้นตอนการรักษานับจากนั้น กลับทำให้เธอทรมานยิ่งกว่า

“นัทถูกฉีดสเตียรอยด์เข้าเส้นเลือดทันที 1 ขวดน้ำเกลือเล็กๆ แต่ปริมาณเท่ากับสเตียรอยด์ 200 เม็ด ให้แบบนี้ทุกวัน วันละ 1 ขวด จบครบ 5 วัน เพื่อลดการอักเสบภายในร่างกาย ทุกครั้งที่ยาวิ่งผ่านเส้นเลือดแต่ละจุด นัทเจ็บจนน้ำตาไหลแต่ก็ต้องอดทน”

เมื่อรับยาจนครบคอร์ส การอักเสบและอาการชาตามร่างกายของคุณนัทจึงค่อยๆ ทุเลาลง คุณหมอจึงอนุญาตให้เธอกลับบ้านได้ แต่ยังคงต้องกินยาสเตียรอยด์ ยาแก้ซึมเศร้า และยานอนหลับร่วมด้วย

คลิกเพื่ออ่านต่อที่หน้าถัดไป

 

เม็ดเลือดขาว

ดื่มน้ำผักผลไม้ บ๊ายบายยากองโต

สภาพร่างกายที่แข็งแรงจากการพึ่งพายาของคุณนัทคงอยู่ได้เพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นอาการชาตามร่างกายของเธอก็ค่อยๆ กำเริบขึ้น และแน่นอนว่าอานุภาพความรุนแรงของยาจึงมีมากตามไปด้วย

“ผลข้างเคียงของยา ทำให้นัทตัวบวม ขาสองข้างใหญ่ไม่เท่ากัน แน่นหน้าอก ปวดหัวตลอดเวลา เดือนเดียวน้ำหนักขึ้นมา 10 กิโลกรัม ที่รุนแรงที่สุดคือ ตื่นขึ้นมาแล้วลุกไม่ขึ้น ขยับไม่ค่อยได้ กว่าจะลุกขึ้นนั่ง เดินแบบซอมบี้ได้ใช้เวลาเป็นชั่วโมง ทำให้เราคิดว่า ไม่ไหวแล้วนะ ชีวิตมาถึงช่วงวิกฤติแล้ว เลยตัดสินใจไปหาคุณหมอ และขอหยุดยาเคมีทั้งหมดทันที”

หลังจากตัดสินใจแน่วแน่ คุณนัทจึงเริ่มค้นคว้าและศึกษาข้อมูลการรักษาโรคทั้งจากเว็ปไซต์ ตำราทางการแพทย์ และหนังสือทั้งของไทยและต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือหนังสือของคุณหมอท่านหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง รักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันไม่ได้ผล จึงปรับเปลี่ยนตัวเองหันมากินอาหารอินทรีย์และรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ ทำให้หายขาดจากโรคร้ายดังกล่าว

“คุณหมอท่านนั้นเขียนไว้ในหนังสือว่า เขาหันมาดื่มน้ำผักและผลไม้ปั่นละเอียดวันละ 4-6 แก้วร่วมกับกินอาหารอินทรีย์และกินผักผลไม้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เพื่อเยียวยาตนเองจากโรคมะเร็งปอดระยะที่ 3

และผลจากการกินอาหารที่มีเส้นใยสูงทุกวันติดต่อกันนาน 9 เดือนช่วยให้เขาหายขาดจากโรคมะเร็ง”

“นัทนำวิธีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง อย่างสมดุล ไม่สุดโต่ง โดยทุกๆ วัน จะดื่มน้ำผักเขียวครึ่งลิตร เช่น วันนี้ดื่มน้ำใบย่านาง พรุ่งนี้ดื่มน้ำใบบัวบก อีกวันดื่มน้ำกวางตุ้ง สลับกันไป และดื่มน้ำผลไม้อีกครึ่งลิตร รวมๆ แล้ววันละประมาณ 1 ลิตร โดยจะดื่มช่วงกลางวันนิดหน่อย และดื่มเยอะช่วงก่อนนอน เพราะเป็นเวลาที่ร่างกายนำสารอาหารไปซ่อมแซมส่วนต่างๆ ได้ดีค่ะ”

นอกจากวิธีเอาชนะโรคร้ายที่ไม่ต่างไปจากแนวทางของชีวจิตนัก สาวสวยยังพยายามเลือกกินอาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดของตัวเองด้วย

“นัทมีเลือดกรุ๊ปโอ ถ้าดื่มนมวัวหรือกินแป้งสาลีมากจะทำให้อ้วน มีไขมันส่วนเกินที่ลดยาก ฉะนั้นก็ต้องพยายามไม่กิน หันมาดื่มนมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์แทน ถ้ากินอาหารที่มีกากใยเยอะๆ จะรู้สึกว่าอาหารไม่ย่อย ไม่สบายท้อง ก็กินแค่ในปริมาณที่พอเหมาะ หรือใช้วิธีคั้นน้ำแยกกากแล้วดื่มแทน”

ไม่เพียงแต่ปรับการกินให้เหมาะสมกับร่างกาย และหมั่นดื่มน้ำผักผลไม้แล้ว การออกกำลังกายก็เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพของผู้หญิงคนนี้เช่นกัน

“นัทบ้าพลัง ชอบเข้ายิม ถ้าไม่มีเวลาก็จะจัดหนักสัปดาห์ละครั้ง เวตเทรนนิ่งประมาณ 1-2 ชั่วโมง และคาร์ดิโออีก 1 ½ – 1 ชั่วโมง หรือตื่นเช้ามาก็จะโยคะเพื่อยืดเหยียดร่างกายบ้าง

“ที่สำคัญเหนืออื่นใด ต้องพยายามไม่เครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าลืมว่าสมองควบคุมร่างกาย นัทไม่สบายก็เพราะนัทเครียด นัทหายก็เพราะนัทเลิกเครียด ง่ายๆแค่นี้เองค่ะ”

เพราะดูแลสุขภาพกายใจอย่างสมดุล ทุกวันนี้โรคร้ายจึงยอมยกธงขาวให้กับคุณนัทอย่างง่ายดาย แถมร่างกายของเธอยังแข็งแรงขึ้นอีกเป็นกองซะด้วยนะ

 

ข้อมูลจาก : นิตยสารชีวจิต ฉบับที่ 438

 

keyboard_arrow_up