“ปวดประจำเดือน” เพราะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

“ปวดประจำเดือน” เพราะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
“ปวดประจำเดือน” เพราะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

อาการ ปวดประจำเดือน อาจเป็นเพียงเรื่องกวนใจเล็กน้อยที่ผู้หญิงต้องเผชิญทุกๆ เดือน แต่อย่างไรก็ตาม ควรใส่ใจสังเกตและจดบันทึก เพื่อจะได้ทราบทันทีที่รอบเดือนผิดปกติ อันเป็นสัญญาณบอกโรคร้ายได้

คุณติ๊ก บุศยมาศ โลหนนท์ อายุ38 ปี ผู้ช่วยผู้จัดการด้านการตลาด บริษัทเอกชนในเครือธุรกิจการบินชั้นนำแห่งหนึ่งของทวีปเอเชีย แม้จะประสบความสำเร็จในงาน แต่เธอก็มีปัญหาสุขภาพเรื้อรังอย่างหนึ่ง นั่นคือ อาการปวดประจำเดือน ต่อมาก็รู้ว่าเกิดจาก “ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่”

…เราจึงยกเรื่องราวของเธอ ไว้เป็นแนวทางสังเกตความผิดปกติของรอบเดือนสำหรับคุณผู้หญิงทุกคนค่ะ

ปวดประจำเดือน

ขาปวดประจำห้องพยาบาล

คุณติ๊ก เริ่มต้นเล่าอาการปวดแบบผู้หญิงๆ ของเธอว่าเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นและเริ่มมีประจำเดือนเธอมีอาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงและยาวนานกว่าเพื่อนๆ ร่วมชั้น หากวันที่ประจำเดือนมาเป็นวันเสาร์อาทิตย์ก็โชคดีไปเพราะจะได้นอนพักตลอดวัน แต่ถ้าเป็นวันจันทร์ถึงศุกร์ที่ต้องไปโรงเรียน เธอระบุชัดว่าต้องขอลาไปนอนพักที่ห้องพยาบาลเสมอ

“สมัยเรียนมัธยม ติ๊กเป็นขาประจำห้องพยาบาลเลยค่ะ ประจำเดือนมาทีไรต้องไปขอยาแก้ปวดกินและนอนพักที่ห้องพยาบาลเพราะเราทำกิจกรรมอะไรไม่ได้เลย ปวดมากต้องนอนพักอย่างเดียว แต่เมื่อกินยาแล้วนอนพัก ก็จะรู้สึกดีขึ้นนะคะ

“ต่อมา เมื่อเรียนระดับมหาวิทยาลัย อาการปวดก็เพิ่มมากขึ้น จากที่เคยกินยาแก้ปวดอย่าง พาราเซตามอล เพียง 2 เม็ดแล้วหาย ก็ต้องเพิ่มปริมาณยาเป็น 3 เม็ด คราวนี้ติ๊กเริ่มกังวลใจแล้วว่า เราเป็นโรคอะไรหรือเปล่า”

คุณติ๊กจึงไปปรึกษาน้าชายซึ่งเป็นแพทย์และได้รับคำแนะนำให้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งด้วยวิธีอัลตราซาวด์ โดยได้รับการวินิจฉัยว่า มดลูกมีรูปร่างผิดปกติเป็นสาเหตุทำให้เธอปวดประจำเดือนมากกว่าผู้หญิงส่วนใหญ่แต่ยังโชคดีที่ไม่ใช่เนื้องอกในมดลูกซึ่งคุณหมอก็แนะนำให้รักษาตามอาการโดยกินยาแก้ปวดไปก่อน

ผลการตรวจวินิจฉัยครั้งแรกทำให้เธอปลงว่า ตนเองต้องเผชิญกับอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงเช่นนี้ไปจนกว่าจะถึงวัยหมดประจำเดือน

คลิกเพื่ออ่านต่อหน้าถัดไป

ยิ่งปวดยิ่งเพิ่มขนาดยา…สัญญาณเตือนโรคร้าย

ต่อมา เมื่อคุณติ๊กเรียนจบระดับปริญญาตรีและทำงานได้ 2 ปี อาการปวดประจำเดือนก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเธอเล่าถึงรายละเอียดอันน่าตกใจว่า

“ติ๊กมักมีอาการปวดประจำเดือนมากๆ ในช่วงหนึ่งถึงสามวันแรก วันที่รอบเดือนซึ่งอาการปวดเกิดขึ้นไม่แน่นอนเลยค่ะทำให้รู้สึกแย่เพราะไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าจะมีอาการปวดมากๆ วันไหนบ้างตรงนี้เริ่มกระทบกับงาน และส่วนใหญ่ในช่วงระยะ 3 วันจะมีรอบเดือนมากอยู่แล้ว”

ด้วยความที่เป็นคนรักงาน เมื่ออาการปวดประจำเดือนที่เป็นส่งผลกระทบต่อการงานคุณติ๊กจึงเริ่มไม่สบายใจอีกทั้งการต้องเปลี่ยนชนิดยาและขนาดยาที่กิน จากช่วงวัยรุ่นที่กินยาพาราเซตามอล แล้วเปลี่ยนมากินยาแก้ปวดประจำเดือนซึ่งต้องเพิ่มจำนวนจาก 1 เม็ด เป็น 2 เม็ด และ 3 เม็ด ในที่สุด

สุดท้าย เมื่อกินยาแก้ปวดประจำเดือน 3 เม็ดก็ไม่สามารถบรรเทาอาการปวดได้คุณติ๊กจึงเปลี่ยนไปกินยาแก้ปวดชนิดหนึ่งที่ออกฤทธิ์รุนแรง เนื่องจากเคยไปผ่าฟันคุด แล้วได้รับกินยาชนิดนี้มากิน แล้วทำให้อาการปวดประจำเดือนหาย หลังๆ เธอจึงไปซื้อยาชนิดนี้มากินเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ ช่วงแรกกินขนาด 400 มิลลิกรัม 1 เม็ด แล้วอาการดีขึ้น หลังจากนั้นต้องกิน 2 เม็ด อาการปวดจึงทุเลาลง

ปวดประจำเดือน

ด้วยเหตุที่อาการปวดกำเริบขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดการเพิ่มขนาดยาก็ไม่สามารถหยุดอาการปวดได้ คุณติ๊กจึงตัดสินใจไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งที่สอง เพื่อหาคำตอบว่า แท้จริงแล้วอาการปวดประจำเดือนที่เธอเผชิญอยู่มีหนทางรักษาและแก้ไขด้วยวิธีอื่นๆ อีกหรือไม่

คราวนี้คุณหมอท่านที่สองวินิจฉัยว่า เธอเป็นเนื้องอกในมดลูกและต้องผ่าตัดทันทีโดยไม่มีทางเลือก เมื่อคุณติ๊กพยายามสอบถามถึงชื่อโรคและแนวทางรักษาอื่นๆ ก็ไม่ได้รับคำตอบและข้อมูลเชิงลึกเท่าที่ควร

เพื่อให้ได้ข้อมูลในการรักษาที่ถูกต้อง คุณติ๊กจึงคิดว่าเธอจำเป็นต้องไปตรวจวินิจฉัยโดยละเอียดนับเป็นการตรวจครั้งที่ 3 เพื่อให้ได้คำตอบว่าแท้จริงแล้วอาการปวดประจำเดือนรุนแรงของเธอ เกิดจากสาเหตุใดกันแน่ ซึ่งหญิงสาวเล่าว่า

“คุณหมอท่านที่ 3 บอกว่า ผลตรวจดูไม่ค่อยดีเลย มีซีสต์อยู่ตามผนังมดลูก คล้ายอาการภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Adenomysis) และแนะนำว่าควรจะผ่าตัดโดยอธิบายว่า ซีสต์ขนาดใหญ่สุดของเรา คือ 10 เซนติเมตร ขณะที่ซีสต์ส่วนใหญ่ที่แพทย์เคยตรวจพบมักมีขนาดเพียง 5 เซนติเมตรเท่านั้น”

เมื่อเธอทราบแน่ชัดว่า การปวดประจำเดือนที่เป็นอย่างต่อเนื่องและมีอาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่วัยรุ่นมาจนถึงวัยทำงานซึ่งเป็นเวลานานกว่า 15 ปี คืออะไร จึงทำให้เดินหน้าเพื่อรักษาสุขภาพต่อทันที

คลิกเพื่ออ่านต่อหน้าถัดไป

ผ่าตัดไส้ติ่ง…กระทบสุขภาพมดลูก

ในปี พ.ศ.2545 เป็นปีที่เธอเข้ารับการผ่าตัดครั้งแรกด้วยการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ซึ่งทำให้ทราบว่า มีผังผืดในช่องท้องจำนวนมากจนทำให้มดลูกมีรูปร่างผิดปกติไป โดยคุณหมออธิบายว่า ผังผืดนั้นอาจเกิดจากการผ่าตัดไส้ติ่งที่มีการอักเสบและติดเชื้อรุนแรงเมื่อครั้งที่คุณติ๊กเป็นเด็กชั้นประถม เนื่องจากผลของการผ่าตัดทำให้ผนังภายในช่องท้องเกิดพังผืดและส่งผลให้การเจริญของมดลูกผิดปกติ

เมื่อเป็นวัยรุ่น เธอจึงปวดประจำเดือนมากกว่าคนอื่นที่สำคัญ แพทย์ประจำตัวได้เตือนว่า การกินยาแก้ปวดในปริมาณมากๆ ก็ส่งผลต่ออวัยวะสำคัญ เช่น ตับและไต ได้ ดังนั้น การรักษาด้วยการผ่าตัด จึงจำเป็นสำหรับคุณติ๊กและมีการผ่าตัดครั้งที่ 2 ตามมาอีกครั้งในปีพ.ศ.2557

หลังจากนั้น แพทย์แนะนำให้เธอรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมนบำบัดและต้องไปฉีดที่โรงพยาบาลทุกๆ 1 เดือน ซึ่งเป็นขนาดยาสูงสุดที่ใช้รักษาภาวะดังกล่าว และมีผลข้างเคียงทำให้ผิวแห้งและน้ำหนักขึ้น

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว แพทย์จึงแนะนำให้ลองใส่ห่วงอนามัยแทน แต่ร่างกายของเธอกลับมีปฏิกิริยาขับห่วงอนามัยออกขณะมีประจำเดือน โดยมีอาการปวดประจำเดือนเฉียบพลันและมีทั้งประจำเดือนและลิ่มเลือดออกมาเป็นจำนวนมากแพทย์จึงตัดสินใจแนะนำให้กลับมารักษาด้วยฮอร์โมนบำบัดต่อไป

ทุกวันนี้ คุณติ๊กมีแนวทางดูแลสุขภาพ คือ ออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน กินอาหารคลีน จำกัดอาหารในกลุ่มแป้ง พักผ่อนให้เพียงพอ และหากิจกรรมผ่อนคลายเพื่อลดความเครียดที่อาจส่งผลให้ปวดประจำเดือนมากขึ้น เช่น ออกไปเดินเล่นกับสุนัขที่เลี้ยงไว้

คลิกเพื่ออ่านต่อหน้าถัดไป

สุดท้าย คุณติ๊ก ฝากว่า อยากให้ผู้หญิงทุกคนใส่ใจกับอาการปวดประจำเดือน จำนวนวัน และปริมาณของการมีรอบเดือนของตนเอง ถ้าจะให้ดีควรมีการจดบันทึกเพื่อให้ทราบถึงอาการผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆสุดท้าย หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดประจำเดือนเฉียบพลัน มีปริมาณเลือดออกมาก หรือ มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ผิดปกติดออกมาด้วย ควรรีบไปพบสูตินรีแพทย์ทันที

ส่วนเรื่องวิธีการรักษานั้นเธอแนะนำว่า ขอให้เลือกแนวใดแนวทางหนึ่งให้ชัดเจน หากมีการใช้การแพทย์ทางเลือกหรือสมุนไพรก็ควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ก่อนทุกครั้ง

ปวดประจำเดือน

สรุปว่า เกิดเป็นผู้หญิงต้องใส่ใจสังเกตความผิดปกติของรอบเดือนอย่างสม่ำเสมอค่ะ

***เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่คืออะไร***

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ กำธร พฤกษานานนท์ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยและคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า

ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่(Endometriosis interna)หรือ (Adenomyosis) เกิดจากการที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปขึ้นแทรกอยู่ระหว่างกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้มดลูกโตคล้ายมีเนื้องอกในมดลูก ปัจจุบัน ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดอธิบายว่า โรคดังกล่าวเกิดจากประจำเดือนที่ไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องและอุ้งเชิงกราน

แม้เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นกับผู้หญิงส่วนใหญ่ แต่มีน้อยรายที่จะพัฒนาไปจนเกิดภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ โดยพบหลักฐานความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันทั้งแบบเซลล์และแบบน้ำเหลืองด้วย

ตามสถิติแล้ว ผู้หญิงไทยวัยเจริญพันธุ์ร้อยละ 5-10 มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และมีอาการปวดประจำเดือนรุนแรง นอกจากนี้ยังพบอาการดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 30 ของสตรีที่มีบุตรยาก

 

keyboard_arrow_up