6 ยาปฏิชีวนะ ธรรมชาติ กินสยบเชื้อดื้อยา

ยาปฏิชีวนะ
ยาปฏิชีวนะ

ยาปฏิชีวนะ ธรรมชาติ กินสยบเชื้อดื้อยา

การกิน ยาปฏิชีวนะ พร่ำเพรื่ออาจเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะเชื้อดื้อยา ประกาศเตือนจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ทุกประเทศทั่วโลก

รายงานการวิจัยของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พบคนไทยเกิดภาวะเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะมากกว่า 1 แสนคน เสียชีวิตมากกว่า 3 หมื่นคน และต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้นกว่า 1 ล้านวัน

ทราบแล้วควรหยุดการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น เพราะหากร่างกายติดเชื้อดื้อยาขึ้นมา จากโรคธรรมดาอาจกลายเป็นโรคร้ายแรงที่ไม่มีทางรักษา

เจ็บนิด ไม่สบายหน่อย อย่าเพิ่งเรียกหายา ลองหันมองรอบตัว จะพบว่าพืชผักสมุนไพรธรรมชาติก็สามารถช่วยแก้อาการให้หายเร็วขึ้นได้ไม่แพ้ยาสังเคราะห์

 

น้ำผึ้งแท้ แน่กว่ายาแก้ไอ

น้ำผึ้งแท้ใช้แก้ไอได้ผลดีกว่ายาแก้ไอที่วางขายทั่วไป

Journal of Alternative and Complementary Medicine (New York, N.Y.) ให้ความกระจ่างด้วยการชวนคุณพ่อคุณแม่จูงมือเด็กชายและเด็กหญิง 139 คน อายุตั้งแต่ 2 – 5 ขวบ ซึ่งมีอาการไอจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนเข้าร่วมการทดลองโดยเด็ก ๆ กลุ่มแรกจะได้รับน้ำผึ้งก่อนนอนวันละ 2.5 มิลลิลิตร ส่วนกลุ่มที่เหลือจะได้รับยาแก้ไอ คือ เดกซ์โทรเมทอร์แฟน (Dextromethorphan) หรือไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine)

ผลการทดลองพบว่า กลุ่มเด็กที่ได้รับน้ำผึ้งแทนยาแก้ไอ มีอาการไอน้อยลงและนอนหลับสนิทกว่ากลุ่มที่ได้รับยาแก้ไอทั้งสองชนิด

แม้แก้ไอได้ผลชะงัด แต่น้ำผึ้งไม่เหมาะสำหรับผู้แพ้เกสรดอกไม้และเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ เพราะน้ำผึ้งอาจทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ระบบหายใจล้มเหลว และมีอันตรายถึงชีวิตได้

ยาปฏิชีวนะ กระเทียม

กระเทียม หายหวัดเร็ว แก้คัดจมูก

อาการหวัด คัดจมูก เกิดขึ้นได้เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง แต่หากมีอาการบ่อยครั้ง แนะให้ลองเปลี่ยน จากการกินยาเม็ดเป็นกระเทียมสดในมื้ออาหาร

เพราะสารอัลลิอิน (Alliin) จะเปลี่ยนเป็นสารอัลลิซิน (Allicin) เมื่อกลีบกระเทียมถูกบดหรือเคี้ยว ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค

ทั้งมีสรรพคุณช่วยให้หายหวัดและฟื้นไข้ได้เร็วขึ้นดังงานวิจัยจากวารสารทางการแพทย์ Advances in Therapy พบว่า ผู้ใหญ่ที่ได้รับสารอัลลิซิน (สกัดจากกระเทียม) วันละ 180 มิลลิกรัม มีความถี่ในการป่วยเป็นไข้หวัดลดลง หรือหากป่วยจะมีอาการรุนแรงน้อยกว่าและฟื้นไข้เร็วกว่าผู้ที่ไม่ได้รับสารอัลลิซิน

นายแพทย์ริชาร์ด นาฮาส (Richard Nahas) ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัว มหาวิทยาลัยออตตาวา (University of Ottawa) ประเทศแคนาดาแนะนำว่า จำเป็นต้องมีการศึกษายืนยันถึงปริมาณสารสกัดจากกระเทียมที่ควรกิน แต่สำหรับการกินกระเทียมสดมีความปลอดภัยมากกว่า โดย 1 กลีบ มีสารอัลลิซิน 5 - 9 มิลลิกรัม

นอกจากนี้หากปรุงอาหารด้วยกระเทียมหรือกินสดครั้งละ 7 กลีบ พร้อมมื้ออาหารทุกวัน สามารถลดอาการคัดจมูกได้อีกด้วย

สำหรับใครที่กังวลว่าจะมีกลิ่นปากหลังกินกระเทียมแนะนำให้เคี้ยวเมล็ดผักชี ใบฝรั่ง หรือมะนาวฝานชิ้นเล็ก ๆ จิ้มเกลือ ตบท้ายมื้ออาหารเพื่อดับกลิ่นปาก

 

ชาเขียว แก้ปากเหม็น ต้านเชื้อไวรัส

ดื่่มชา 1 แก้ว ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น แถมช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัสก่อโรคไปพร้อมกัน

ดร.มิลตัน ชิฟเฟนบาวเออร์ (Milton Schiffenbauer) นักจุลชีววิทยามหาวิทยาลัยเพส (Pace University) ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดห้องวิจัยทดสอบประสิทธิภาพชาเขียวกับแบคทีเรียก่อโรคหลายชนิด ผลปรากฏว่าชาเขียวสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฟันผุและคออักเสบ สาเหตุหนึ่งของปัญหากลิ่นปาก

แถมพบว่า หากผสมชาเขียวในยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการยับยั้งแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งเป็นสาเหตุของกลิ่นปากและการอักเสบภายในช่องปากได้

ชาวญี่ปุ่นรู้ถึงสรรพคุณนี้มานาน ทั้งให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ชาเขียวช่วยต้านเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้อีกด้วย ดังรายงานจาก The Journal of Nutrition ที่ระบุว่า ชาวญี่ปุ่นกว่า 2,000 คนที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำวันละ 1 - 5 แก้ว เสี่ยงติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่ม

ทั้งมีข้อมูลจากมหาวิทยาลัยยอนเซ (Yonsei University) ประเทศเกาหลีใต้ ร่วมยืนยันว่า หากไม่ดื่มก็สามารถนำชาเขียวมาทำความสะอาดมือ และผิวหนังแทนยาฆ่าเชื้อสำหรับป้องกันเชื้อไข้หวัดใหญ่ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดได้

ยาปฏิชีวนะ ชาเขียว

น้ำมันมะพร้าว ขจัดรังแค ช่วยผมสวย

หากใครเปลี่ยนแชมพูมาหลายยี่ห้อแล้วยังไม่วายถูกรังแครังควานใจอย่าเพิ่งมองหายาแรง ลองใช้น้ำมันมะพร้าวที่ว่ากันว่ามีฤทธิ์ช่วยทำลายเชื้อโรคมากกว่ายาปฏิชีวนะค่ะ

กลุ่มงานพัฒนาวิชาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร สถาบันการแพทย์แผนไทย สรุปข้อมูลการประชุมวิชาการเรื่อง “บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อสุขภาพและความงาม” ไว้ตอนหนึ่งได้อย่างน่าสนใจ

“ถ้าย้อนไปในสมัยบรรพบุรุษของไทย เราใช้น้ำมันมะพร้าวบำรุงสุขภาพและเสริมความงาม เช่น ใช้น้ำมันมะพร้าวทาผิวไม่ให้กร้านแดดและเหี่ยวย่น ตลอดจนใช้น้ำมันมะพร้าวชโลมผมให้ดกดำเงางาม”

ทั้งนี้ยังให้ข้อมูลว่า โมโนลอริน (Monolaurin) ในน้ำมันมะพร้าวมีประสิทธิภาพดีกว่ายาปฏิชีวนะที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ โปรโตซัว และไวรัสได้ ไม่เป็นพิษต่อมนุษย์ และไม่ทำร้ายแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในลำไส้

แถมมีสรรพคุณช่วยขจัดเชื้อโรค รังแคบนหนังศีรษะ รักษาสุขภาพของหนังศีรษะ และบำรุงเส้นผมให้แข็งแรงเงางามไปพร้อมกัน

สำหรับวิธีบำรุงหนังศีรษะขจัดรังแค สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยชโลมน้ำมันมะพร้าวให้ทั่วหนังศีรษะทิ้งไว้ 2 – 3 ชั่วโมง จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาดและสระผมด้วยแชมพูสูตรอ่อนโยน ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง อาการคันศีรษะและรังแคจะลดลง

 

กะหล่ำปลีเขียว รักษาแผลในกระเพาะ

กะหล่ำปลีสีเขียว 100 กรัม ให้วิตามินซีสูงถึง 36.6 มิลลิกรัม คิดเป็นร้อยละ 61 ของความต้องการใน 1 วัน มีประโยชน์ในการช่วยลดการอักเสบและติดเชื้อ นอกจากนี้ The Journal of Food Science ยังพบว่ากะหล่ำปลีเขียวมีคุณสมบัติช่วยต้านแบคทีเรียหลายชนิดอีกด้วย

วารสาร California Medicine ให้ข้อมูลสนับสนุนว่า กะหล่ำปลีสีเขียวช่วยรักษาแผลในระบบทางเดินอาหารได้ โดยให้ผู้ป่วยดื่มน้ำคั้นกะหล่ำปลีวันละ 2 แก้ว (แก้วละ 500 มิลลิลิตร) ในเวลา 10.00 น. และเวลา 14.00 น. ควบคู่กับการกินอาหารที่ปรุงสุกสะอาด

หลัง 7 วันพบว่า ผู้ป่วยที่มีแผลในกระเพาะอาหาร (Peptic Ulcer)มีอาการดีขึ้น หายเร็วกว่าการรักษาทั่วไปถึง 35 วัน ในขณะที่ผู้ป่วยที่มีแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenal Ulcer) มีอาการดีขึ้นใน 10 วันเร็วกว่าการรักษาแบบเดิมถึง 27 วัน

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังโดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ (Hypothyroidism) เพราะมีรายงานที่ระบุว่า กะหล่ำปลีดิบจะมีสารที่ชื่อ กอยโตรเจน (Goitrogen) ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์ ทำให้ร่างกายนำไอโอดีนในเลือดมาใช้ได้น้อยกว่าปกติ หากกินปริมาณมากต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้ต่อมไทรอยด์โตเกิดโรคคอพอก (Goiter)

ยาปฏิชีวนะ กะหล่ำปลี

ว่านหางจระเข้ ลดอักเสบ รักษาแผลไฟไหม้

บาดแผลพุพองจากความร้อนหายได้โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น เพียงรู้จักเลือกใช้สมุนไพรใกล้ตัว

เบื้องต้นให้วางผ้าชุบน้ำเย็นบริเวณแผล หรือแช่แผลในนํ้าเย็นที่สะอาด เพื่อลดอาการปวดแสบ ปวดร้อน ประมาณ 10 นาที หรือจนกว่าอาการปวดจะลดลง จากนั้นพอกวุ้นว่านหางจระเข้บริเวณแผล จะช่วยลดอาการอักเสบและทำให้แผลหายเร็ว

ทั้งนี้ก่อนใช้ควรล้างน้ำยางสีเหลืองของวุ้นว่านหาง-จระเข้ออกจนหมด และเพื่อประสิทธิภาพที่ดีควรใช้ภายใน 6 ชั่วโมงหลังปอกเปลือก

หากกลัวเกิดอาการแพ้ แนะให้ทดสอบโดยการทาน้ำเมือกที่ได้จากวุ้นว่านหางจระเข้บริเวณโคนหู ทิ้งไว้สักครู่ หากเกิดการระคายเคืองหรือมีผื่นแดงขึ้นแสดงว่าแพ้ ไม่ควรใช้

นอกจากใช้ประโยชน์ในครัวเรือน สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า มีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการใช้วุ้นว่านหางจระเข้กับยาทาแผลป้องกันการติดเชื้อซิลเวอร์ ซัลฟาไดอาซีน (Silver Sulfadiazine) เพื่อรักษาแผลไฟไหม้ของผู้ป่วยในโรงพยาบาล

พบว่า วุ้นว่านหางจระเข้สามารถรักษาผู้ป่วยแผลไฟไหม้ระดับ 2 (มีแผลไฟไหม้บนร่างกายน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์) ได้ดีกว่า ช่วยให้แผลหายเร็วกว่าการรักษาด้วยยา โดยกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยวุ้นว่านหางจระเข้แผลจะหายภายใน 11 – 15 วัน ในขณะที่อีกกลุ่มใช้เวลา 14 – 18 วัน

อาการไม่สบายเล็กน้อยให้พลังธรรมชาติช่วยรักษา แต่หากรุนแรงเกินเยียวยา ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาตามขั้นตอนต่อไปค่ะ

 

จาก คอลัมน์มื้อสุขภาพ นิตยสารชีวจิต ฉบับ 380 (1 สิงหาคม 2557)


บทความน่าสนใจอื่นๆ

เช็ก 9 อาการแพ้ยาปฏิชีวนะ

พฤติกรรมการ ใช้ยา แบบผิดๆ ที่อาจตายได้

Better Choice ตัวช่วยแทนการกินยาแก้แพ้ ยาแก้อักเสบ

keyboard_arrow_up