เตือนภัย! ท้องร่วง โรคที่มากับหน้าร้อน (พร้อมวิธีรับมือ)

ท้องร่วง,ท้องเสีย,อาหารเป็นพิษ
ท้องร่วง,ท้องเสีย,อาหารเป็นพิษ

ท้องเสียหน้าร้อน ท้องร่วงช่วงซัมเมอร์ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

อาการท้องร่วงที่มากับฤดูกาล หรือ ท้องเสียหน้าร้อน มักเป็นหนึ่งในอาการเจ็บป่วยที่พบบ่อยขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม เราจึงขอหยิบยกเรื่องนี้มาให้ความรู้แก่ผู้อ่านถึงวิธีการรับมือและป้องกัน เมื่อเข้าสู่ฤดูของมันกันดีกว่า

ท้องร่วง,ท้องเสีย,อาหารเป็นพิษ

สาเหตุและอาการของโรค “ท้องร่วง”

โรคท้องร่วงเกิดจากเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสโปรโตซัว ซึ่งทำให้เรามีอาการถ่ายเหลวเป็นมูกเลือดอาเจียน และมักมีอาการปวดท้องรุนแรงร่วมด้วย หรือเรียกกันว่าอาหารเป็นพิษ

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่อทั่วไป อธิบายถึงสาเหตุกับอาการของโรคว่า

“ถ้าอุจจาระร่วงหรือท้องร่วงในเชิงการแพทย์ จะตีความว่าถ่ายเหลว 3 ครั้ง หรือบางครั้งกึ่งเหลวและเป็นน้ำมากกว่า ปกติ 3 ครั้ง ภายใน 24 ชั่วโมง แต่ถ้าถ่ายเป็นน้ำไหลโจ๊กครั้งเดียวก็ถือว่าท้องร่วงนี่คือนิยาม

“และมักจะเกี่ยวเนื่องกับอาหารเป็นพิษ ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นจากการกินอาหารเข้าไปแล้วมีอาการ บางคนก็เร็ว ไม่กี่ชั่วโมง บางคนอาจนานประมาณ 24 ชั่วโมง อาการของอาหารเป็นพิษที่เด่น คือจะเกิดขึ้นที่ทางเดินอาหาร คือมีอาการอาเจียน ปวดท้อง และถ่ายเหลว

ที่ผ่านมาในบ้านเราปีหนึ่งพบผู้ป่วยอาหารเป็นพิษประมาณเดือนละ 10,000 ราย เนื่องจากการปรุงอาหารที่ทำให้เกิด อาหารเป็นพิษ ซึ่งบางครั้งจะเชื่อมโยงกับโรคอุจจาระร่วง เราจึงต้องดูสองโรคไปพร้อมๆกัน

ส่วนสาเหตุของการเสียชีวิตที่สำคัญ ก็คือการถ่ายเป็นน้ำ เพราะทำให้ร่างกายเสียน้ำและเกลือแร่ ส่งผลให้เกิดอาการช็อก ชัก และเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ก็ยังมีเชื้อโรคบางสายพันธุ์ที่ทำให้มีอาการรุนแรงจนอาจทำให้เกิด ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ไตวาย

“จริงๆ แล้วโรคนี้สามารถหายได้เอง มีข้อมูลชัดเจนจากองค์การอนามัยโลก ว่าการให้ดื่มผงเกลือแร่ละลายน้ำจะช่วย ลดอัตราการตายลง ส่วนในประเทศไทย จากการที่เรารณรงค์ให้ประชาชนดูแลตัวเองที่บ้านโดยการดื่มน้ำเกลือแร่อัตราการตายก็ลดลงเยอะ” นายแพทย์โอภาสยังได้เล่าถึงสถิติ ผู้ป่วยโรคท้องร่วงล่าสุดในประเทศปี 2552 ว่า

“ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ประเทศเรามีผู้ป่วยประมาณเดือนละ 100,000 คน ถือว่าสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงอะไรมาก ถ้าเทียบกับข้อมูล 10 ปีย้อนหลัง ก็จะพบว่าแนวโน้มของโรคอุจจาระร่วงค่อนข้างคงที่

“แต่ขอบข่ายของโรคนี้ค่อนข้างกว้างขวาง ไม่เฉพาะผู้บริโภคฝ่ายเดียวที่ต้องดูแลตัวเอง ยังต้องดูกันทั้งระบบ แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศ ในทวีปยุโรปกับอเมริกาก็ประสบปัญหา โรคนี้มีข้อมูลขององค์การอนามัยโรค พบว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วแต่ละปี จะมีผู้ป่วยเป็นโรคทางเดินอาหารและน้ำถึงหนึ่งในสามของประชากร จึงถือว่าโรคนี้พบบ่อยเป็นอันดับต้นๆ ของคนทั่วโลก

หน้าร้อน,ท้องเสีย,ท้องร่วง,อาหารเป็นพิษ

ว่าด้วยเรื่องท้องร่วงหน้าร้อน

แม้ว่าโรคท้องร่วงจะเกิดขึ้นได้กับทุกคนตลอดทั้งปี แต่ดูเหมือนว่าในฤดูร้อนจะเป็นช่วงที่หลายคนป่วยเป็นโรคนี้กันมาก ศาสตราจารย์แพทย์หญิง พรรณี ปิติสุทธิธรรม หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายถึงสาเหตุของโรคท้องร่วงที่สัมพันธ์กับฤดูกาลว่า

“ช่วงที่คนท้องเสียกันเยอะคือช่วงหน้าร้อนต่อหน้าฝนบางคนก็เป็นโรคอุจจาระร่วงอย่างเฉียบพลัน รวมไปถึงอาหารเป็นพิษ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะในช่วงหน้าร้อนต่อหน้าฝนจะมีภาวะเปียกแฉะ และร้อนชื้น และยังรวมถึงปัจจัยเรื่อง ความหนาแน่นของประชากร สุขอนามัย และสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีด้วย

“อากาศที่อุ่นขึ้นทำให้อาหารบูดเน่าเร็ว เชื้อโรคก็จะเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ทำให้อาหารเป็นพิษได้ อาหารบางอย่างโดยเฉพาะอาหารทะเลอย่างหอยเชลล์ ต้องระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอุณหภูมิของท้องทะเลหรือโลกร้อนขึ้น ทำให้สาหร่ายในท้องทะเลเติบโตได้เร็วขึ้น แบคทีเรียก็เจริญเติบโตได้มาก ทำให้ปนเปื้อนกับอาหารได้ง่าย

“บริเวณที่มักเกิดโรคส่วนใหญ่จะอยู่ที่ค่ายอพยพทั้งหลาย เพราะเป็นชุมชนหนาแน่น สุขอนามัยไม่ดี และจังหวัดแถบชายทะเล เช่น สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครศรีธรรมราช เพราะมีอาหารทะเลเป็นสาเหตุหลัก”

ส่วนโรคท้องร่วงในหน้าร้อนจะมีการพัฒนาของสายพันธุ์เพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น ศาสตราจารย์แพทย์หญิงพรรณี อธิบายว่า

“จริงๆ มีรายงานถึงสายพันธุ์ใหม่ของเชื้ออหิวาต์ตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งเมื่อก่อน เราเชื่อว่ามีสายพันธุ์เดียวคือ โอ1แต่ เมื่อปี 2535 พบการระบาดในแถบประเทศอินเดียตอนใต้และบังคลาเทศ ตลอดจนพม่าและไทย โดยเป็นสายพันธุ์ที่เรียกว่า โอ139 ซึ่งทำให้เกิดอหิวาตกโรคและท้องร่วงอย่างรุนแรงได้ ทั้งนี้จะอาการมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของ แต่ละคน”

นานาวิธีรักษาและป้องกันท้องเสีย ท้องร่วง

การรักษาดูแล เมื่อป่วยเป็นโรคท้องร่วงแล้ว สิ่งที่ควรปฏิบัติมีดังนี้

1.ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ โออาร์เอส (สูตรขององค์การเภสัชกรรม หรือองค์การอนามัยโลก) ให้จิบทีละนิด แต่บ่อยครั้งในปริมาณที่เท่ากับปริมาณอุจจาระที่ถ่ายออกมาแต่ละครั้ง เพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่ หากเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ควรให้ดื่มครั้งละ1/4-1/2แก้ว โดยใช้ช้อนค่อยๆ ป้อนทีละ 1 ช้อนชา ทุก 1-2 นาที ไม่ควรให้เด็กดูดจากขวดนม เพราะเด็กที่มีอาการขาดน้ำจะกระหายน้ำและดูดอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายดูดซึมไม่ทันจนทำให้อาเจียนและถ่ายมาก ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องอดอาหารหรือนม ควรให้อาหารเหลวบ่อยครั้ง เช่น น้ำข้าวต้มน้ำแกงจืด และนมแม่ สำหรับเด็กที่ดื่มนมผสม อาจผสมนมให้เข้มข้นเหมือนเดิม แต่ลดปริมาณลง และให้สลับกับสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ หากเด็กอายุมากกว่า 2 ปี ควรดื่มครั้งละ 1/2-1 แก้ว โดยดื่มทีละน้อย แต่บ่อยครั้งเมื่ออาการดีขึ้นจึงหยุดดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ และกินอาหารอ่อนย่อยง่าย จะช่วยให้ลำไส้ฟื้นตัวเร็ว

2.หากมีอาการผิดปกติควรรีบนำส่งโรงพยาบาล เช่น ถ่ายหรืออาเจียนไม่หยุดมากกว่า 4 ครั้ง หิวน้ำตลอดเวลา หรือปัสสาวะไม่ออก (แสดงว่าขาดน้ำมาก) หน้ามืด ช็อกหรือหมดสติ มีไข้ ปวดท้องอย่างรุนแรง หรือเวลาถ่ายแล้ว ปวดเบ่งตลอดเวลา (อาการของบิด)

3.ขับถ่ายในสุขภัณฑ์ที่ถูกสุขลักษณะ และล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งหลังการขับถ่าย เนื่องจากอหิวาตกโรคนี้เป็นโรคที่ติดต่อง่ายและแพร่ระบาดได้

4.กำจัดอาเจียนของผู้ป่วย โดยเททิ้งลงในส้วม ราดน้ำให้สะอาด แล้วใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ หรือน้ำยาซักผ้าขาวราดซ้ำ

5.รักษาความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย รวมทั้งซักเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าเช็ดตัวของผู้ป่วยให้ สะอาด และนำไปตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรค

6.ผู้ดูแลใกล้ชิดผู้ป่วยควรหมั่นล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันเชื้อปนเปื้อนจากมือสู่อาหารและ เกิดการติดโรคได้

ข้อห้ามเมื่อท้องร่วง

นายแพทย์โอภาสกล่าวถึงข้อห้ามเมื่อเกิดอาการท้องร่วง ดังนี้

1.ห้ามรับประทานยาฆ่าเชื้อ เพราะบางทีท้องร่วงมีหลายสาเหตุ ไม่ได้เกิดจากเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย แต่อาจเกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งยังไม่มียาฆ่าเชื้อ ดังนั้น การกินยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียลงไปก็ไม่หาย สิ้นเปลืองเงินและอาจทำให้เชื้อดื้อยา

2.ห้ามรับประทานยาหยุดถ่าย การถ่ายเป็นกลไกของร่างกายในการขับเชื้อโรคและของเสียออกจากร่างกาย หากรับประทานยาหยุดถ่ายเข้าไปจะทำให้ลำไส้ทำงานน้อยลง จากเดิมที่ลำไส้เคยบิดตัวเพื่อไล่ของเสียออก ลำไส้ก็จะอยู่ นิ่งๆ ส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโต เข้าสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น

ท้องร่วง,ท้องเสีย,อาหารเป็นพิษ

การป้องกันท่องเสียหน้าร้อน

1.ล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ ศาสตราจารย์แพทย์หญิงพรรณีอธิบายว่า การล้างมือบ่อยๆ จะช่วยลดการแพร่เชื้อท้องเสียระหว่างคนต่อคนได้ ควรล้างด้วยสบู่เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่ปนเปื้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานอาหาร

2.ล้างผักผลไม้ให้สะอาด ต้องล้างผ่านน้ำหลายๆครั้ง หรือแช่ในน้ำเกลือ หรือน้ำผสมเบกกิ้งโซดา

3.แยกอาหารที่เป็นวัตถุดิบกับอาหารที่ปรุงสุกแล้ว เพราะบางครั้ง เนื้อสัตว์หลายชนิดจะปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย จึงควรแยกออกจากกัน (ถ้าจะให้ดีควรงดเนื้อสัตว์ไปเลยดีกว่าค่ะ) การเก็บในตู้เย็นก็ไม่ควรวางปนกัน อาหารที่ปรุงสุกแล้วควรใส่ภาชนะที่ปิดสนิท

4.รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ๆ ที่สำคัญ การปรุงควรถูกต้องตามเกณฑ์ เช่น ถ้าจำเป็นต้องเก็บมารับประทานใหม่ ควรทำให้ร้อนจึงจะปลอดภัย โดยมีวิธีสังเกตง่ายๆ คือ ถ้าน้ำเดือดปุดๆ แสดงว่าอุณหภูมิถึง 100 องศาเซลเซียสแล้ว

5.การเลือกวัตถุดิบที่ถูกสุขลักษณะ ควรเลือกผักผลไม้ที่สดและสะอาด เสียเวลาในการเลือกนานขึ้น แต่สบายใจ เมื่อนำมารับประทาน

6.ล้างภาชนะให้สะอาดทุกครั้ง เช่น เขียงกับมีดต้องล้างให้สะอาดทุกครั้งก่อนใช้งาน และควรใช้ช้อนกลาง ขณะที่รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

7.เก็บอาหารไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส เพราะอุณหภูมิที่เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี คือ 5 -60 องศา เซลเซียส ถ้าต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส เชื้อโรคจะไม่เจริญเติบโตแต่ไม่ตาย เพราะฉะนั้นอาหารที่เราเก็บไว้ในตู้เย็น ควรอุ่นก่อนรับประทานทุกครั้ง

8.ไม่ควรรับประทานอาหารที่ปรุงทิ้งไว้ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่ต้องเดินทางนั่งรถนานๆ เพราะอาหารเหล่านั้นอาจบูดเน่าได้ง่าย

9.ควรลวกหอยแครงอย่างน้อย 1-2 นาที การรับประทานหอยแครงให้อร่อยและปลอดภัย ควรนำไปลวกในน้ำเดือดตามเวลาดังกล่าว ซึ่งจะสามารถฆ่าเชื้อโรคและคงรสชาติไว้ได้

10.ควรต้มน้ำให้สุกทุกครั้งก่อนนำมาดื่ม โดยเฉพาะน้ำดื่มตามตู้กดน้ำ อาจไม่ได้มาตรฐานและมีการปนเปื้อน ของเชื้อโรคได้

อ้างอิงข้อมูลจาก

หน่วยประชาสัมพันธ์?คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

สำนักโรคติดต่อทั่วไป?กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

คุณปิ่นนภ นรเศรษฐพันธุ์ สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

บทความในคอลัมน์เรื่องพิเศษ นิตยสารชีวจิต ฉบับที่ 252


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

รักษาอาการท้องเสียง่ายๆ ที่บ้าน พร้อมเช็กอาการเมื่อไรควรไปหาหมอ

สธ. เตือน ท้องเสีย ห้ามแก้ท้องเสียเร่งด่วน ด้วยเครื่องดื่มชูกำลัง

แก้ท้องเสีย ด้วยสูตรธรรมชาติ

 

keyboard_arrow_up