เทคนิครับมือ 3 สัญญาณอันตรายก่อน หัวใจวาย

หัวใจวาย
หัวใจวาย

สัญญาณอันตรายก่อน หัวใจวาย

หัวใจวาย น่ากลัวใช่ไหม … ไม่ต้องกังวล คุณหมอสันต์มีวิธีป้องกันก่อนหัวใจหยุดเต้นกระทันหัน

เวลเนสคลาส (Wellness Class) ต้องการนำความรู้ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนสุขภาพที่ผมสอนที่เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ (Wellness We Care Center) มาให้ได้เรียนรู้ โดยไม่จำเป็นต้องไปเข้าคอร์สด้วยตัวเอง

ชั้นเรียนแรกเป็นชั้นเรียนที่ชื่ออาร์ดี 1 (RD 1) ฟังชื่อแล้วไม่เก็ตเลยใช่ไหมครับ อาร์ดี 1 ย่อมาจากประโยคเต็มว่า Reversing Disease by Yourself แปลว่า “ชั้นเรียนวิธีพลิกผันโรคด้วยตัวคุณเอง” เลขหนึ่งที่ห้อยท้ายจึงหมายความว่าเป็นบทเรียนแรกหรือครั้งแรก

แรกเริ่ม ชั้นเรียนนี้จัดขึ้นสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) ฟังชื่อแล้วก็ไม่เก็ตเลยเช่นกันใช่ไหมครับ โรคหลอดเลือดแดงแข็ง แปลว่าโรคหลอดเลือดตีบที่เป็นความผิดปกติพื้นฐานของโรคไม่ติดต่อ ยอดนิยมทั้งหลายทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ได้แก่ โรคหัวใจ โรคอัมพาต โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันสูง และโรคอ้วน

คุณลองนึกภาพคอร์สสุขภาพที่นำคนเป็นโรคเหล่านี้ระดับไปไหนไม่รอดแล้วมารวมกัน แบบว่ารายหนึ่งก็บอลลูนไปสองครั้ง บายพาสไปหนึ่งครั้ง หมอจะให้บายพาสอีกสักหนจนบางท่านกว่าจะผูกเชือกรองเท้าได้เรียบร้อยก็ต้องหยุดอมยาเสียก่อนหนึ่งครั้ง ประมาณนี้

เมื่อรวมผู้ป่วยระดับนี้มาเข้าแคมป์กินนอนเพื่อเรียนรู้วิธีดูแลตัวเอง ทั้งการกินอาหาร การออกกำลังกาย และอื่นๆ มันน่าเสียวไส้ไหมล่ะครับ อิอิผมก็เสียวนะ

การเตรียมแคมป์แบบนี้ก็ต้องว่ากันเต็มยศ มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตฉุกเฉินครบเทียบเท่าห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีเครื่องช็อร์ตไฟฟ้า หมอเวชบำบัดฉุกเฉินที่คล่องแคล่วว่องไวอยู่กินนอนประจำร่วมกับผู้ป่วยตลอดคอร์ส มีพยาบาลเวชบำบัดฉุกเฉินที่แก่วัด เอ๊ยไม่ใช่…แก่วอร์ดได้ที่แล้วตามประกบอย่างใกล้ชิด

หัวใจวาย

แต่เชื่อไหมครับ ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามานั้นฟังดูขลังและน่าเลื่อมใสดี แต่แทบไม่มีความหมายอะไรเลย

ที่พูดมาเนี่ยไม่ได้ปรามาสความจำเป็นของการบำบัดฉุกเฉินนะครับ เพราะตัวผมเองก็เป็นหมอที่คร่ำหวอดอยู่กับการช่วยชีวิต การปั๊มหัวใจมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ถึงขั้นเคยได้ร่วมงานกับสมาคมหัวใจอเมริกัน (AHA) พัฒนากระบวนการช่วยชีวิตเรื่อยมาเป็นเวลาร่วมยี่สิบปี และร่วมงานกับสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย พัฒนาระบบการช่วยชีวิตของเมืองไทยขึ้นมาจนเป็นมาตรฐานเดียวกันอย่างทุกวันนี้

แต่ท้ายที่สุดเรามาลงเอยเป็นเอกฉันท์ตรงที่ว่า ในการช่วยชีวิตหรือการฟื้นคืนชีพนี้ไม่มีอะไรสำคัญเท่าการจัดการในระยะก่อนที่หัวใจจะหยุดเต้น (Pre-cardiac arrest management) ซึ่งก็บังเอิญเหลือเกินที่คนทำการจัดการที่ว่านี้ได้ดีที่สุดไม่ใช่หมอเวชบำบัดวิกฤตที่เก่งกาจที่ไหน แต่เป็นตัวคนไข้เอง

ปลายทางของโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ไม่ว่าจะมาจากทางสายเบาหวานสายอัมพาต สายความดันโลหิตสูงสายหัวใจขาดเลือด สายไขมันสูงหรือสายอ้วน มักจะมาจบที่เดียวกันคือ การตายกะทันหันจากอวัยวะสำคัญขาดเลือดเฉียบพลัน อวัยวะสำคัญที่ว่าอาจเป็นหัวใจหรือสมองก็ได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นหัวใจมากกว่าสมองเราเรียกว่า Heart Attack หรือเรียกแบบบ้าน ๆ ว่า “หัวใจวาย” ก็ได้ความเหมือนกัน

ถ้าจุดจบตรงนี้คือจุดเริ่มต้นของหัวใจหยุดเต้น และหลักวิชาฟื้นคืนชีพ (Resuscitation) บอกว่าอะไรก็ไม่สำคัญเท่าการจัดการก่อนที่หัวใจจะหยุดเต้น ดังนั้นมันจึงสำคัญมากใช่ไหมครับที่คนป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทั้งหลาย หรือแม้กระทั่งคนทั่วไปที่ยังไม่ป่วยจะได้เรียนรู้ไว้เสียแต่ต้นมือว่า ปัจจัยอะไรบ้างที่จะนำเราไปสู่ภาวะหัวใจวายและตายกะทันหัน

 

ปัจจัยที่นำไปสู่การตายแบบกะทันหัน    

1. โรคที่เป็นงอมได้ที่จนต่อมไขมันบนหลอดเลือดแตกออก

แหม ข้อนี้ไม่ต้องเอาหลักฐานวิทยาศาสตร์มาอ้างก็ได้ คนธรรมดาใครๆ ที่ไหนก็รู้กันทั่วว่าคนเป็นโรคมานานจนงอมได้ที่ก็ต้องตายง่าย ถูกไหมครับ

คำตอบก็คือ… อาจจะไม่ถูกนะ เพราะการชันสูตรหลอดเลือดหัวใจของผู้ที่เกิดหัวใจวายเสียชีวิตกะทันหันเกินครึ่งพบว่า โรคยังไม่ทันงอมได้ที่เลยไม่มีต่อมไขมันแตกเติกอะไรเลย บางคนที่อายุระดับสามสิบปลายๆ สี่สิบต้นๆ เพิ่งจะเริ่มเป็นโรค แต่ก็มาหัวใจวายตายเสียแล้ว โดยที่ไม่เคยรู้ตัวเลยว่าตัวเองเป็นโรค ดังนั้นจึงต้องมีปัจจัยอื่นที่มาร่วม “ซ้ำเหงา” ให้เกิดเรื่องทั้งๆ ที่หลอดเลือดเพิ่งเริ่มเป็นโรคเท่านั้นเองปัจจัยซ้ำเหงาที่ว่าคือ…

2.ความเครียดเฉียบพลันที่เจ้าตัวไม่รู้วิธีรับมือ

งานวิจัยทางระบาดวิทยาพบว่า ผู้ที่เสียชีวิตกะทันหันจำนวนหนึ่งมีความเครียดเฉียบพลันเป็นตัวเหนี่ยวนำ วิทยาศาสตร์รู้มานานแล้วว่าความเครียดทำให้หลอดเลือดหดตัว ถ้าเครียดมากก็หดมาก ถ้าเครียดมากที่สุดก็หดแบบไม่ยอมคลายถ้าเป็นการหดที่หลอดเลือดหัวใจเรียกว่า Coronary Spasm

ปรี๊ดแตก, หัวใจวาย

ความเครียดระดับนี้พูดภาษาบ้านๆ ก็คือ เป็นความเครียดระดับ “ปรี๊ดแตก” คือปากสั่นคอสั่น พูดจะไม่เป็นคำแล้วถ้าไม่รู้วิธีรับมือก็จะม่องเท่งได้ง่ายๆ

ดังนั้นทุกท่านต้องมีวิทยายุทธ์ในการรับมือกับความเครียดเฉียบพลันคือต้องฝึกสติ รู้ตัวว่าอารมณ์เรากำลังเดือดปุดๆ หรือยัง ถ้าเห็นว่าเริ่มจะปุดๆ แล้ว ให้รีบพาตัวเองออกจากสถานการณ์นั้นทันที อย่างน้อยก็ให้หายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ระบายลมหายใจออก พร้อมกับบอกกล้ามเนื้อทั่วตัวให้ผ่อนคลาย บอกใจให้ปล่อยวางเสียเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ทำอย่างนี้…ตายไม่รู้ด้วยนะ

3.การที่ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้นพรวดพราด

เช่น หลังอาหารมื้อหนักๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ซึ่งมีไขมันจากสัตว์สูงงานวิจัยพบว่า หลังมื้ออาหารประเภทนี้ไขมันในเลือดจะสูงขึ้น แม้จะสูงแป๊บเดียวก็จริง คือสูงอยู่ประมาณชั่วโมงกว่า แล้วลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว แต่ฤทธิ์ของไขมันในเลือดสูงจะมีผลอยู่นานถึง 4 – 6 ชั่วโมง

กินไขมันมาก, หัวใจวาย

ฤทธิ์ที่ว่านั้นคือ เลือดจะหนืดขึ้นไหลช้าลง เมื่อเอาอัลตราซาวนด์สอดเข้าไปถ่ายรูปหลอดเลือดดู ก็พบว่าหลอดเลือดหดตัวแน่นไม่ยอมคลายเพราะไขมันทำลายกลไกการผลิตก๊าซไนตริกออกไซด์ (NO) ที่คอยทำให้หลอดเลือดขยายตัว จังหวะที่หลอดเลือดหดตัวฟุบควบกับเลือดหนืด นื้ดหนืด เนี่ยแหละ ลิ่มเลือดก็ก่อตัวขึ้นและอุดตันหลอดเลือดที่ตีบอยู่แล้ว…จึงเป็นเรื่อง

ดังนั้นการจะป้องกันการตายกะทันหันจากสาเหตุนี้ก็มีวิธีเดียวคือ อย่ากินไขมันมาก

แหม หมอสันต์เนี่ย ขู่กันเสียขนลุกแล้ว…

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ทุกท่านรับข่าวสารกลับบ้านสองประเด็นเท่านั้น คือให้หัดดับความเครียดเฉียบพลันก่อนที่ปรี๊ดจะแตกและ…อย่ากินไขมันมาก

จาก คอลัมน์ WELLNESS CLASS นิตยสารชีวจิต ฉบับ 416 (1 กุมภาพันธ์ 2559)


บทความน่าสนใจอื่นๆ

มะเขือยาว ช่วยหุ่นฟิต ฟื้นฟูหัวใจ

4 อาหารบำรุงหัวใจ ให้แข็งแรง

4 อาการ เสี่ยงโรคหัวใจ ภัยใกล้ตัวคนทำงาน

keyboard_arrow_up