9 EASY WAYS หยุดปัญหาปัสสาวะเล็ดอยู่หมัด

ปัสสาวะเล็ด
ปัสสาวะเล็ด

หยุดปัญหาปัสสาวะเล็ดอยู่หมัด

 

Question :

ตอนนี้ดิฉันอายุย่าง 35 ปี  มีลูก 1 คน อายุ 3 ขวบ เมื่อไม่นานมานี้เริ่มมีอาการปัสสาวะเล็ดบ่อยมากเท่าที่รู้ อาการนี้มักเกิดกับผู้สูงอายุ เลยรู้สึกกังวลและอยากทราบว่าเป็นเพราะมีปัญหาสุขภาพหรือความผิดปกติของร่างกายหรือไม่ และต้องแก้ไขอย่างไร

 Answer :

ความเชื่อที่ว่า ปัสสาวะเล็ดมักเป็นในคนสูงอายุนั้นเป็นเรื่องจริงค่ะ ภาวะนี้ไม่ค่อยเกิดในเพศชาย  แต่จะพบในเด็กหญิง คนตั้งครรภ์ผู้หญิงทั่วไป เฉลี่ยพบร้อยละ 15 โดยพบมากในผู้หญิงช่วงอายุ 46 - 49 ปี

ภาวะปัสสาวะเล็ดเป็นโรคช้ำรั่ว (Urinary Incontinence) ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์กว่า 5,000 ปีมาแล้วมีหลักฐานบันทึกไว้ในสมัยอียิปต์โบราณถึงการใช้แผ่นรองซับอาการปัสสาวะรั่ว   และมีบันทึกถึงผู้หญิงวัยกลางคนที่นั่งซึมเศร้าหมดอาลัยตายอยากอยู่ริมหน้าต่าง ไม่สามารถออกนอกบ้านได้ ร่างกายส่วนล่างและพื้นห้องเปียกชุ่มไปด้วยน้ำปัสสาวะ ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วห้อง จนไม่มีใครสามารถทนเข้าใกล้เธอได้

โรคช้ำรั่วนั้นแบ่งตามอาการได้ดังนี้

1. ปัสสาวะเล็ด (Stress Incontinence) เป็นภาวะที่ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะเมื่อไอ จาม หัวเราะได้ มีแรงดันในช่องท้องหรือช่องอกจนทำให้มีปัสสาวะเล็ดออกมา

2. ปัสสาวะราด (Urgency Incontinence) เป็นภาวะที่ปวดปัสสาวะกะทันหัน ไม่สามารถกลั้นได้ บางคนมีน้ำปัสสาวะเล็ดออกไม่มาก แต่บางคนมากจนเกิดปัสสาวะราดหน้าห้องน้ำ

3. ปัสสาวะล้น (Overflow Incontinence) เป็นภาวะที่มีน้ำปัสสาวะไหลออกมา แต่ยังรู้สึกปวดปัสสาวะตลอด เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะไม่สามารถบีบไล่น้ำปัสสาวะออกได้หมด

4. ปัสสาวะรั่ว (True Incontinence) เป็นภาวะที่มีน้ำปัสสาวะไหลออกมาโดยไม่สามารถกลั้นได้ เนื่องจากมีรูรั่วระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับช่องคลอด หรือท่อไตกับช่องคลอด

ความจริงเกี่ยวกับอาการปัสสาวะเล็ด

1. ปัสสาวะเล็ดไม่ใช่โรคร้ายแรงที่ทำให้เสียชีวิต แต่ก็ทำให้คุณภาพชีวิตลดลง เกิดความทุกข์  ความอับอาย อาการซึมเศร้า ทั้งยังต้องเสียเงินจำนวนมากไปกับการซื้อแผ่นรอง

2. ปัสสาวะเล็ดมีผลทางลบกับเพศสัมพันธ์ ทำให้เกิดความอับอายความกลัว ผู้หญิง 1 ใน 3 ที่มีปัสสาวะเล็ดมักจะหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์

3. ปัสสาวะเล็ดทำให้ช่องคลอดอักเสบ ติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราในช่องคลอด เพราะความอับชื้น

4. ปัสสาวะเล็ดเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิงอายุน้อย โดยพบมากในผู้หญิงช่วงอายุ 46 - 49 ปี  ขณะที่โรคช้ำรั่วชนิดอื่นจะยิ่งพบบ่อยในคนอายุมาก

5. ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัสสาวะเล็ดมีมากมาย เช่น อ้วน มีลูกมาก คลอดลูกทางช่องคลอด  คลอดลูกยากจนต้องใช้เครื่องมือช่วยคลอดทางช่องคลอด มีประวัติปัสสาวะเล็ดในครอบครัว อยู่ในช่วง

ตั้งครรภ์ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ดื่มน้ำมาก ดื่มน้ำชากาแฟมาก อยู่ในวัยทอง เครียด เป็นโรคเบาหวาน เคยผ่าตัดมดลูก ท้องผูก กินฮอร์โมนทดแทนการหมดประจำเดือน กระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะอักเสบ ฯลฯ

อ่านต่อหน้าที่ 2

ปัสสาวะเล็ด

สาเหตุของปัสสาวะเล็ด มีดังนี้

1. เนื้อเยื่อรอบๆ ท่อปัสสาวะไม่แข็งแรง ทำให้ท่อปัสสาวะเคลื่อนไหวขณะมีแรงดัน ไม่กดแนบกับผนังช่องคลอด จึงเกิดปัสสาวะเล็ดออกมา

2. หูรูดท่อปัสสาวะเสื่อม ไม่อาจปิดกั้นน้ำปัสสาวะจากแรงดันที่เกิดขึ้นได้

วิธีรับมือเมื่อเกิดปัสสาวะเล็ด  

1. ไม่ดื่มน้ำมากจนเกินไป การดื่มน้ำมากเกินไปอาจทำให้สมองบวม ไตทำงานหนัก และเกิดปัสสาวะเล็ดทางที่ดีหากอากาศไม่ร้อนมาก ควรดื่มน้ำ 30 - 50 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม นั่นคือ หากมีน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม ควรดื่มน้ำประมาณวันละ 2 ลิตร และไม่ควรดื่มปริมาณมากในครั้งเดียว  แต่ควรดื่มเฉลี่ยทั้งวันและงดดื่มน้ำก่อนเข้านอน

2. งดเครื่องดื่มที่ทำให้ปัสสาวะบ่อย เช่น เหล้า เบียร์ น้ำเย็น น้ำอัดลม น้ำหวาน ชา กาแฟ ควรหันมาดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำสมุนไพรไม่หวานที่ช่วยดูแลระบบปัสสาวะ เช่น น้ำกระเจี๊ยบแดง น้ำเบอร์รี่

3. ลดน้ำหนัก หากน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักลงร้อยละ 5 - 10 ของน้ำหนักตัว ช่วยลดอาการปัสสาวะเล็ดได้ถึงร้อยละ 70

4. ฝึกรับมือกับความเครียด เพราะความเครียดทำให้ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะเล็ด

5. ระวังอย่าให้ท้องผูก เพราะท้องผูกจะเพิ่มแรงดันในช่องท้อง ทำให้ปัสสาวะเล็ด

6. หากเป็นโรคภูมิแพ้ โรคหลอดลม โรคปอด โรคหัวใจ มีอาการไอและจาม จะเพิ่มแรงดันในช่องอกและช่องท้อง ทำให้ปัสสาวะเล็ด ควรพบแพทย์เพื่อรักษา

7. ไม่ควรรอให้ปวดปัสสาวะมากๆ ในช่วงกลางวันควรปัสสาวะทุก 2 - 4 ชั่วโมง การมีน้ำปัสสาวะเต็มกระเพาะปัสสาวะทำให้เกิดปัสสาวะเล็ดได้

8. บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหรือขมิบอย่างสม่ำเสมอ หากทำถูกวิธีและต่อเนื่องเกิน 6 เดือน

มีโอกาสหายขาด วิธีคือ เกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเหมือนกลั้นอุจจาระให้สุดแรง นับ 1 - 10  จากนั้น

ผ่อนคลาย นับ 1 - 10 กลั้นและผ่อนรวมกันเป็น 1 เซต ทำอย่างน้อยวันละ 30 เซต วิธีเช็กง่ายๆ คือใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในช่องคลอดระหว่างขมิบ ถ้ากล้ามเนื้อรัดนิ้วมือแสดงว่าทำถูกต้อง

9. ปรึกษาแพทย์ กรณีที่ดูแลตนเองแล้วไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์ แพทย์อาจใช้เครื่องมือช่วยขมิบ ใช้ยาหรือใช้วิธีผ่าตัดรักษา

จาก คอลัมน์เปิดห้องหมอสูติ นิตยสารชีวจิต ฉบับ 429 (16 สิงหาคม 2559)


บทความน่าสนใจอื่นๆ

ปัสสาวะ-อุจจาระ เพื่อนซี้ ชี้สุขภาพ

กระเพาะปัสสาวะ อักเสบเพราะ 4 ไลฟ์สไตล์เสี่ยง

ซัลซ่ากระเจี๊ยบแดง และสับปะรด ช่วยขับปัสสาวะ

keyboard_arrow_up