คู่มือ ดูแล โรคข้อเข่าเสื่อม เพื่อคนทุกวัย

โรคข้อเข่าเสื่อม
โรคข้อเข่าเสื่อม

คู่มือ ดูแล โรคข้อเข่าเสื่อม เพื่อคนทุกวัย

 

โรคข้อเข่าเสื่อม เกิดจากกระดูกอ่อนสึกหรอและบางลง โดยปกติข้อเข่าของคนเรามีกระดูกอ่อนหุ้มอยู่ เพื่อทำหน้าที่รับแรงกระแทกและทำให้ข้อเคลื่อนไหวสะดวกขึ้น ดังนั้นหากกระดูกอ่อนสึกหรอหรือบางลง จะทำให้กระดูกเสียดสีกันเวลาเคลื่อนไหวจึงมีอาการปวด

ถึงอย่างนั้น ร่างกายก็พยายามซ่อมแซมตัวเองโดยการสร้างกระดูกขึ้นมาใหม่ จึงมีเศษกระดูก และหินปูนงอกเข้าไปในข้อ ทำให้เกิดอาการปวดข้อ ข้อขัด และเคลื่อนไหวลำบากตามมา

คุณหมอสุมาภา ชัยอำนวย หรือคุณหมอยุ้ย เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อ ซึ่งความผิดปกติของกระดูกและข้ออาจไม่ได้ส่งผลต่อความเป็นความตายของคน แต่มีผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก นอกจากนี้การรักษาความผิดปกติเกี่ยวกับกระดูกและข้อจำเป็นต้องใช้เวลา จึงทำให้คุณหมอมีโอกาสดูแลคนไข้นานๆ ซึ่งทำให้เห็นปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ ที่ต้องแก้ไขควบคู่กัน

สาเหตุโรคข้อเข่าเสื่อมคืออะไร

ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้ชัดเจน สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากหลายๆ ปัจจัยร่วมกันการศึกษามากมายพบปัจจัยเสี่ยงก่อโรค ดังเช่น

1. อายุ โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคของผู้สูงอายุ โดยทั่วไปมักพบในผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่อาจพบในผู้มีอายุน้อยที่เป็นนักกีฬา หรือผู้ประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บที่เอ็นรอบข้อก็อาจทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้

2. เพศ พบโรคนี้ในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เพราะกล้ามเนื้อและโครงสร้างของผู้หญิงไม่แข็งแรงเท่าผู้ชาย นอกจากนี้ยังมีอาการรุนแรงกว่าในเพศชายด้วย

3. โรคอ้วน น้ำหนักที่มากขึ้นจะไปลงที่ข้อเข่า ดังนั้น ยิ่งน้ำหนักมากเท่าไร ยิ่งทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้นเท่านั้น และอาการจะรุนแรงมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม การลดน้ำหนักจึงมีส่วนช่วยรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมได้ด้วย

4. ประวัติสุขภาพของครอบครัว ถ้าพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม พบว่าเราจะมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม คือการมีโครงสร้างร่างกายที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคคล้ายกัน นอกจากนี้ การอยู่ในครอบครัวเดียวกันอาจต้องทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคเหมือนกันก็ได้

5. ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเข่า พบว่านักกีฬา เช่น นักฟุตบอลนักบาสเกตบอล หรือผู้ประสบอุบัติเหตุจนเอ็นฉีกขาด ต้องเข้ารับการผ่าตัดประสานเส้นเอ็น จะทำให้โครงสร้างในข้อเข่าเปลี่ยนแปลงไป จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ในอนาคต

6. เป็นโรคข้ออื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคข้ออักเสบรูมาทอยด์โรคเกาต์ โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน โรคเหล่านี้ทำให้เกิดการทำลายของข้อและกระดูกอ่อนซึ่งเป็นสาเหตุของโรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม

เช็กอาการโรคข้อเข่าเสื่อม

โรคนี้มีอาการหลากหลายขึ้นอยู่กับระยะโรคและสุขภาพของแต่ละบุคคล

ในระยะแรกจะปรากฏอาการไม่ชัดเจน อาจแค่รู้สึกว่าเคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่ว เช่น เดินขัด ๆ นั่งไหว้พระหรือนั่งพับเพียบแล้วลุกขึ้นไม่สะดวก หากทิ้งไว้ไม่เข้ารับการรักษาจะทำให้อาการปรากฏชัดเจนขึ้น ดังนี้

1. มีอาการปวด โดยเฉพาะเมื่อลงน้ำหนักที่ข้อเข่า เช่นเวลายืนหรือเดินนาน ๆ ยิ่งใช้ข้อมากเท่าไรก็ยิ่งมีอาการมากเท่านั้นแต่เมื่อพักการใช้ข้อเข่า อาการจะบรรเทาลง คนไข้จึงบอกว่าบางวันปวดน้อย บางวันปวดมาก ซึ่งขึ้นอยู่กับการใช้งานและท่าทางในชีวิตประจำวันนั่นเอง

นอกจากนี้ในตอนกลางคืนอาการปวดจะน้อยลง แต่จะมีอาการตึงข้อเข่าในช่วงตื่นนอนตอนเช้า หากมีอาการปวดมากในตอนกลางคืนต้องระวังเป็นโรคอื่น ๆ เช่น โรคเกาต์ โรคมะเร็งกระดูก

โรคข้อเข่าเสื่อมมีอาการปวดลึก ๆ ในข้อเข่า หากปวดเป็นจุด ๆ อาจเกิดจากการอักเสบเฉพาะที่ เช่น บริเวณเอ็นหัวเข่าหรือเยื่อหุ้มข้อ

2. ข้อเข่าผิดรูป เช่น ขาโก่งหรือขาเอียงเข้าหากัน ทำให้พิสัยการเคลื่อนที่ของข้อลดลง เช่นไม่สามารถเหยียดหรืองอเข่าได้สุด มักพบอาการนี้ในระยะท้าย ๆ เมื่อมีการสูญเสียกระดูกอ่อนไปมากแล้ว

3. ข้อตึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากอยู่นิ่ง ๆ เป็นเวลานาน เช่น นั่งนาน ๆ หรือหลังตื่นนอน

4. ข้อเข่าบวม อาการบวมแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ บวมเนื้อนิ่ม เพราะมีน้ำจากการอักเสบซึมออกมา และบวมเนื้อแข็งเกิดจากมีกระดูกงอกอยู่ภายใน

5. มีอาการเข่าอ่อนหรือล้มไปเฉย ๆ มักเกิดจากโครงสร้างข้อหลวมและกล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อไม่แข็งแรง

อ่านต่อหน้าที่ 2

4 วิธีรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

ปัจจุบันการรักษามุ่งเน้นไปที่การลดอาการปวด เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ดังใจปรารถนา เช่น ไปเที่ยวหรือซื้อของตามสถานที่ต่าง ๆ ช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้ การรักษาทำได้ดังนี้

1. ยา

1.1. ยาลดอาการปวด แต่ยากลุ่มนี้จะไม่ช่วยซ่อมแซมโครงสร้างของข้อ ควรใช้เพียงครั้งคราว เพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่

- ยาพาราเซตามอล ช่วยลดอาการปวดชนิดไม่รุนแรงได้ใช้แล้วไม่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร และไม่มีผลต่อการทำงานของไต ไม่ควรกินเกินวันละ 4 กรัม

- ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ยาไอบูโปรเฟน ยานาพรอกเซน ยาไดโคลฟีแนค ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดอาการปวดและการอักเสบได้ดี แต่มีผลข้างเคียงมาก เช่น ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร มีผลต่อการทำงานของตับและไต ทำให้เลือดออกง่าย และอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ดังนั้นควรใช้เฉพาะเวลาที่มีอาการปวดมาก ๆ เท่านั้นและใช้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น

- ยาลดอาการปวดที่เป็นอนุพันธ์ของมอร์ฟีน ใช้เฉพาะในรายที่มีอาการปวดมากเท่านั้น ยาในกลุ่มนี้ทำให้ง่วง ซึมคลื่นไส้ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อการติดยาอีกด้วย การใช้ต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์เท่านั้น

1.2. ยานวดเฉพาะที่ เช่น ยานวดที่อยู่ในกลุ่มต้านการอักเสบ ยาที่สกัดจากพริกไทย เป็นต้น ช่วยลดอาการปวดเฉพาะที่ในระยะสั้น อาจจะทำให้มีอาการแสบร้อน หรือระคายเคืองผิวหนังได้

กินยา

1.3. อาหารเสริมบำรุงข้อ เช่น กลูโคซามีน คอนดรอยติน เป็นต้น ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการศึกษาเปรียบเทียบการใช้กลูโคซามีนกับยาหลอก ซึ่งยังไม่สามารถสรุปผลการศึกษาได้ชัดเจน

บางการศึกษาบอกว่า กลูโคซามีนช่วยลดอาการปวดได้มากกว่ายาหลอก แต่บางการศึกษาพบว่า กลูโคซามีนและยาหลอกให้ผลต่อการลดอาการปวดไม่แตกต่างกัน แต่ไม่มีการศึกษาใดๆ เลยที่บอกว่า กลูโคซามีนสามารถชะลอการเสื่อมของข้อได้

1.4. น้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียม ถือเป็นการรักษาโรคข้อแนวใหม่ที่ช่วยฟื้นฟูและบำรุงข้อเข่า การฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียม เข้าไปในข้อเข่าที่เสื่อมเพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและหล่อลื่นข้อเข่าให้เคลื่อนไหวดีขึ้น

คนไข้ชอบเรียกการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียมว่า “การฉีดจาระบีเข้าข้อ” ซึ่งการรักษาวิธีนี้ช่วยชะลอการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าออกไปได้

น้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียมในเมืองไทยมีหลายชนิด ราคาค่อนข้างสูง เฉลี่ยราคาเข็มละ 3,000 - 5,000 บาท ฉีดสัปดาห์ละครั้งจำนวน 3 - 5 ครั้ง ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการได้ประมาณ 6 - 12 เดือน

และถ้าผู้ป่วยให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการดูแลสุขภาพอย่างเต็มที่ เช่น บริหารกล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อให้แข็งแรง ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็จะสามารถฟื้นฟูสภาพเข่าได้จึงเป็นการรักษาที่คุ้มค่ามาก เพราะช่วยให้อาการดีขึ้นจนไม่จำเป็นต้องฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียมอีก

2. การฝังเข็ม 

ปัจจุบันมีงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการฝังเข็ม ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำของโลกมากมาย

องค์การอนามัยโลก สมาคมความร่วมมือโรคข้อแห่งยุโรปและสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ก็ยอมรับว่าการฝังเข็มช่วยรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ช่วยลดอาการปวดและการอักเสบในข้อเข่าได้

นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงบริเวณที่ฝังเข็มด้วย

ฝั่งเข็ม

3. การรักษาโดยไม่ใช้ยา 

เช่น การลดน้ำหนัก พบว่าการลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัมจะลดแรงกระทำต่อเข่าถึง 3 กิโลกรัมการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและคลายกล้ามเนื้อจะช่วยสร้างความแข็งแรงให้ข้อเข่า

4. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า 

หากรักษาหลาย ๆ วิธีแล้วไม่ได้ผล คือยังมีอาการปวดอยู่มาก ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้ โครงสร้างของข้อเข่า มีการผิดรูปไปมากอาจต้องปรึกษาศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านออร์โทพีดิกส์หรือศัลยแพทย์กระดูก เพื่อเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าต่อไป

มาดูแลข้อเข่าให้แข็งแรงเพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขทุกวันกันค่ะ

จาก คอลัมน์บทความ นิตยสารชีวจิต 384 – 385 (1 – 16 ตุลาคม 2557)


บทความน่าสนใจอื่นๆ

7 อาหารใกล้ตัว ป้องกัน ข้อเสื่อม ก่อนวัย

ปรับกิจวัตร ต้านข้อเสื่อมก่อนวัย

อย่าให้ปัญหาข้อเข่าเสื่อมทำลายคุณภาพชีวิต

keyboard_arrow_up