10 สาเหตุใกล้ตัวทำ ขี้หลงขี้ลืม

ขี้หลงขี้ลืม
ขี้หลงขี้ลืม

10 สาเหตุใกล้ตัวทำ ขี้หลงขี้ลืม

 

ขี้หลงขี้ลืม สัปดาห์นี้คุณเสียเวลาไปกี่มากน้อยกับเรื่องหลงๆ ลืมๆ ไม่ว่าจะลืมกุญแจบ้าน กระเป๋าสตางค์ หรือแม้แต่ชื่อเพื่อนในออฟฟิศ หลายคนโทษว่าเป็นเพราะอายุที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าได้รู้สาเหตุที่ทำให้เรามีอาการขี้หลงขี้ลืมแล้ว คุณอาจจะประหลาดใจไปไล่ดู 10 สาเหตุใกล้ตัวที่พรากความทรงจำไปจากสมองของคุณกันค่ะ

แผนการลดน้ำหนักผิด ๆ

การศึกษามากมายในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า เมื่อให้ผู้หญิงที่ลดน้ำหนักด้วยการจำกัดการกินอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ไปทดสอบเรื่องความจำ พบว่าได้คะแนนต่ำอย่างเห็นได้ชัด

จากการศึกษานี้ หัวหน้าทีมวิจัย ศาสตราจารย์ฮอลลีเทย์เลอร์ กล่าวว่า

“การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า อาหารที่เรากินสามารถส่งผลต่อความจำทันที”

ทฤษฎีการงดกินอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่เป็นหนึ่งในเทรนด์ลดน้ำหนักทำให้สมองได้รับกลูโคสไม่เพียงพอ ซึ่งกลูโคสนี้เป็นแหล่งพลังงานของสมอง จึงทำให้สมองอ่อนล้าไม่มีพลังที่จะจำเรื่องราวต่าง ๆ

ดังนั้นควรกินอาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วน โดยคำนึงถึงสัดส่วนที่พอเหมาะ เช่น อาหารชีวจิตสูตร 2 ที่ช่วยทั้งหุ่นดีและสมองใสปิ๊งกรดในกระเพาะอาหารน้อยเกินไป

หนึ่งในวิตามินที่สำคัญต่อความจำก็คือวิตามินบี 12 ซึ่งส่วนใหญ่พบในเนื้อสัตว์ แต่ปัญหาก็คือ ถ้ากระเพาะอาหารมีความเป็นกรดต่ำ ร่างกายจะดูดซึมวิตามินชนิดนี้ได้น้อยจึงส่งผลต่อการทำงานของสมองเกี่ยวกับความจำ

นอกจากนี้ เมื่อเราอายุมากขึ้น กระเพาะอาหารจะหลั่งกรดน้อยลงโดยอัตโนมัติ

โอเวน แอนเดอร์สัน นักโภชนาการแนวธรรมชาติบำบัดยังได้อธิบายถึงสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้ความเป็นกรดในกระเพาะอาหารต่ำ เช่น เกิดความเครียด

ส่วนสัญญาณที่จะแสดงว่ากระเพาะอาหารมีความเป็นกรดต่ำ คือ จะมีอาการกรดไหลย้อน แสบร้อนกลางอก และอาหารไม่ย่อย

โอเวนแนะนำว่า ถ้ามีอาการดังกล่าวมานี้ ให้เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยอาหารรสขม เช่น ผักสลัดร็อกเกต มะระ อาหารเหล่านี้ จะช่วยกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารให้อยู่ในภาวะสมดุล ซึ่งเป็นผลดีต่อการดูดซึมวิตามินบี 12 จึงช่วยให้สุขภาพสมองและความจำดีในที่สุด

ภาวะก่อนวัยทอง

ผู้หญิงส่วนใหญ่มักบ่นว่าตัวเองปํ้า ๆ เป๋อๆ เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนหรือวัยทอง แต่แท้จริงแล้วช่วงก่อนหมดประจำเดือน (Perimenopause) เป็นช่วงที่ความจำแย่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตหรือการจำเรื่องใหม่ ๆ

ดร.เกล กรีนเดล จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส หรือยูซีแอลเอ ประเทศสหรัฐอเมริกากล่าวว่า

“การที่ฮอร์โมนเอสโทรเจนตกลงอย่างฮวบฮาบในช่วงก่อนหมดประจำเดือนเป็นชนวนปัญหาเรื่องความหลงลืม เพราะฮอร์โมนเอสโทรเจนมีผลดีต่อส่วนต่าง ๆ ของสมองที่ทำหน้าที่ในเรื่องความจำ คำแนะนำที่ดีที่สุดคือ อย่าตื่นตระหนก เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน”

ข่าวดีก็คือ สาว ๆ ชีวจิตที่ดูแลตัวเองด้วยการกินนอน ทำงาน พักผ่อน ออกกำลังกายอย่างสมดุล ตามแบบฉบับของ 5 เล็กชีวจิต บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่พบอาการก่อนวัยทอง และสามารถผ่านวัยทองได้อย่างแข็งแรงที่สุด

อ่านต่อหน้าที่ 2

 

ปัญหาหัวใจ

หัวใจมีปัญหา

เมื่อไม่นานมานี้ ศาสตราจารย์ออสวาลโด อัลไมดา จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย พบว่า ผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจล้มเหลวจะมีลักษณะทางกายภาพของสมองที่ทำงานเกี่ยวกับความจำเปลี่ยนแปลงไป

ศาสตราจารย์อัลไมดาเล่าว่า กลุ่มผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคหัวใจเพราะมีคอเลสเตอรอล และความดันโลหิตสูงจะมีประสิทธิภาพของความจำต่ำกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นโรคหัวใจราวร้อยละ 7

ศาสตราจารย์อัลไมดาแนะนำว่า การปรับไลฟ์สไตล์เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรงจะทำให้สมองแข็งแรง ไม่สูญเสียความทรงจำ

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

คนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับมักจะป่วยด้วยอาการที่นักวิจัยเรียกว่า Microarousals ตลอดทั้งคืน

อาการนี้จะทำให้คุณตื่นครั้งละสองสามนาที ซึ่งการตื่นนี้จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถจับอาการได้ว่าเราตื่นขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ปัญหาก็คือ สมองจะรับทราบปฏิกิริยานี้ทันที

ศาสตราจารย์เอช เครก เฮลเลอร์ จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า

“เราเชื่อว่า หากการหลับช่วง Non-REM ถูกรบกวน จะทำให้ความจำระยะสั้นและระยะยาวรวมกันเป็นหนึ่งเดียวหรือจะหายไปเลย”

การนอนช่วง Non-REM หรือช่วงหลับลึกนี้ มีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายจะได้รับการพักผ่อนมากที่สุด จึงช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง ระบบย่อยอาหารและการหลั่งฮอร์โมนเป็นไปอย่างปกติ และที่สำคัญ มีผลดีต่อสมองและความจำด้วย

ใช้เทคโนโลยีมากเกินไป

ใช้เทคโนโลยีมากเกินไป

การใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกเบอร์โทรศัพท์และนัดหมายทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ความจำเท่าที่ควร จะเป็น และเมื่อใช้ความจำน้อย สมองก็จะอ่อนแรงและขี้เกียจ

ความจริงแล้ว ศาสตราจารย์เอียน โรเบิร์ตสัน แห่งทรินิตี้คอลเลจ ดับบลิน ประเทศไอร์แลนด์ คาดการณ์ว่า คนวัย 20 ที่พึ่งพาเทคโนโลยีมาก มีแนวโน้มว่าจะมีปัญหาเรื่องความจำในอนาคต โดยอาจจะมีปัญหามากกว่าคนวัย 50 ในยุคปัจจุบันที่เกิดในช่วงที่เทคโนโลยียังไม่เจริญเหมือนสมัยนี้ และต้องจดจำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง

การศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยว่า ถ้าเรามองกันตามความจริง การจำสิ่งต่าง ๆ เป็นหน้าที่ของสมองอยู่แล้ว แต่เมื่อสมองไม่ได้ทำหน้าที่จดจำเพราะเราใช้โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์จดจำข้อมูลนั้นแทน ฉะนั้นสมองจึงไม่สามารถจดจำข้อมูลที่ควรต้องจำและสูญเสียหน้าที่ไป

ยาคุมกำเนิดประเภทฉีด

ผู้หญิงหลายคนใช้ยาคุมบางยี่ห้อ ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงต่อความจำ

นักวิจัย แบลร์ บราเดน จากมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า สัตว์ที่ได้รับฮอร์โมนเมดรอกซีโพรเจสเทอโรน อะซีเตต (Medroxyprogesterone Acetate: MPA) ซึ่งเป็นส่วนผสมในยาคุมประเภทฉีด มีประสิทธิภาพในการจำต่ำลงเมื่ออายุมากขึ้น เมื่อเทียบกับสัตว์ตัวอื่น ๆ มีการตั้งข้อสังเกตว่า MPA อาจส่งผลต่อสารสื่อประสาทชื่อกาบา (GABA)

บราเดนอธิบายว่า

“ถ้ามีกาบามากเกินไป จะทำให้สร้างความจำได้ยากขึ้น แต่ถ้ามีน้อยเกินไป ก็จะทำให้เราไม่สามารถสร้างความจำที่ถูกต้องแม่นยำได้”

ขณะนี้นักวิจัยกำลังดูความสัมพันธ์นี้ในผู้หญิงต่อไป เพื่อสรุปว่ายาคุมประเภทฉีดมีผลต่อความจำจริงหรือไม่

อ่านต่อหน้าที่ 3

 

กินยามาก

กินยามาก

ในหนังสือ Younger Brain, Sharper Mind ดร.เอริก เบรฟเวอร์แมน ผู้เชี่ยวชาญด้านแอนไทเอจิ้ง กล่าวถึงความรวดเร็วในการจำได้ ว่า ถ้าเราจำสิ่งต่าง ๆ ได้ช้าเกินไป นั่นแสดงว่าเซลล์ประสาทไม่สามารถประมวลผลข้อมูลใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และข้อมูลใหม่ ๆ ก็จะไม่สามารถบันทึกเป็นความทรงจำได้

โดยทั่วไป ทุก ๆ 10 ปี สมองของเราจะสูญเสียความรวดเร็วในการจำราว 7 - 10 มิลลิวินาที (หนึ่งในพันของหนึ่งวินาที) โดยการสูญเสียนี้จะเริ่มตั้งแต่อายุ 20 ปี นี่เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมสมองจึงจำได้น้อยลงเมื่ออายุอานามมากขึ้น

ทว่าสมองของบางคนก็สูญเสียไปเร็วกว่านั้น หากเขาใช้ยาชนิดต่าง ๆ ทั้งจากการกินยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือซื้อกินเอง

ดังนั้นจึงไม่ควรกินยาพร่ำเพรื่อ ต้องกินเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

การผ่าตัด

หลังผ่าตัดไม่ว่าจะเป็นผลของยาสลบหรือความเจ็บปวดจากบาดแผล ล้วนมีผลกระทบต่อสมองทั้งสิ้น

นายแพทย์เบรนแดนต์ ซิลเบิร์ต จากโรงพยาบาลเซนต์วินเซนต์ ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า

“สำหรับคนที่ผ่านการผ่าตัดมาแล้ว คนที่อายุมากกว่า 60 ร้อยละ 25 เมื่อได้ทดสอบวัดความทรงจำหลังจากการผ่าตัด 7 วัน พบว่า ร้อยละ 10 ยังคงมีความผิดปกติเกี่ยวกับความจำหลังจากผ่าตัดไปอีกสามเดือน แต่สำหรับคนที่อายุ 40 ปีหรือน้อยกว่ามักไม่พบปัญหานี้”

หากพบความผิดปกติเกี่ยวกับความจำหลังผ่าตัดมากกว่าปกติหรือนานกว่าปกติ ควรปรึกษาแพทย์

เคมีบำบัด

มากกว่าร้อยละ 70 ของผู้ที่ได้รับยาเคมีบำบัดต้องมีประสบการณ์การสูญเสียความจำหรือมีความคิดที่เลอะเลือน ไม่แม่นยำ (Fuzzy Thinking) หลังได้รับยาเคมีบำบัด โดยเรียกอาการนี้ว่า “Chemo Brain” ซึ่งยังไม่รู้ว่าเป็นผลมาจากยาซึ่งเป็นพิษต่อเซลล์ หรือเป็นผลมาจากสารน้ำที่เกิดจากการอักเสบของเซลล์มะเร็งหรือเกิดจากปัจจัยทั้งสองอย่างร่วมกัน

ดร.ฮาร์ยานา ดิลลัน หนึ่งในทีมวิจัย “Chemo Brain” ของมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลียกล่าวว่า

“เคมีบำบัดกระทบต่อความจำระยะสั้นและการทำงานควบคุมสิ่งต่าง ๆ ของสมอง เช่น การทำงานประสานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานที่ต้องการสมาธิสูงหรือต้องขยายวงการใช้ความรู้ความสามารถออกไป”

ดร.ดิลลันแนะนำว่า การออกกำลังกายช่วยได้ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยพัฒนา

“Chemo Brain” ได้แล้ว และอาจจะดีขนาดทำให้ไม่เกิดผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดได้ด้วย

ทั้ง 10 สาเหตุตอกย้ำให้เราเห็นกันอีกครั้งว่า การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอนั้นสำคัญต่อสุขภาพสมองขนาดไหน เพราะเมื่อสุขภาพแข็งแรงแล้ว 10 สาเหตุที่กล่าวมาก็จะหายไปในพริบตา

ใช้ 5 เล็กของชีวจิตเป็นคัมภีร์ช่วยฟิตร่างกายฟิตสมองตั้งแต่วันนี้เลยนะคะ

จาก คอลัมน์ชีวจิต+ นิตยสารชีวจิต ฉบับ 347 (16 มีนาคม 2556)


บทความน่าสนใจอื่นๆ

อาหารเพิ่มความจำ สำหรับทุกเพศทุกวัย

สุดยอด 6 วิธีเพิ่มพลังแห่งความจำ ทำตามกันเลย

7 ตัวการทำลายสมอง ความจำเสื่อม ก่อนวัย

keyboard_arrow_up