ประสบการณ์สุขภาพ ชีวจิต ฟื้นชีวิตสาวลูกสองหูดับ เพราะฤทธิ์ยา

ชีวจิต
ชีวจิต

ชีวจิต ฟื้นชีวิตสาวลูกสองหูดับ เพราะฤทธิ์ยา

 

ชีวจิต ช่วยทำให้หายจากอาการภูมิแพ้ และประสาทหูเสื่อม ประสบการณ์สุขภาพเรื่องนี้ ที่เคยฝากชีวิตไว้กับยาเม็ดเล็กเม็ดน้อย ทำให้ชีวิตพบปัญหามากมายเพราะการไม่ได้ยินอะไรเลย

ยาเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ สมัยก่อนที่เรามีชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติมากกว่าปัจจุบัน ยามักคือพืช ผัก สมุนไพร แต่เมื่อวิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้า แนวคิดแบบเดิมกลับเปลี่ยนแปลงไป

วันนี้เมื่อเอ่ยถึง ยา…หลายคนก็ลืมยา

ที่มาจากอาหารโดยสิ้นเชิง คงนึกถึงแต่ยาเม็ดที่แพทย์แผนปัจจุบันสั่งให้กินในยามป่วยไข้ และเราก็มักเชื่อว่ามันได้ผล ในความเป็นจริงเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ

ดังเช่นประสบการณ์ของ คุณอัจฉรา ฉัตรกุลกวิน ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยฝากชีวิตไว้กับยาเม็ดเล็กเม็ดน้อย โดยคาดไม่ถึงว่าอีก 30 ปีให้หลัง เธอเกือบจะต้องสูญเสียการได้ยินไป เพราะเกิดอาการประสาทหูเสื่อม เธอถ่ายทอดประสบการณ์ในชีวิตให้ฟังว่า

ความทรงจำในวัยเด็กอันแสนทรมานที่ชีวิตส่วนใหญ่ถูกคุกคามด้วยอาการหวัด แทนที่จะได้วิ่งเล่นสนุกสนานกับเพื่อนๆ ตามประสาเด็ก กลับต้องมานั่งระมัดระวังตัวและต้องพกยาติดตัวไว้เสมอ และยิ่งโตขึ้น อาการหวัดก็พัฒนากลายมาเป็นโรคภูมิแพ้ เธอเล่าว่าแพ้ทุกอย่าง ฝุ่น ควัน เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ ชีวิตจึงต้องอยู่กับอาการไอ จาม น้ำมูกไหล และปวดหัวตามมาอยู่เสมอ

ถึงแม้ว่าจะปฏิบัติตัวดีโดยกินยาอย่างสม่ำเสมอ อาการภูมิแพ้ก็ยังไม่ดีขึ้น จึงต้องเพิ่มชนิดและปริมาณยา หวังจะพิชิตโรคภูมิแพ้ ดังนั้นทั้งยาแก้อักเสบ แก้ปวด ลดน้ำมูก แก้แพ้ จึงพกอยู่ในกระเป๋านักเรียนตลอดเวลา หากอาการหนักจนยาเม็ดเล็กเม็ดน้อยยังช่วยไม่ได้ ก็ต้องเพิ่มการรักษาด้วยการฉีดยา ซึ่งก็ทำให้อาการดีขึ้นเพียงชั่วคราว

และความโชคร้ายของคนที่มีอาการหวัดบ่อยๆ คือ โรคโพรงจมูกอักเสบ หรือไซนัส เธอเองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน เพราะเราเป็นหวัดเรื้อรัง มีน้ำมูกตลอดเวลาสั่งน้ำมูก โพรงจมูกจะอักเสบ ต่อมาก็กลายเป็นเนื้องอกขึ้นมา และรุนแรงจนต้องผ่าตัด

โดยขณะนั้นเธอก็ไม่หวังพึ่งพิงสิ่งใด นอกจากยาเท่านั้น

มุมหนึ่งของชีวิตเธออาจโชคร้ายด้วยความเจ็บไข้ แต่ยังมีอีกมุมที่พลิกชีวิตเธอให้เจอกับสิ่งดีๆ ซึ่งคือ คุณสันติ ฉัตรกุล-กวิน สามีที่น่ารักและเอาใจใส่สุขภาพ โดยคุณสันติจะพยายามหาอาหารเสริมเพื่อบำรุงร่างกายภรรยา แต่อาการของโรคก็เหมือนกับว่ายังไม่ทุเลาลงตามความเอาใจใส่ที่คุณสันติมีให้ แต่อย่างน้อยครอบครัวเล็กๆ นี้ก็ยังอบอุ่น เพราะทั้งคู่ยังเป็นกำลังใจให้กัน

และในปี 2534 ความอบอุ่นของครอบ-ครัวฉัตรกุลกวินก็เพิ่มมากขึ้น เมื่อกำลังจะได้ต้อนรับสมาชิกคนใหม่ ว่าที่คุณพ่อคุณแม่คนใหม่ต่างยินดีกับชีวิตเล็กๆ ที่กำลังจะลืมตาดูโลก แต่ก็มีบางสิ่งที่คอยยับยั้งความสุข คือความผิดปกติในตัวคุณอัจฉรา เพราะหูข้างซ้ายเริ่มได้ยินไม่ชัด แต่ตอนนั้นเธอก็ไม่นึกเฉลียวใจ เพราะขณะตั้งท้องอยู่ก็มุ่งแต่จะห่วงใยลูกในครรภ์เสียมากกว่า

เช้าวันใหม่เสียงโทรศัพท์ภายในบ้านดังขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด หากแต่คุณแม่คนใหม่กลับไม่ได้ยิน เมื่อเกิดความผิดปกติเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องไม่ธรรมดาแน่นอน

ตรวจหู

ไปตรวจร่างกายกับคุณหมอ ผลการตรวจคือ ประสาทหูเสื่อม ซึ่งเป็นส่วนของเส้นประสาทที่อยู่ในสมอง ไม่ใช่อวัยวะในหู ทำให้ระดับการได้ยินลดลงโดยเฉพาะหูข้างซ้าย เป็นผลมาจากการกินยาติดต่อกันเป็นเวลานาน คุณหมอแนะนำให้ใส่เครื่องช่วยฟัง แต่เราคิดว่าถ้าใส่เครื่องช่วยฟังเราจะแย่ลง เพราะเราจะไม่สามารถพูดคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติได้ใส่แล้วจะเจ็บหูด้วย คุยกันแบบธรรมชาติดีกว่า อาจต้องใช้เสียงดังและพูดกันช้าๆ หน่อย

เพราะไม่อยากใส่เครื่องช่วยฟัง ดังนั้นบทบาทคุณแม่คนใหม่ที่มาพร้อมกับอาการประสาทหูเสื่อมนั้นค่อนข้างลำบาก เธอจึงต้องเพิ่มความเอาใจใส่ที่มีต่อลูกน้อยมากขึ้น เพราะหูที่ไม่ค่อยได้ยินจึงต้องเฝ้าจับอากัปกิริยายามลูกน้อยส่งเสียงร้อง ซึ่งก็สร้างความสะเทือนใจให้กับชีวิตคนเป็นแม่

อ่านต่อหน้าที่ 2

 

แต่การไม่ได้ยินของคุณอัจฉราก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเล็กๆ นี้สั่นคลอน กลับเพิ่มความเอื้ออาทรกันในครอบครัว เพราะคุณสันติจะคอยสรรหาการรักษาและอาหารเพื่อมาเยียวยาโรคที่เป็นอยู่ของภรรยามาเกือบตลอดเวลา

จนกระทั่งปี 2540 คุณเจริญ คุณากร เพื่อนต่างวัยที่มีใจรักสุขภาพเหมือนกัน นำเทปรายการ เจาะใจ ที่เชิญอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง และคุณจตุพรที่ป่วยเป็นมะเร็งกระดูกมาสัมภาษณ์เรื่องแนวทางการใช้ชีวิตแบบชีวจิตมาให้ดู คุณสันติจึงเริ่มสนใจและศึกษา โดยสิ่งแรกที่คิดถึงคือภรรยา

อ.สาทิส

ผมเริ่มสนใจแนวทางชีวจิตเรื่อยมา ตั้งแต่ได้ดูเทปรายการเจาะใจและติดตามอ่านจากนิตยสารชีวจิต พยายามสะสมความรู้ โดยเฉพาะเรื่องการรำกระบองและอาหาร แต่ความรู้ที่ได้จากการอ่านบางครั้งก็อาจยังขาดๆ เกินๆ ยังไม่ถูกต้องเท่าไร

จนปี 2543 มีการจัดคอร์สชีวจิตที่รังเย็น (ของชมรมชีวจิตขอนแก่น) ผมจึงพาทุกๆ คนในครอบครัวไปเรียนรู้ของจริง ไปปฏิบัติจริง ซึ่งก็ได้ความรู้มากขึ้นจริงๆโดยเฉพาะเรื่องรำกระบอง เราได้ท่าทางที่ถูกต้องและรู้ประโยชน์ในแต่ละท่า พอที่จะกลับมาถ่ายทอดให้คนอื่นๆ ได้

ฝ่ายคุณอัจฉราก็ค่อยๆ ซึมซับกับการปฏิบัติตัวตามแนวทางชีวจิตตามที่สามีแนะนำ โดยเฉพาะขณะที่เธอไปเข้าคอร์สที่รังเย็น ในช่วงวันแรกๆ อาการหวัดก็ยังตามเธอมาอยู่ในคอร์สด้วย เธอจึงต้องกินยาปราบเข้าไปอีกหลายเม็ดทีเดียว แต่หลังจากอยู่ไปได้ 3 วัน อาการหวัดก็หายไป และด้วยความเมตตาของอาจารย์สาทิสที่ช่วยทำการฝังเข็มให้ ทำให้ความสามารถในการได้ยินของเธอเพิ่มขึ้น

ฝั่งเข็ม

อาจารย์สาทิสท่านฝังเข็มให้แล้วรู้สึกว่าได้ยินเพิ่มขึ้น และถ้าจะให้อาการดีขึ้นต้องฝังอยู่เรื่อยๆ แต่ที่สำคัญคือต้องพยายามปฏิบัติตัวตามแนวทางชีวจิต ทั้งเรื่องอาหารและการออกกำลังกายให้เต็มร้อย

สิ่งสำคัญที่เธอได้จากคอร์ส คือ การได้ทบทวนที่มาของความป่วยไข้หลังจากฟังที่อาจารย์บรรยายเรื่องของภูมิชีวิต ตั้งแต่วัยเด็กเธอไม่สนใจเรื่องของการเลือกกินอาหารที่เป็นประโยชน์และขาดการออกกำลังกาย เมื่อป่วยก็หวังจะกินยาเพื่อบำบัดอาการอย่างเดียว

หลังกลับจากคอร์ส ทั้งคุณสันติ คุณอัจฉรา และลูกๆ ได้นำความรู้ของอาจารย์สาทิส ที่เปรียบไว้ว่าเหมือนบ่อน้ำที่ตักเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมดกลับไปใช้กับตัวเองและสอนคนอื่นๆ

ทุกวันนี้อาการภูมิแพ้ของคุณอัจฉราหายไป รวมถึงความสามารถในการได้ยินก็เพิ่มขึ้น เธอได้ยินเสียงลูกๆ ทั้งสามคน ได้ยินเสียงสามี

…และได้ยินเสียงใจตัวเองเตือนว่ายาไม่ใช่สิ่งจำเป็นในชีวิตเสมอไป และพบว่าการเลือกปฏิบัติตัวให้ถูกต้องน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าการกินยา

ที่สุดแล้วต่อให้วิทยาการก้าวหน้าไปแค่ไหน เราก็ไม่สามารถฝากชีวิตไว้กับอะไรได้ดีเท่ากับฝากไว้กับการปฏิบัติตัวของตนเอง

จากคอลัมน์ประสบการณ์สุขภาพ ฉบับ 99 (16 พฤศจิกายน 2545)


บทความน่าสนใจอื่นๆ

ประสบการณ์สุขภาพ บอกลา รูมาตอยด์ ด้วยรำกระบองแบบชีวจิต

ประสบการณ์สุขภาพ สู้ โรคมะเร็งเต้านม พันธุ์ดุ ด้วยวิถีกายใจ แบบชีวจิต

ประสบการณ์สุขภาพ รำกระบองแบบชีวจิต พิชิต ภูมิแพ้ ราบคาบ

keyboard_arrow_up