เช็ก 7 อาการโรคหัด (กูรูต้นตำรับชีวจิต)

เช็ก 7 อาการโรคหัด
เช็ก 7 อาการโรคหัด

มารู้จัก โรคหัด และเช็ก 7 อาการเหล่านี้ว่าคุณเสี่ยงเป็นโรคหัดหรือเปล่า

“ โรคหัด หรือโรคไข้ออกผื่น(Measles) พบการระบาดในเอเชีย ส่วนภาษาชาวบ้านของฝรั่ง เรียกกันว่า Red Measles ซึ่งมีตัวเชื้อโรคเป็นไวรัส ชื่อว่า Rubeola

มีเรื่องน่าสนใจมากก็คือว่า โรคหัดของยุโรปซึ่งเป็นเมืองหนาวนั้นต่างจากเอเชียซึ่งเป็นเมืองร้อนมากเหมือนกัน

วัคซีนพื้นฐานป้องกันโรคหัด

วัคซีนป้องกันโรคหัด - หัดเยอรมัน - คางทูม เป็นวัคซีนพื้นฐานหรือวัคซีนที่ได้รับการบรรจุลงในแผนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ ผู้ปกครองสามารถพาบุตรหลานไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด - หัดเยอรมัน - คางทูม ได้ฟรี ณ หน่วยบริการสาธารณสุขของรัฐ เช่น ศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล

โลกร้อนขึ้นทุกวัน โรคที่เคยคุกคามก็ยิ่งลุกลาม ที่เคยป้องกันหรือรักษาได้ง่ายก็ยิ่งยากขึ้น โรคหัดคือหนึ่งในนั้น กูรูชีวจิตแนะนำวิธีเช็กอาการผิดปกติของตนหรือคนใกล้ตัวว่าใช่โรคหัดหรือไม่เพื่อช่วยป้องกันก่อนโรคหัดที่กำลังคุกคามจะลุกลามไปเป็นอย่างอื่น

โรคหัด

ในยุโรปและอเมริกากลัวโรคหัดอีกชนิดหนึ่งมากครับ โรคหัดแบบนั้นเรียกภาษาชาวบ้านว่า “หัดเยอรมัน” เชื้อของมันเป็นเชื้อต่างจากโรคหัดของเอเชีย มีชื่อว่า Rubella

ว่ากันที่จริง Rubella เป็นพี่น้องกับโรคหัดที่ระบาดในเอเชียเพราะอาการที่เริ่มเป็นจะคล้ายๆ กัน แต่ที่ฝรั่งกลัวหัดเยอรมัน เพราะเป็นแล้วจะมีผลข้างเคียง โดยเฉพาะถ้าเป็นในผู้หญิงมีครรภ์ เด็กในครรภ์จะเป็นอันตราย เกิดมาแล้วจะพิการได้

เอาละครับ ขอพูดถึง “หัดเอเชีย” ที่เกิดระบาดในบ้านเรากันเสียก่อน

ผมมีข้อสังเกตส่วนตัวอย่างหนึ่งเกี่ยวกับหัดเอเชียหรือ Rubeola นี้ครับ ข้อสังเกตนั้นมีอยู่ว่า ถ้าเกิดโรคนี้ขึ้นในท้องถิ่นใดให้สังเกตให้ดีว่า ยิ่งสภาพอากาศร้อนมากเท่าใด โรคนี้จะระบาดไปตามที่ต่างๆ ได้เร็วมากอย่างไม่น่าเชื่อ

คลิกเพื่ออ่านต่อหน้าถัดไป

ข้อสังเกตของผมข้อนี้จึงขอสรุปไว้ก่อนว่า ถ้าอากาศร้อนขึ้นอย่างกะทันหัน ให้ระวังการระบาดของโรคนี้ไว้ให้มากๆ

ต่อไปให้สังเกตอาการต่างๆ เป็นลำดับไปเลยนะครับ

1. แรกทีเดียวจะมีไข้สูง ตัวร้อนมาก วัดปรอทมีไข้สูงถึง 39 - 40 องศาเซลเซียส

2. มีอาการอ่อนเพลียมากๆ ถึงขนาดลุกไม่ขึ้น เดินไม่ไหว

3. เบื่ออาหาร

4. มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล การไอจะไอเสียงแหบๆ

5. ตาแดงและมักทนแสงสว่างไม่ค่อยได้

6. มีเม็ดแดงๆ ขึ้นภายในปากและคอ โดยที่ส่วนบนสุดของเม็ดจะมีจุดช้ำขาวหม่น เม็ดแดงๆ ในปากนี้ ภาษาแพทย์เรียกว่า Koplik Spots

7. ให้สังเกตว่า เม็ดแดงๆ เหล่านี้จะขึ้นในปากและคอก่อน ต่อจากนั้นอีกประมาณ 1 - 2 วันจะขึ้นที่หน้าผากและใบหู แล้วกระจายไปที่แขน ขา และส่วนต่างๆ ของลำตัว

โรคหัด

เมื่ออาการมาถึงขั้นนี้แล้วจะเป็นอย่างไรหรือลงเอยอย่างไรก็อยากจะเล่าย้อนไปถึงประสบการณ์ของตนเอง เพื่อนๆ และญาติพี่น้อง ที่ป่วยเป็นโรคนี้ในสมัยก่อนสักนิด

นั่นคือ เมื่อ 60 - 70 ปีมาแล้ว สมัยนั้นโรคหัดเป็นเรื่องธรรมดา ดูจะเป็นธรรมเนียมที่เชื่อกันมาก่อนว่า เมื่อโตมาระยะหนึ่งต้องเป็นโรคหัดกันทุกคน เมื่อออกหัดก็ให้ยาเย็นกิน เช่น ยาเขียว ยาแก้ไข้ ลดไข้

เมื่อเป็นหัดถึงขั้นสุดท้ายที่กล่าวมาแล้ว คือเม็ดแดงขึ้นทั่วตัวได้สัก 4 - 5 วัน ไข้จะลดลง เม็ดแดงๆ จะเริ่มแห้ง เริ่มกินอาหารได้ มีเรี่ยวมีแรงขึ้น พอเดินได้วิ่งได้ก็ถือว่าโรคหัดนั้นหายแล้ว

จะเหลือไว้แต่ริ้วรอยจุดๆ สีน้ำตาล เนื่องมาจากตุ่มแดงแต่เวลาผ่านไปสักอาทิตย์ ริ้วรอยจะหายขาด ผิวก็จะลื่นและเรียบเป็นปกติ

และที่ดีใจมากคือ คล้ายกับได้ผ่านการทดสอบครั้งสำคัญในชีวิตมาแล้ว เชื่อกันว่า เมื่อเป็นโรคหัดครั้งหนึ่งแล้วจะไม่เป็นโรคหัดอีกเลยตลอดชีวิต

คลิกเพื่ออ่านต่อหน้าถัดไป

ความเชื่อเช่นนี้กลายเป็นความจริงตามหลักการแพทย์ปัจจุบันด้วย เมื่อเป็นหัดครั้งหนึ่ง ผู้ป่วยก็จะเกิดภูมิคุ้มกัน (antibody) ขึ้นในตัว เมื่อร่างกายได้รับเชื้อหัดเข้ามาอีกภูมิคุ้มกันตัวนี้จะฆ่าเชื้อหัดที่รับมาใหม่ให้วอดวายไป เราก็จะไม่มีวันป่วยเป็นโรคหัดอีก

แต่สมัยนี้เล่าเป็นอย่างไร มีบางอย่างที่น่ากลัวเกิดขึ้น คือ ความแข็งแรงของผู้ป่วยสมัยนี้น้อยกว่าสมัยก่อน ถ้าจะพูดตามแนวชีวจิตคือว่า ภูมิชีวิตของคนสมัยนี้ต่ำกว่าคนสมัยก่อนฉะนั้นเชื้อหัดจะสามารถกระจายทำให้เกิดอาการต่างๆ ที่ทำให้ป่วยร้ายแรงถึงชีวิตได้

โรคหัด

ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง ประชาชนบางกลุ่มมีชีวิตอยู่ในชุมชนแออัดมากขึ้น สกปรกมากขึ้น

เมื่อเป็นโรคหัดก็จะกลายเป็นโรคร้ายแรงถึงขนาดเป็นนิวมอเนีย (Pneumonia) หรือปอดอักเสบ หรือทำให้สมองอักเสบและบวมจนอาการหนัก เสียชีวิตได้

การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดตั้งแต่เด็กมีอายุครบ 1 ขวบ วัคซีนจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคหัดได้ศักดิ์สิทธิ์นัก

บางคนและหลายคนไม่มีโอกาสได้ฉีดวัคซีนจะทำอย่างไรเมื่อโตแล้วก็อาจจะฉีดยาที่เรียกกันว่า Gamma Globulin ช่วยป้องกันได้ แต่ยาตัวนี้จะมีผลป้องกันโรคได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น

แต่ผู้ที่ป่วยแล้วเกิดมีอาการลุกลามจนกระทั่งติดเชื้อนิวมอเนียแพทย์คงต้องรักษาตามอาการ ต้องใช้ยาประเภทปฏิชีวนะหรือแอนติไบโอติกส์เป็นการใหญ่นั่นแหละครับ

อ้อ มีรายงานเคสแปลกประหลาดอยู่บ้างคือ คนไข้บางคนที่เป็นหัดจนถึงอาการสุดท้ายของโรค คือตุ่มขึ้นทั่วตัวแล้ว แต่ไข้ไม่ลด กลับปราก

 

ข้อมูลจาก : นิตยสารชีวจิต ฉบับที่ 329

keyboard_arrow_up