3 พระเอกหนุ่ม ผู้ดำเนินชีวิตด้วยธรรมะ

3 พระเอกหนุ่ม ผู้ดำเนินชีวิตด้วยธรรมะ ธรรมะสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตได้กับทุกเพศทุกวัย และ 3 พระเอกหนุ่ม ฌอห์ณ จินดาโชติ  พระเอกหนุ่ม ที่ขึ้นว่ามีความคิดดีคนหนึ่งของวงการ เจมส์ มาร์ พระเอกหนุ่ม มากฝีมือ และ อาร์ม – กรกันต์ สุทธิโกเศศ ที่โด่งดังจากการเป็น พระเอกหนุ่ม ละครเวทีเรื่องโหมโรง จะมาบอกเล่าถึงการนำธรรมะมาใช้ในชีวิตได้อย่างลงตัว   ฌอห์ณ จินดาโชติ “พกสติเหมือนสตังค์”     “ผมใช้เรื่องสติครับ ต้องรู้จักจิตและตัวตนของเรา วันนี้เราตื่นแล้วรู้ว่าต้องไปไหน ทำอะไร สวมหัวโขนเป็นใคร เราไปเล่นละครเป็นชาวเลคนหนึ่งที่อกตัญญูมาก เราก็ต้องทำใจและยอมรับในจุดๆนั้น เริ่มแรกของวันต้องมีสติ ถ้าเริ่มต้นวันไม่ดี วันนั้นจะรวนมาก และถ้าวันนั้นแย่จริงๆ ก็พยายามมองถึงเป้าหมายที่เรากำลังจะไปถึง คุณแม่กำลังรอเราอยู่ หรือการเห็นหลานมีความสุข ตอนนี้เราก็กำลังไปทำสิ่งที่ทำให้เขามีความสุข ฉะนั้นเราก็มีความสุขเหมือนกัน ธรรมะเป็นเรื่องใกล้ตัวมากครับ อยู่ที่เราจะหยิบยกมาใช้ไหม พกสติเหมือนสตังค์ เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้ในหนังสือ Present Perfect เพราะวันนี้…ดีที่สุดแล้ว พกสติติดตัวไว้ให้เคยชิน หยิบขึ้นมาใช้ให้บ่อยๆ […]

ธรรมะเยียวยาใจเมื่อต้องพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก

ธรรมะเยียวยาใจเมื่อต้อง พรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก มีหลายคนที่ พรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การพรากจากเป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง ทุกข์เพราะรักและผูกพันมาก ตั้งแต่อดีตกาลนานมา มีเหตุการณ์ที่สร้างความเศร้าโศกให้มวลมนุษยชาติมาอย่างต่อเนื่อง ดังพุทธพจน์ที่ว่า “คนเราเสียน้ำตามาตลอดสังสารวัฏที่เวียนว่ายนั้น มีปริมาณมากกว่าน้ำในห้วงมหาสมุทรทั้ง 4” (มหาสมุทรที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุในคติไตรภูมิ ได้แก่ ปิตสาคาร ผลิกสาคร ขีรสาคร และนิลสาคร ) พระพุทธเจ้าทรงสอนการวางใจให้ละจากความเศร้ามาหลายกรณี อย่างกรณีที่ปรากฏใน วิสาขาสูตร นางวิสาขามหาอุบาสิกา หญิงผู้ยึดมั่นและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาตลอดชีวิต เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดบุพพาราม (วัดที่นางสร้างอุทิศให้กับพระพุทธศาสนา) ในสภาพที่เศร้าโศกเสียใจ จนผมและกายเปียก (น่าจะมาจากการร้องไห้ของนางวิสาขา) พระพุทธเจ้าตรัสถามนางว่า “วิสาขาเธอเศร้าโศกด้วยเรื่องอะไร” นางวิสาขาตอบว่า “เสียใจที่หลานอันเป็นที่รักมาด่วนจากไปเจ้าคะ” พระพุทธเจ้าจึงถามนางว่า “วิสาขา… เธอรักชาวเมืองสาวัตถีแห่งนี้เหมือนอย่างที่เธอรักหลานของเธอหรือไม่” นางวิสาขาตอบว่า “รักเจ้าคะ” พระพุทธเจ้าตรัสถามนางวิสาขาต่อว่า “แล้วเธอทราบหรือไม่ว่า..ชาวเมืองสาวัตถีตายกันวันละกี่คน” นางวิสาขาตอบพระองค์ว่า “บางวันก็สองคน แต่มากสุดก็วันละสิบคนเจ้าคะ” พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “หากเป็นเช่นนี้ ชาวเมืองตายวันละสองคน สิบคน หรือมากกว่านั้น เธอคงร้องไห้ทุกข์ทรมานในการจากไปเช่นนี้ทุกวัน ผมและกายก็เปียกเช่นนี้ทุกวัน เพราะเธอรักพวกเขามาก” นางวิสาขาตอบว่า “ไม่เจ้าคะ […]

3 เรื่องราว “ล้มได้ แต่ลุกให้เป็น” ข้อคิดดี ๆ จาก เต๋อ กัน และท็อป

3 เรื่องราว “ล้มได้ แต่ลุกให้เป็น” คนบางคนตีความคำว่า “ล้ม” เท่ากับ “แพ้” เมื่่อแพ้ก็พานล้มเลิก ไม่อยากจะลุกขึ้นสู้ใหม่ ยอมรับความพ่ายแพ้ไปโดยปริยาย 3 เรื่องราว “ ล้มได้ แต่ลุกให้เป็น ” 3 หนุ่มที่ Secret ยกมานี้ เคย “ล้ม”มาแล้วเช่นกัน แต่พวกเขาเลือกที่จะ “ลุกขึ้นสู้ใหม่” และเก็บเรื่องราวเหล่านี้ไว้เป็นบทเรียน   เต๋อ – ฉันทวิชช์ ธนะเสวี บทเรียนจากทุเรียนเน่า     ถึงแม้ว่าความฝันสูงสุดของผมคือการได้เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ แต่เมื่อได้รับโอกาสให้เป็นนักแสดงควบคู่กับการเขียนบท (ก่อน) ผมก็ยินดีเพื่อจะได้เก็ บเกี่ยวข้อมูลการแสดง และการทำงานในกองถ่าย ฯลฯ ไปในตัว ก่อนหน้านั้นชีวิตผมก็ราบรื่นดี มาสะดุดเพราะภาพยนตร์เรื่องที่สองที่ผมเล่นนี่แหละ เรื่องนี้ผมถูกโหวตให้ได้รับ “รางวัลทุเรียนเน่า สาขานักแสดงนำชายยอดแย่” ครับ ถึงจะเป็นแค่รางวัลล้อเลียนขำๆ ที่จัดขึ้นในเว็บไซต์หนึ่ง แต่นั่นก็หมายความว่า “ตลอดปีนั้นผมเป็นดารานำชายที่แสดงได้ห่วยที่สุด” ตอนนั้นเครียดครับ เพราะผมมั่นใจว่าผมทำดีที่สุดแล้วแต่ในเมื่อทำตรงนี้แล้วไม่ดี ผมก็ยอมกลับไปเขียนบทอย่างเดียวตอนน้นั […]

เคล็ดลับความสำเร็จของ 3 ธุรกิจเงินล้าน แม่กิมไล้ ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว พรานทะเล

เคล็ดลับความสำเร็จของ 3 ธุรกิจเงินล้าน แม่กิมไล้ ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว พรานทะเล กว่าที่คนๆ หนึ่งจะประสบความสำเร็จเป็น ธุรกิจเงินล้าน ไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาต้องฝันฝ่าอุปสรรคนับไม่ถ้วน เคล็ดลับความสำเร็จของพวกเขาคืออะไร ไปติดตามกันได้เลยค่ะ   แม่กิมไล้ ขนมไทยเมืองเพชร   เคล็ดลับความสำเร็จของแม่กิมไล้ บุญประเสริฐ เจ้าของขนมไทยเมืองเพชร ไม่ได้มีขั้นตอนมากมายและไม่ต้องอาศัยทฤษฎีการตลาดใดๆ มาเกี่ยวข้อง แต่อาศัยใจที่ซื่อสัตย์และความขยันเท่านั้น กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นธุรกิจขนมหวานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในจังหวัดเพชรบุรี แม่กิมไล้ต้องผ่านอุปสรรคและความยากลำบากมามากมาย ทั้งคำสบประมาท “คนอย่างมึง ชาตินี้ไม่มีทางได้จับเงินหมื่น” แต่หญิงแกร่งคนนี้ไม่เคยนำคำพูดนั้นมาคิดน้อยใจ แต่กลับใช้เป็นแรงผลักดันในการสู้ชีวิตต่อไป จากกล้วยงอมๆ แค่เครือเดียว แปลเปลี่ยนเป็นธุรกิจเงินล้านในเวลาไม่กี่ปี โดยสิ่งที่เป็นคติประจำใจของเธอคือ “แม่อ่านให้ตัวเองฟังทุกวันว่า…อย่านอนตื่นสาย เพราะการนอนตื่นสายทำให้เสียเวลาทำงาน“อย่าอายทำกิน…เพราะถ้าเป็นงานสุจริตที่เกิดจากมันสมองและสองมือ ก็ไม่มีอะไรต้องอาย “อย่าหมิ่นเงินน้อย…เพราะหากขาดเงินไปเพียงสลึงเดียว เงินร้อยก็ไม่เต็มร้อย เงินล้านก็ไม่เต็มล้าน “อย่าคอยวาสนา…เพราะการสร้างวาสนาขึ้นมาเองเป็นสิ่งที่แน่นอนยิ่งกว่า   ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว บะหมี่พันล้าน   กว่าจะเป็นชายสี่บะหมี่เกี๊ยว หนึ่งในร้านบะหมี่ที่มีแฟรนไชน์มากที่สุดในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จากลูกชาวนาจนๆ ไม่มีใบปริญญา ไม่เคยศึกษาวิธีการทำตลาด แต่คุณพันธ์รบ  กำลา ก็กัดฟันสู้ชีวิต สร้างเนื้อสร้างตัวจนได้เป็นเถ้าแก่ใหญ่อย่างปัจจุบัน “ผมเป็นนักวางแผน…วางแผนทุกเรื่อง […]

5 พลัง 5 ธรรมาจารย์หญิง…ผู้พลิกหัวใจให้เบิกบาน

5 พลัง 5 ธรรมาจารย์หญิง… ผู้พลิกหัวใจให้เบิกบาน พระพุทธศาสนาดำรงอยู่มาแล้วกว่า 2,600 ปี ซึ่งผู้ที่สืบทอดพระศาสนาให้ยืนยาวมาจนถึงทุกวันนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพุทธบริษัท 4 อันประกอบด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา วันแม่ปีนี้ Secret จึงชวนผู้อ่านทำความรู้จัก 5 ธรรมาจารย์หญิง ผู้พลิกหัวใจให้เบิกบาน ในรสพระธรรม   แม่พระของ “ลูกโยคี” คุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย     นางสิริ กรินชัย หรือที่ผู้ปฏิบัติธรรมมักเรียกเธอว่า “คุณแม่สิริ” เกิดมาในครอบครัวที่ชอบทำบุญทำกุศลและเป็นคนธรรมะธัมโม จังหวัดนครราชสีมา  ทำให้เธอและพี่น้องอีก 4 คนในบ้านคุ้นเคยกับคำสอนทางพุทธศาสนาตั้งแต่ยังเล็ก คุณแม่สิริเป็นคนเรียนหนังสือเก่ง สอบได้ที่ 1 ตลอดทุกครั้ง หากทำงานอะไรก็จะทำได้ดีมาก หลังแต่งงาน คุณแม่จึงเลือกที่จะประกอบอาชีพร้านเสริมสวย ตัดเสื้อ และขายอุปกรณ์เสริมสวยในจังหวัด ครั้งหนึ่งคุณแม่สิริได้มีโอกาสเข้าวิปัสสนากรรมฐานอย่างเคร่งครัด 7 วันกับท่านเจ้าคุณพระธรรมธีรราชมหามุนี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร ท่านเจ้าคุณซึ่งเป็นผู้สอบอารมณ์ถึงกับเอ่ยปากว่า “มาโคราชเที่ยวนี้ไม่เสียเที่ยว ได้คนดีไว้คนหนึ่งคือคุณสิริ ต่อไปคนนี้จะสอนคนและทำประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก” คุณแม่สิริตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะเผยแผ่สิ่งที่ตนเองได้ไปรับรู้มาให้กับผู้อื่น จึงแปลงบ้านของตนเป็นสถานปฏิบัติธรรม แล้วจัดตั้งหลักสูตรวิปัสสนากรรมฐานที่มีชื่อว่า “การพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาและสันติสุข” ขึ้นมา หลักสูตรนี้สอนการปฏิบัติเพื่อให้เกิดสติ กำหนดรู้อารมณ์ปัจจุบันอย่างต่อเนื่องตลอด 7 คืน 8 วัน โดยอาศัยหลักสำคัญ 3 อย่างในการปฏิบัติ ได้แก่ การกำหนดรู้อิริยาบถปัจจุบันจากอารมณ์ที่มากระทบทวารทั้ง 6 ประกอบด้วยตา หูจมูก ลิ้น กาย และใจ การเดินจงกรม และการนั่งสมาธิโดยอาศัยการกำหนดอาการพองยุบของท้อง 50 กว่าปีผ่านไป ด้วยวิธีการสอนที่เข้าใจง่ายและน้ำเสียงที่อบอุ่นของคุณแม่สิริ ซึ่งมักเรียกผู้เข้ารับการอบรมว่า “ลูกโยคี”ทำให้ผู้คนมากมายจากทุกสารทิศ ต่างพากันมาขอความรู้จากท่าน โดยปัจจุบันมีผู้เข้าอบรมในหลักสูตรของคุณแม่สิริครั้งละ 100 - 500 คน และมีคนผ่านการอบรมไปแล้วหลายหมื่นคน คุณแม่สิริมักกล่าวกับลูกโยคีเสมอว่า…“ท่านเป็นผู้โชคดีได้มาพบพระพุทธศาสนา มีโอกาสรับของขวัญจากพระพุทธเจ้าคือความสุข ไพบูลย์ สงบเย็นด้วยคุณธรรมของศีล ทาน สมาธิและปัญญา ขอให้ทุกท่านมีความเพียร มีความอดทน มีความพอใจที่จะก้าวไปสู่ทางสันติสุขโดยยึดมั่นปฏิบัติธรรมะ อันเป็นทางตรงและถูกต้องแล้ว”   ภิกษุณีคามา เลกเช โทโม…ผู้นำทางให้สตรีมีที่ยืน     ว่ากันว่า ภิกษุณีคามา เลกเช โทโม เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยมหาศาล ถึงขนาดที่ว่าสามารถซื้อรถ เรือ และเครื่องบินได้ทุกปี ด้วยความที่เติบโตมาในรัฐที่ติดทะเล ทำให้ก่อนออกบวชสาวน้อยแพทริเซีย ฌอง เซนน์ ผู้นี้หลงใหลในสายน้ำและคลื่นลมของทะเลจนกลายเป็นนักโต้คลื่นในที่สุด สมัยที่เธอยังเล็ก แพทริเซียมักตั้งคำถามกับคนรอบตัวว่า “จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากเราตายไปแล้ว” ซึ่งคำตอบที่ได้รับไม่เคยทำให้เธอเข้าใจ ด้วยเหตุนี้เมื่อเจริญวัยเธอจึงไปค้นหาคำตอบไกลถึงธรรมศาลา ประเทศอินเดีย ครั้งแรกที่เข้าเรียนคลาสวิชาพระพุทธศาสนา เธอก็ได้รับคำตอบที่ตามหามานานจากพระสายทิเบต ส่งผลให้แพทริเซียตัดสินใจบวช โดยได้รับฉายาว่า “ภิกษุณีคามา เลกเช โทโม”และใช้ชีวิตนักบวชอยู่ในประเทศอินเดียนานกว่า 15 ปี ภิกษุณีเลกเชได้กล่าวถึงสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้จากคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ว่า… “พระพุทธเจ้าสอนวิธีเปลี่ยนแปลงจิตใจจากความสับสนความโลภ ความเกลียด ความหยิ่งยโสไปสู่การละและวาง ท่านสอนว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเวลาในปัจจุบัน…ดังนั้นไม่ว่าข้างหน้าจะแย่หรือจะดี เราจะไม่กังวล ไม่ทุกข์ เพราะเราอยู่กับปัจจุบันของเรา…แต่น่าเสียดายที่คนส่วนมากกว่าจะรู้ตัว ชีวิตก็หมดเวลาไปกับสิ่งไร้สาระจนหมดเวลาของชีวิต… “…คนเราส่วนมากทุกข์เพราะเราไปยึดติดว่านั่นเป็นตัวเราเป็นของเรา ทั้งที่จริงๆ แล้วทุกสิ่งเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน พระพุทธเจ้าสอนว่า เป็นการยากที่จะสลัดความเป็นตัวเป็นตนของเราออกไปได้ แต่ไม่ยากจนเกินไป แค่ก้าวข้ามคำว่า ฉัน ของฉัน” ด้วยความที่ภิกษุณีเลกเชอยู่ในอินเดียมานาน ท่านจึงเข้าใจความคิดของผู้หญิงอินเดียที่ว่า “หากมีโอกาสเกิดใหม่ ขอเกิดเป็นผู้ชายดีกว่า” ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเริ่มสอนให้สามเณรีและผู้หญิงทุกคนที่มาเรียนมีความมั่นใจมากขึ้น ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตนก็มีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาและปฏิบัติธรรมเหมือนกับผู้ชาย และนี่คือสาเหตุที่ทำให้ท่านก่อตั้งมูลนิธิแจมยัง (Jamyang Foundation) มูลนิธิที่นำเงินไปช่วยเหลือผู้หญิงในประเทศยากจนให้มีการศึกษายังขึ้น ท่านกล่าวว่า “เสียดายศักยภาพและโอกาสของบางคนที่ทุ่มเททั้งชีวิต แต่ต้องตายจากไปและไม่มีโอกาสทำสิ่งดีๆ ที่อยากทำ”   ภิกษุณีชุนโด อาโอยาม่า…งามตามวิถีแห่งเซน     ธรรมาจารย์ชุนโด อาโอยาม่า เดิมมีชื่อว่า มิสุโกะ มาจากครอบครัวชาวนา ตระกูลของท่านนับถือพุทธศาสนามาตลอด ตอนเด็กๆ ปู่ของท่านซึ่งเป็นนักพรตในลัทธิชูเก็นโดได้เคยทำนายไว้ตั้งแต่ท่านอยู่ในครรภ์มารดาว่า เด็กคนนี้จะต้องบวช เมื่อได้ยินดังนั้น ภิกษุณีซูซัน เจ้าอาวาสวัดชินชูผู้เป็นป้าจึงรับเด็กน้อยไปเลี้ยงดูตั้งแต่อายุ 5 ขวบ นอกจากการฝึกฝนและปฏิบัติธรรมแล้ว เด็กหญิงมิสุโกะยังต้องช่วยทำการเกษตรในไร่ของวัด แม้จะมีโอกาสเรียนหนังสือ แต่เธอก็ไม่ค่อยมีเวลาอ่านหนังสือ ช่วงเวลาในการท่องจำหนังสือ คือระยะทางหกกิโลเมตรที่เธอต้องเดินทางจากบ้านถึงโรงเรียน บางครั้งถึงกับต้องทำบัตรคำภาษาอังกฤษติดตัวไปท่องระหว่างทำงานในไร่นาหรือแม้แต่เวลาเข้าห้องน้ำ หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมต้นมิสุโกะตัดสินใจที่จะโกนหัวและบวชเป็นภิกษุณีที่วัดไอจิ เซ็มมน นิโซโด ซึ่งเป็นวัดที่ฝึกหัดภิกษุณี อยู่ที่เมืองนะโงะยะ ท่านเคยกล่าวถึงสาเหตุที่บวชทางโทรทัศน์ว่า “พระพุทธเจ้ามีความสุขทางโลกครบทุกอย่าง แต่พระองค์ทรงละทิ้งทุกอย่าง เพื่อหาความสุขที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่ความสุขทางโลก ไม่ใช่เงินหรือเกียรติยศใดๆ เพราะความสุขแบบนั้นไม่ได้อยู่กับเราถาวร นั่นเป็นความสุขที่มีเงื่อนไขและแปรเปลี่ยนอยู่เสมอ แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบคือหนทางความสุขที่ไม่มีเงื่อนไข ฉันจึงเชื่อว่า…ไม่ว่าใครที่เดินทางบนเส้นทางนี้ก็จะมีความสุขเช่นนี้เหมือนกัน” ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่วิถีของนักบวชหน้าใหม่ เธอก็ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อภิกษุณีที่วัดนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งภิกษุณีชุนโด อาโอยาม่า ได้พบธรรมะบทหนึ่งขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า…“อย่ามองหาความผิดของผู้อื่นในสิ่งที่พวกเขาทำหรือไม่ได้ทำ แต่ให้มองที่ตัวเธอมากกว่าว่าได้ทำอะไรลงไปและอะไรยังไม่ได้ทำ” ธรรมะบทนี้เธอตระหนักได้ว่า ไม่ว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร แต่ธรรมะของพระพุทธองค์ยังคงเรืองรองอยู่เสมอ เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองจบลง ภิกษุณีชุนโดตัดสินใจเรียนต่อมหาวิทยาลัยโคมาซาว่า ซึ่งมีผู้หญิงเข้าเรียนไม่ถึงสิบคน ในช่วงเวลาแห่งการเรียนนี้เองที่ภิกษุณีชุนโดมีโอกาสได้สอนการจัดดอกไม้และการชงชาในวัดที่ท่านอาศัยอยู่…ภิกษุณีชุนโด อาโอยาม่า ได้กลับไปอยู่วัดที่ชินชูเมื่ออายุได้ 30 ปี หลังจากที่กลับมาอยู่วัดบนเขานี้ ท่านได้รับเชิญให้ไปสอนที่วัดฝึกหัดที่ไอจิ เซ็มมน นิโซโด และได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรตามที่ต่างๆ อีกมากมายทั่วประเทศญี่ปุ่น หลังจากภิกษุณีผู้เป็นป้าจากไป ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสคนต่อไปของ วัดมุเรียวจิ ทั้งยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดฝึกหัดที่ไอจิ เซ็มมน นิโซโด เมื่ออายุเพียง 42 ปี นับว่าเป็นเจ้าอาวาสที่อายุน้อยที่สุดของวัดฝึกหัดแห่งนี้…ภิกษุณีชุนโด อาโอยาม่า ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ว่าจะเป็นการสอนธรรมะและสอนซาเซน (= วิถีแห่งเซน) ทั้งในและนอกประเทศ บางครั้งท่านก็ได้รับเชิญให้ไปสอนถึงอินเดีย ยุโรป และอเมริกา   ภิกษุณีเจิ้งเอี๋ยน…ผู้มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์อย่างหาที่สุดมิได้     ภิกษุณีเจิ้งเอี๋ยน กำเนิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 ที่ตำบลเล็กๆ ชื่อชิงสุ่ย ของเมืองไทจุง ประเทศไต้หวัน เดิมท่านมีชื่อว่า “หวัง จิ่น หยิน” เมื่อโตขึ้น บิดาของท่านถึงแก่กรรมโดยมีสาเหตุจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตัวท่านเอง สร้างความเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ตลอดทั้งวันเด็กสาวคิดคำนึงเพียงเรื่องเดียวว่า ขณะนี้บิดาไปอยู่ ณ ที่ใด เพื่อนคนหนึ่งจึงได้แนะนำหวัง จิ่น หยิน ให้ไปที่วัดฟงเหยียนท่านธรรมาจารย์ที่วัดมอบหนังสือให้ท่านเล่มหนึ่งและบอกว่า “โยมเอากลับไปอ่านแล้วจะรู้ว่าพ่อของโยมไปอยู่ที่ไหน” อันที่จริงแล้วหนังสือเล่มนั้นไม่ได้บอกอะไรเลย เพียงแต่เขียนว่า “คนเราเมื่อมีเกิดก็ต้องมีตาย” …ต่อมามีเพื่อนอีกคนหนึ่งพาท่านไปที่วัดฉือหยิน ท่านได้อ่านหนังสือ “เหลียงหวางเป่าซาน” ซึ่งทำให้สาวน้อยหวัง จิ่น หยิน ในขณะนั้นมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า “คนเราเมื่อตายไปแล้ว จะเอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ จะมีแต่กรรมดีหรือกรรมชั่วที่เราทำในชาตินี้ติดตัวไปเท่านั้น” นับตั้งแต่นั้นมาเธอก็ไปวัดทุกวันและออกบวชโดยได้รับฉายาว่า “เจิ้งเอี๋ยน” เมื่อท่านเดินทางกลับถึง ฮวาเหลียน อุบาสก สวี ซง หมินได้สร้างกระท่อมเล็กๆ หลังวัด ผู่หนิง ให้เป็นที่พำนัก ท่านธรรมาจารย์และสานุศิษย์ที่ติดตามมาทำงานอย่างหนัก ต้องต่อสู้กับลมและฝน บางครั้งต้องอดมื้อกินมื้อ แต่กระนั้นท่านก็ยังยึดมั่นในปณิธานที่จะไม่รับบิณฑบาต ไม่รับประกอบพิธีกรรม และตั้งกฎไว้ข้อหนึ่งว่า “วันใดไม่ทำงานวันนั้นจะไม่กิน” ดังนั้นทุกวันคนในวัดจะช่วยกันปลูกผักกินเอง เดินทางไปโรงงานเพื่อเก็บเอาด้ายที่เขาทิ้งแล้วเอามาถักเสื้อกันหนาวเพื่อหารายได้ยังชีพ ภิกษุณีเจิ้งเอี๋ยนเคยกล่าวถึงเรื่องของการทำงานไว้ว่า…“คนที่ไม่ทำงานใดๆ และปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไร้ประโยชน์ ชีวิตจะเต็มไปด้วยความเกียจคร้าน การปล่อยชีวิตให้ล่วงเลยไปโดยเอาแต่นอน จิตใจจะค่อยๆ ตกต่ำ สติปัญญาและความสามารถจะถดถอยลงเรื่อยๆ ผู้ที่ดำรงชีวิตแบบนี้เราเรียกว่า ‘คนหลับ’…” ปี พ.ศ. 2509 มีเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนใจท่านอย่างรุนแรง วันหนึ่งท่านเดินทางไปยังโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ท่านได้พบเลือดกองใหญ่นองอยู่บนพื้น เมื่อสอบถามก็ได้ความว่า เป็นกองเลือดของผู้หญิงชนบทแท้งลูก เพราะใช้เวลาเดินทางมานานถึง […]

นัท มีเรีย เบนเนเดตตี้ เชื่อมั่นในความดีว่ามีอยู่จริง

นัท มีเรีย เบนเนเดตตี้ เชื่อมั่นในความดี ว่ามีอยู่จริง ก่อนตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง แม้กระทั่งการทำความดี นัท มีเรีย เบนเนเดตตี้ จะมีหลักคิดว่า “ทำในสิ่งที่เชื่อและเชื่อในสิ่งที่ทำ” เพราะถ้าเชื่อและมีศรัทธาแล้ว เราจะทำสิ่งนั้นด้วยใจและด้วยศักยภาพทั้งหมดที่เรามี ดัง เชื่อมั่นในความดี ว่ามีอยู่จริง แม้แต่เรื่องการทำความดี นัทก็จะเริ่มต้นจาก “ต้องเชื่อก่อนว่าความดีมีอยู่จริง ความชั่วก็มีอยู่จริง” ทำสิ่งไหนก็ย่อมได้รับสิ่งนั้นคืนกลับมา คุณแม่ของนัทถือเป็นต้นแบบการทำความดีที่ใกล้ตัวที่สุด นอกจากคุณแม่จะชอบไปวัด ชอบทำบุญ ช่วยทำนุบำรุงศาสนาแล้ว คุณแม่ยังรักที่จะเป็น “ผู้ให้” ด้วยค่ะ เริ่มตั้งแต่ช่วยอุปการะส่งเสียหลาน ๆ แม้แต่คนทั่วไป ไม่ว่าใครเดือดร้อนมาคุณแม่ช่วยหมด รวมทั้ง “น้องหมา” ใกล้ ๆ บ้าน คุณแม่ก็จะเตรียมข้าวเป็นกะละมัง ๆ เอาใส่รถไปเลี้ยงทุกวัน จนน้องหมาทุกซอยกลายเป็นลูกสมุนคุณแม่กันหมด คุณแม่ทำอย่างนี้มากว่า 20 ปีด้วยความสุขค่ะ ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยหรือเบื่อเลยสักครั้ง ท่านทำเพราะอยากทำ ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำตามโอกาสหรือวาระสำคัญ…นั่นทำให้นัทอยากทำเหมือนคุณแม่บ้าง ยิ่งโตขึ้น ความรู้สึกนี้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่า คนเราอยู่ในโลกคนเดียวไม่ได้ ต้องเกื้อกูลกัน วันนี้เราอาจโชคดีที่มีมากกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้น เราก็ต้องแบ่งปันสิ่งเหล่านี้ให้เขาบ้าง นัทมีหลักว่า “จะช่วยเหลือใคร เราต้องมองลึกลงไปให้ถึงความรู้สึกของเขาก่อน เขาเดือดร้อนตรงไหนก็ช่วยตรงนั้นแล้วต้องช่วยอย่างมีสติ” ถ้าบางเรื่องจำเป็นต้องใช้เงิน เราก็ใช้ เช่น ถ้าใครอยากบวชแต่ไม่มีสตางค์ นัทก็อาสาเป็นเจ้าภาพให้ ถ้าใครไม่มีเงินทำศพหรือเป็นศพไม่มีญาติ นัทก็จะช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายให้ วิธีนี้ไม่ยุ่งยากเลยค่ะ ใครจะทำบ้างก็ได้ แค่ไปแจ้งความจำนงไว้กับมูลนิธิ เมื่อมีคนเดือดร้อนด้วยกรณีเหล่านี้เข้ามา เขาก็จะประสานงานมายังเรา เราก็สามารถส่งความช่วยเหลือไปได้ทันที แต่ถ้าไม่สะดวกเรื่องเงิน นัทก็ใช้แรงกายแรงใจของตัวเราเองแทน เช่น ไปพูดคุยให้กำลังใจ เพื่อให้เขารู้สึกว่า “ไม่ได้ถูกสังคมทอดทิ้งและตัวเขายังมีค่ากับโลกใบนี้” นัทว่า บางทีสิ่งเหล่านี้อาจจะสำคัญมากกว่าของเยี่ยมหรือเงินทองเสียอีก   นัทร่วมกับแฟนคลับนำเงินไปบริจาคที่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ดอนเมือง   นัทบริจาคกระดูกและเนื้อเยื่อที่ศูนย์เนื้อเยื่อชีวภาพ กรุงเทพฯในพระอุปถัมภ์ฯมาค่ะ   ไปให้กำลังใจ แจกขนมคุณลุงคุณป้าผู้ป่วยโรคไตที่โรงพยาบาลรามาธิบดี   เคยมีครั้งหนึ่ง น้องแฟนคลับโทรศัพท์มาเล่าว่า เขาเป็นคนที่ขาดความรักมาตลอด พ่อแม่แยกทางกัน มีความรักทีไรก็ผิดหวังจนเขารู้สึกว่า ตัวเองไม่มีค่าสำหรับใครหรืออะไรเลย ตอนแรกนัทก็อึ้งไปสักพัก ก่อนจะค่อย ๆ ทำความเข้าใจและคิดว่า ถ้านัทอยู่ในสถานการณ์แบบเขาบ้าง จะรู้สึกแย่แค่ไหนและควรทำอย่างไร แล้วนัทก็พูดคุยกับน้องคนนั้น โดยพยายามทำให้เขามี “สติ ความเข้มแข็ง และกำลังใจ” เพิ่มมากขึ้น หลังจากนั้นไม่กี่วัน น้องแฟนคลับคนเดิมก็โทรศัพท์กลับมาเล่าให้นัทฟังว่า วันนั้นเขาเกือบจะคิดสั้นกินยาตายอยู่แล้วแต่พอได้คุยกับนัท เขาก็เลยเปลี่ยนใจ เพราะรู้สึกว่าเขายังมีค่าอยู่บ้าง…อย่างน้อยก็สำหรับนัท พอได้รู้อย่างนั้น นัทดีใจนะคะ มันอธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก มันอิ่มใจที่เราได้ช่วยเหลือเขาโดยที่เราเองก็ไม่รู้ว่าเขากำลังจะคิดสั้น เรียกว่าเป็นจังหวะที่พอเหมาะพอดี ไม่ได้หมายความว่านัทเป็นที่ปรึกษาที่ดีหรือเก่งอะไร ใคร ๆ ก็ทำแบบนี้ได้ค่ะ เพียงแต่ต้องใส่ “ความจริงใจ” ลงไปด้วย ไม่ใช่แค่พูดหรือทำให้จบ ๆ หรือผ่าน ๆ ไป    คนเราจะอิ่มได้ ไม่ใช่แค่เพราะได้กินของอร่อย ๆ เท่านั้น“ทำความดีก็อิ่มได้เหมือนกัน” แถมยังอิ่มทนและอิ่มนานอีกด้วยค่ะ    เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี บทความน่าสนใจ งานอดิเรกของผมคือการสะสมความดี ชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์ “อานุภาพแห่งความดี” นึกถึงเรื่องดีในยามใกล้ตาย บทความธรรมะ จาก พระไพศาล วิสาโล ความดี…ไม่ต้องมีปริญญา พลังของการทำความดี… สุวรรณฉัตร พรหมชาติ เจ้าของฉายา แท็กซี่อุ้มบุญ ชีวิตที่เชื่อมั่นในความดี ของ ตั๊ก ศิริพร อยู่ยอด (ตอนที่ 1) ชีวิตที่เชื่อมั่นในความดี […]

พลังแห่งการคิดบวก นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์

พลังแห่งการคิดบวก นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการผู้จัดการโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ นอกจากธุรกิจประกันชีวิตและอสังหาริมทรัพย์แล้ว โรงเรียนนานาชาติ คือสิ่งที่ คุณ นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ลงแรงลงใจทำงานอย่างเต็มที่ไม่แพ้ธุรกิจอื่น ๆ ด้วย พลังแห่งการคิดบวก “คุณพ่อ (กฤษณ์ อัสสกุล) มีโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ที่เขาใหญ่ ส่วนดิฉันเปิดโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ที่กรุงเทพฯ หลังจากท่านเสียชีวิต ดิฉันเข้ามาบริหารโรงเรียนทั้ง 2 แคมปัส และปัจจุบันก็ก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจกรุงเทพฯ ซึ่งมีแนวทางการเรียนการสอนเหมือนกับไบรท์ตัน คอลเลจ ที่อังกฤษคือกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กอยากเรียน ถ้าเด็กมีพรสวรรค์หรือชอบด้านไหน โรงเรียนก็จะช่วยส่งเสริมเด็กอย่างเต็มความสามารถ นอกจากนี้เด็กไม่ได้เรียนรู้วิชาการเพียงด้านเดียว แต่จะได้เรียนรู้ทั้งด้านการเข้าสังคม ดนตรี กีฬา และหลาย ๆด้านควบคู่กันไป” แม้การทำธุรกิจจะเผชิญกับปัญหามากมายแค่ไหน แต่สิ่งที่พบเจอระหว่างการทำงานก็ทำให้คุณนุสราหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง “ถ้าเป็นธุรกิจประกันชีวิต ดิฉันมักภูมิใจและดีใจเวลาได้พบกับตัวแทนประกันชีวิตในต่างจังหวัด เขาจิตใจดี ซื่อสัตย์ รักบริษัทมาก บางคนพูดว่า เขามีทุกวันนี้ มีบ้าน 3 หลัง มีรถยนต์ 3 คัน มีเครื่องเพชรเพราะไทยสมุทรฯ ทั้งที่จริง ๆ ดิฉันคิดว่า เพราะเขานั่นแหละที่ทำให้ตัวเองมี เขาขยันเรียนรู้มีความซื่อสัตย์ และให้คำแนะนำที่ดีกับลูกค้าผู้ซื้อประกัน บางคนก็บอกว่า เดี๋ยวเขาจะทำยอดให้เราภูมิใจนะ อาจจะ 3 หรือ10 กรมธรรม์ เขาก็ยังอยากพยายามเพื่อเรามันปลื้มใจ ประทับใจค่ะ ส่วนโรงเรียนนานาชาติ การได้เห็นความสุข ความสำเร็จของเด็กที่เรียนจบไปแล้วคือความสุขของเราที่วัดเป็นเงินไม่ได้ เด็กบางคนจบโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ กรุงเทพฯ พอไปเรียนมหาวิทยาลัย เขาได้ทุนอานันทมหิดลเราก็ยินดีและมีความสุขไปกับเขาด้วย” เคล็ดลับที่ทำให้ไม่เกิดความท้อแท้ในการทำงานหลายอย่างไปพร้อม ๆ กันก็คือการคิดบวก “การเป็นผู้บริหาร ไม่มีใครสร้างพลังขับเคลื่อนให้ตัวเราได้เท่ากับเราสร้างเอง การคิดบวก มองเห็นสิ่งที่ดีในสิ่งที่ไม่ดี เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญมาก เวลาเจอปัญหาแล้วยังไม่รู้ว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร ต้องคิดไว้เสมอว่า เดี๋ยวมันมีทางแก้ ต้องใจเย็น ๆค่อย ๆ คิด การคิดแก้ปัญหาอาจไม่ใช่คิดคนเดียว ควรฟังจากคนอื่นด้วย บางทีรายละเอียดเหล่านี้สามารถตอบโจทย์ของเราว่าปัญหาคืออะไรกันแน่ พอเราเข้าใจปัญหาเดี๋ยวจะรู้ว่าทางแก้คืออะไร และทำให้เราไม่ย่อท้อต่อการทำงาน” นอกจากการคิดบวกแล้ว สิ่งสำคัญที่คุณนุสราขาดไม่ได้และต้องนำมาใช้ในการทำงานทุกวันก็คือ ธรรมะ “ดิฉันใช้หลักเรื่องของความเมตตาเวลาลูกน้องทำงานไม่ได้ดั่งใจ ถ้าเรามีเมตตาก็จะมองปัญหานี้ว่า อาจยังสอนเขาได้ไม่ดีพอหรือยังไม่เคยมีเจ้านายสอนเขา เขาจึงยังทำไม่ได้ เราต้องเมตตาและให้โอกาสเขา อีกเรื่องคือสติ ซึ่งดิฉันถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าเราไม่มีสติ เมื่องานมีปัญหา เรามักชี้นิ้วโทษคนอื่น แต่ถ้ามีสติแล้วหันมามองตัวเองบ้างบางทีปัญหาอาจเกิดจากเราก็ได้ ต้องค่อย ๆใช้สติไตร่ตรอง ถ้าเราเป็นคนจิตใจดี ละเว้นสิ่งไม่ดี สติก็จะเกิดง่าย พอมีสติก็จะเกิดปัญญาในการแก้ไขทุกปัญหาในที่สุด” หากมีสติทุกช่วงชีวิต ไม่ว่าเจออีกกี่ปัญหาก็สามารถฝ่าฟันไปจนถึงเส้นชัยแห่งความสำเร็จ    เรื่อง อุรัชษฎา ขุนขำ ภาพ วรวุฒิ วิชาธร ผู้ช่วยช่างภาพ กำพล  ยอดเมือง สไตลิสต์ ณัฏฐิตา เกษตระชนม์ บทความน่าสนใจ ลี คุน-ฮี แห่งซัมซุง: ไม่มีคำว่า “เป็นไปไม่ได้” สำหรับซีอีโอคิดบวก “คิดบวก ชีวิตบวก” ข้อคิดสู่ชีวิตเป็นสุข จาก ท่านว.วชิรเมธี เช็ก 7 สัญญาณ คุณเป็น คนคิดบวก รึเปล่า คิดบวกคิดลบ เราจะคิดยังไงดี 10 วิธีเพิ่มพลังความคิดบวก เมตตากรุณา - ยิ่งแบ่งยิ่งได้ เคล็ดลับความสุขความสำเร็จของสหรัถ สังคปรีชา หลิง จันทิมา ติยะวัชรพงศ์ เจ้าของสินค้าสุขภาพแบรนด์ Healthy Mate กับการค้นพบธรรมะ เบื้องหลังความสำเร็จของ ระเฑียร ศรีมงคล ผู้บริหารบริษัทบัตรกรุงไทย  

สูตรแห่งความสำเร็จ ของ ครูซุปเค (Sup’k)

สูตรแห่งความสำเร็จ ของ ครูซุปเค (Sup’k) สูตรความสำเร็จนี้ จะเท็จหรือจริง เรื่องราวของ คุณศุภฤกษ์ สกุลชัยพรเลิศ เจ้าของสถาบันกวดวิชาชื่อดัง Sup’k Center หรือที่เด็กนักเรียนเรียกกันติดปากว่า ครูซุปเค (Sup’k) ที่ทุกคนกำลังจะได้อ่านนี้ คงให้คำตอบคุณได้… การทำงานหนัก H (8) + A (1) + R (18) + D (4) + W (23) + O (15) + R (18) + K (11) จะมีค่าเท่ากับ 98 เปอร์เซ็นต์ ความรู้ K (11) + N (14) + O (15) + W (23) + L (12) + E (5) + D (4) + G (7) + E (5) จะมีค่าเท่ากับ 96 เปอร์เซ็นต์ ความรักในงาน L (12) + O (15) + V (22) + E (5) จะมีค่าเท่ากับ 54 เปอร์เซ็นต์ และโชค L (12) + U (21) + C (3) + K (11) จะมีค่าเท่ากับ 47 เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่จะนำทางให้ชีวิตของเราสำเร็จได้อย่างแท้จริงนั้นคือทัศนคติ A (1) + T (20) + T (20) + I (9) + T (20) + U (21) + D (4) + E (5) ซึ่งมีค่าเท่ากับ 100 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างนั่งรอซุปเคในบ้านหรู เรามีโอกาสได้สนทนากับคุณแม่ชื่นฤดี สกุลชัยพรเลิศ มารดาสุดที่รักของซุปเค ทำให้เราได้รับรู้เรื่องราวของซุปเคเมื่อครั้งยังเยาว์ “สมัยก่อนบ้านเราไม่มีเงิน จนมาก โชคดีที่ลูกสอบเข้าโรงเรียนเอกชนที่ดีและใกล้บ้านได้ แต่แม่ก็ไม่ได้มีเงินมากพอที่จะส่งลูกไปเรียนพิเศษหรือซื้อของเล่นแพงๆ เหมือนเด็กคนอื่นๆ เขา” ชีวิตช่วงนั้นของคุณแม่มีตัวแปรที่เรียกว่า “อุปสรรค” ถาโถมเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า…ทำให้เธอต้องเปลี่ยนจากอาชีพหนึ่งไปอีกอาชีพหนึ่งอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นคนใช้ ครูสอนตัดเสื้อ คนขายขนมปัง เซลส์ขายของ เปิดเนิร์สเซอรี่ ขายข้าวสาร ขายที่นอน “เวลาทำงานอะไร เราทำแล้วรุ่งก็จริง แต่ก็มีเหตุให้ต้องเปลี่ยนงานตลอด อย่างตอนขายขนมปัง พอเราเริ่มขายดีเอเย่นต์ที่เราไปรับขนมปังมาขาย ก็เอาขนมปังเก่าๆ ที่เจ้าอื่นขายไม่ออกมาให้เรา ลูกค้าเลยหนีหายไปหมด ต้องเลิกทำไป หรืออย่างตอนขายข้าวสาร ตอนแรกขายดีนะ แต่พอมีห้างใหญ่มาเปิด เราก็ขายแทบไม่ได้…ทุกครั้งที่ชีวิตกำลังจะมั่นคงก็จะถูกล้มกระดาน เลยต้องเริ่มต้นใหม่ตลอด “แต่อันที่จริงก็ต้องขอบคุณที่เกิดมาจน เลยทำให้ลูกของเราได้เรียนรู้อะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น” ลูกชายสองคนนี้ได้เห็นแม่ลำบากมาตั้งแต่ยังเล็ก จึงไม่รีรอที่จะช่วยเหลือมารดาทุกครั้งที่มีเวลาและแรงกำลัง “ไม่ว่าแม่จะทำอะไรลูกๆ จะช่วยเหลือแม่ตลอด อย่างซุปเคกับพี่ชาย ถ้าช่วงไหนไม่ได้เรียนหนังสือ เขาจะมาช่วยงานแม่…เฝ้าร้าน แบกข้าวสารขัดห้องน้ำ ขนของ ส่งของ” หลังจากซุปเคก้าวเข้ามาร่วมสนทนาได้สักพัก ก็กล่าวเสริมขึ้นว่า…“ตอนเด็กๆ ผมเคยไปรับจ้างขัดหนังหมู…ต้องตื่นแต่เช้าขัดหนังหมูที่เขาเพิ่งฆ่าเสร็จให้สะอาด แล้วก็ล้างเอาของเสียในลำไส้หมูออกให้หมด “บางครั้งผมกับพี่ชายก็ต้องไปขอสมุดหน้าเหลืองที่ไม่ใช้แล้วตามบ้านคนอื่นมาพับถุงขาย…100 ใบได้ประมาณ 50 สตางค์ถ้าไปขอบ้านคนที่ใจร้ายหน่อย ก็จะโดนไล่เหมือนหมูเหมือนหมา” “ใจจริงของแม่แล้ว เงินไม่ได้สำคัญมากไปกว่าการที่เขาเรียนรู้เรื่องการทำงาน…ถ้าเราได้แต่บอก บ่น หรือเล่าให้เขาฟังเขาจะไม่มีวันรู้ว่าพ่อแม่ลำบากแค่ไหน แต่ถ้าได้ทำงาน เขาจะรู้เองว่าเขาต้องขยันเรียน โตขึ้นจะได้ไม่ต้องทำงานหนักแบบนี้” คุณแม่เสริมในสิ่งที่ลูกชายกล่าว ก่อนที่ซุปเคจะเล่าต่อถึงงานของแม่ที่ทำให้ความฝันของตนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา… “คุณแม่เป็นครูที่สอนเก่งมาก เคยสอนให้เด็กก่อนวัยเรียนสามารถบวกเลขสองหลักได้ เมื่อคนรู้ข่าวก็เลยพูดกันปากต่อปาก และเอาลูกมาฝากที่เนิร์สเซอรี่ของคุณแม่หลายคนแต่ก็ปรากฏว่ามีคนแจ้งให้กระทรวงศึกษาฯมาตรวจที่นี่ สุดท้ายเนิร์สเซอรี่เลยโดนปิด ด้วยเหตุผลเดียวคือคุณแม่ไม่มีวุฒิการศึกษา” ลูกชายเห็นแม่หลั่งน้ำตาอยู่หน้าเนิร์สเซอรี่ ก็ได้แต่กอดแม่และบอกอย่างมุ่งมั่นว่า “แม่เป็นครูไม่ได้ เดี๋ยวผมจะเป็นแทนแม่เอง” ตั้งแต่นั้นมา เวลาเกือบทั้งหมดของซุปเคจึงหมดไปกับการช่วยเหลือครอบครัว และศึกษาเล่าเรียนหาความรู้ใส่ตัวมากกว่าจะเที่ยวเตร่เฮฮากับเพื่อน ด้วยความที่อยากให้แม่ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ่ายค่าเทอม หลักจากเรียนจบชั้นมัธยม 1 ซุปเคจึงตัดสินใจอ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อสอบเทียบเข้าเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผลปรากฏว่าเขาสามารถประหยัดค่าเทอมให้มารดาได้ถึง 2 ปีจริงๆ “ตอนแรกแม่ก็กังวลว่าเด็ก ม.1 ไปเรียนกับเด็ก ม.4 แล้วลูกจะเครียดหรือเปล่า แต่ผลปรากฏว่า พอสอบออกมาแล้วลูกได้ท็อปคณิตศาสตร์ ที่เหลือก็ได้เกรดสี่ทั้งหมด ยกเว้นอังกฤษ แถมยังได้เป็นตัวแทนไปแข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิก 2 ปีซ้อนด้วย” เวลาว่างจากการเรียน นอกจากเขาจะช่วยสอนหนังสือเพื่อนๆ อย่างสม่ำเสมอแล้ว ซุปเคยังเป็นนักกิจกรรมตัวยงของโรงเรียน โดยที่การเรียนไม่เคยตก และสามารถสอบเข้าเรียนต่อที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ในที่สุด “ตอนเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ครอบครัวเราเริ่มเป็นหนี้ผมจึงอยากสอนพิเศษเพื่อหาเงินมาช่วยพ่อแม่ แต่ท่านบอกว่าอย่าเพิ่งสอนเลย ท่านกลัวเราจะเหนื่อย แต่พออยู่ปีสามเศรษฐกิจตกต่ำสุดๆ ข้าวสารเริ่มขายไม่ออก ผมเลยตัดสินใจขอพ่อแม่อีกครั้ง เพื่อเปิดสอนคณิตศาสตร์ให้กับเด็กๆ ตามโต๊ะในมหาวิทยาลัย “สอนไปสักพักก็เริ่มโดนไล่ที่ จึงเปลี่ยนมาสอนที่บ้าน แต่แล้วก็มีคนโทร.ไปบอกกระทรวงศึกษาฯ ว่าผมเปิดสอนเถื่อน ดีที่ก่อนหน้าที่เขาจะมาตรวจได้สองวัน ผมได้ไปยื่นขออนุญาตไว้แล้ว ตอนมาตรวจเลยไม่มีปัญหาอะไร “จะว่าเป็นโชคดีก็ได้ที่มีคนแกล้ง เพราะมันช่วยกระตุ้นให้เราเจริญขึ้น และทำให้ผมตัดสินใจที่จะไปตั้งโรงเรียนกวดวิชา Sup’k Center ใกล้ๆ สยามฯ แทน พอเปิดแล้วคนเลยยิ่งเยอะ เพราะเดินทางสะดวกกว่าเดิม ทางด้านคุณแม่เองก็กลายเป็น “ครูแนะแนว” ประจำสถาบันแห่งนี้ แบบไม่ต้องมีวุฒิมารองรับไปโดยปริยาย “ไม่เหนื่อยบ้างหรือ” หลายคนคงตั้งคำถามเช่นเดียวกับเราซุปเคยิ้มกว้าง ก่อนจะตอบว่า “เหนื่อยสิครับ อย่างตอนปี 3 ต้องมีการฝึกงานที่โรงงานเคมีแถวพระประแดง ทุกวันหลังฝึกเสร็จ ผมต้องนั่งมอเตอร์ไซค์กลับมาสอนเด็กรอบเย็นให้ทัน และต้องทำชีทถึงตีสองตีสามทุกคืน แต่ไม่เป็นไร…เหนื่อยก็นอนเดี๋ยวก็หาย ถ้าเรามัวเอาเวลาไปท้อจนนอนไม่หลับ แล้วเราจะเอาเวลาไหนมามีความสุขล่ะครับ” หลังจากสอนที่สยามฯไปสักระยะ กราฟชีวิตของครอบครัวเริ่มดิ่งลงอีกครั้ง เมื่อเจ้าของที่แจ้งว่ามีคนต้องการซื้อตึกไปทำโรงแรม และต้องย้ายออกก่อนหมดสัญญา! “พอรู้ข่าวปุ๊บ แม่แซวลูกทันทีว่า ออกตอนนี้เลยไหมลูกเพราะแม่เชื่อว่าเขาจะไล่ให้เราไปรวยขึ้น เจริญขึ้น…” คุณแม่เล่าแทรกเรื่องเครียดให้กลายเป็นขำ ซุปเคเสริมว่า… “ถ้าคนเราเอาแต่คิดว่าปัญหามาอีกแล้ว ก็มักจะไปจมอยู่กับปัญหาและความทุกข์…และถ้ามัวแต่โอดครวญว่าเราลงทุนไปตั้งเยอะแล้ว จะให้ย้ายออกไปได้ยังไง ดีไม่ดีก็ต้องทะเลาะกับเจ้าของที่ ฟ้องกันไม่จบ ไม่ต้องทำมาหากิน ดังนั้นต้องรู้จักมองไปข้างหน้าและหัดปล่อยวางให้เป็น เรื่องวุ่นๆมันก็จะจบลงง่ายๆ…จำไว้เลยว่า ยิ่งเกลียดทุกข์ ยิ่งกลัวทุกข์…ก็ยิ่งเป็นทุกข์” เมื่อไม่มัวเสียเวลาคร่ำครวญและเอาเวลาไปเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา “ปัญหา” จึงกลายเป็นหินลับมีดให้กับ “ปัญญา” ลบคูณลบจึงกลายเป็นบวก วิกฤติการณ์ที่มีจึงพลิกกลับเป็นโอกาสอีกครั้ง “ตอนนั้นกลับกลายเป็นว่าได้มาเจอที่ดินแถวสีลมติดรถไฟฟ้า ราคาเกือบสามสิบล้าน ถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับราคาประเมิน แต่ก็แพงสำหรับพวกเราอยู่ดี ช่วงนั้นถือเป็นช่วงยากลำบากของชีวิตเหมือนกัน” สุดท้ายเราตัดสินใจกู้เงินประมาณหกสิบล้าน ขายบ้านขายของทุกอย่างที่มีมาจ่ายเงินแต่ละงวด จำได้ว่าตอนนั้นเวลานอนก็จะนอนรวมๆ กันบนฟูกแคบๆ ในตึกที่กำลังสร้างอยู่ถึงแม้จะอึดอัดกาย แต่ก็อบอุ่นใจมาก “ผมกู้เงินจากญาติคนหนึ่ง ที่เขาให้ผมกู้เพราะผมเป็นคนไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืน และไม่ใช้ของฟุ่มเฟือย มีเงินเท่าไรก็ให้พ่อแม่หมดทำให้เขาอุ่นใจว่าคนอย่างเราคงไม่โกงเขาแน่นอน” […]

บทสวดศพ อภิธรรม 7 คัมภีร์ แปล

บทสวดศพ อภิธรรม 7 คัมภีร์ แปล พระสังคิณี กุสะลา ธัมมา, พระธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล, ให้ผลเป็นความสุข อะกุสะลา ธัมมา,   ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล, ให้ผลเป็นความทุกข์, อัพ๎ยากะตา ธัมมา,   ธรรมทั้งหลายที่เป็นอัพยากฤต, เป็นจิตกลางๆ อยู่,   กะตะเม ธัมมา กุสะลา,   ธรรมเหล่าใดเป็นกุศล ยัส๎ะมิง สะมะเย,   ในสมัยใด, กามาวะจะรัง กุสะลัง จิตตัง อุปปันนัง โหติโสมะนัสสะสะหะคะตัง, กามาวจรกุศลจิตที่ร่วมด้วยโสมนัส, คือความยินดี, ญาณะสัมปะยุตตัง,    ประกอบด้วยญาน คือ ปัญญาเกิดขึ้น ปรารภอารมณ์ใด ๆ, รูปารัมมะนัง วา,   อารมณ์ทางรูปก็ดี, สัททารัมมะนัง วา,   อารมณ์ทางเสียงก็ดี, คันธารัมมะนัง วา,   อารมณ์ทางกลิ่นก็ดี, ระสารัมมะนัง วา,   อารมณ์ทางรสก็ดี, โผฏฐัพพารัมมะนัง วา, อารมณ์สัมผัสกายก็ดี, […]

งานอดิเรกของผมคือการสะสมความดี ชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์

งานอดิเรกของผมคือการ สะสมความดี ชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์  ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือโฆษะกรุ๊ป   สิ่งที่ คุณ ชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์ ให้ความสำคัญไม่แพ้การบริหารงานบริษัทในเครือโฆษะกรุ๊ป คือการเพิ่มเรื่องราว “ความดีที่งดงาม” ลงในสมุดที่เขาเรียกว่า “สมุด สะสมความดี  ” “เรื่องการสะสมความดี ครอบครัวผมทำมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่-เถ้าแก่โค้วซาแล้วครับ เมื่อ 85 ปีที่แล้ว ท่านกับเพื่อน ๆ อีก 2 คน ร่วมกันซื้อที่ดิน 8 ไร่เศษ ซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงแรมโฆษะ และริเริ่มก่อสร้างโรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยาลัยขึ้น เพื่อการศึกษาของลูกหลาน และเปิดการเรียนการสอนมาจนถึงปัจจุบัน โดยเก็บค่าเล่าเรียนไม่แพง บริหารงานแบบ Non-profit Organization โดยสมาคมศิษย์เก่าฯ” คุณชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือโฆษะกรุ๊ปคนปัจจุบัน ซึ่งได ้รับการปลูกฝังเรื่องการแบ่งปันจากบิดา มีวิสัยทัศน์ว่าจะต้องนำพาโฆษะกรุ๊ปให้เป็นองค์กรที่มีคุณค่าต่อแผ่นดิน “ผมถือว่ามรดกที่ผมได้รับจากคุณพ่อเชษฐ์ที่มีค่าที่สุดมากกว่าทรัพย์สินเงินทองคือ ‘กระดาษ Napkin 1 แผ่น’ วันหนึ่งผมนั่งอยู่กับคุณพ่อที่ห้องอาหารโรงแรมโฆษะ ท่านนั่งบนรถเข็นและพูดไม่ได้ เพราะถูกคุณหมอเจาะคอเนื่องจากเป็นมะเร็งกล่องเสียง ท่านหยิบกระดาษ Napkin มาเขียนข้อความให้ผม3 ข้อเป็นภาษาอังกฤษ แปลเป็นไทยได้ดังนี้ พวกเราครอบครัวโฆษะ : ต้องมีความจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์ของในหลวง พวกเราครอบครัวโฆษะ : พร้อมที่จะแบ่งปันความมั่งมีให้กับสังคมของเรา พวกเราครอบครัวโฆษะ : ต้องดูแลความผาสุกของพนักงานของเราทุกคน” คุณชาติชายเริ่มเปิดสมุดทีละหน้า เล่าแต่ละเหตุการณ์ด้วยรอยยิ้ม  “ปี พ.ศ. 2547 เกิดสึนามิที่ภูเก็ต ผมมีโอกาสลงไปช่วยคนที่ประสบภัยตั้งแต่วันเกิดเหตุ 26 ธันวาคมจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม มีนักศึกษาชาวสวีเดนคนหนึ่ง เธอรอดชีวิต แต่ครอบครัวคนไทยที่เธอมาอาศัยอยู่ด้วยหายสาบสูญ เธอช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนทำอะไรไม่ถูก ผมจึงช่วยโทรศัพท์ติดต่อพ่อแม่ของเธอที่อยู่ประเทศสวีเดน และพาเธอไปที่ศูนย์ช่วยเหลือเพื่อไปพบกับตัวแทนสถานทูต “นอกจากนี้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิก็มีปัญหาด้านการขนส่ง คือรถบรรทุกสำหรับลำเลียงถุงพระราชทาน เพื่อไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นรถของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีอยู่ 4 คันนั้นยังไม่พอ เพราะภัยพิบัติกินพื้นที่ถึง 6 จังหวัดที่ติดทะเลอันดามันและระยะทางไกลมาก ผู้จัดการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯโทร.มาปรึกษาผมว่าทำอย่างไรดี เพราะเป็นช่วงปลายปี รถรับจ้างไม่มีใครวิ่ง หยุดปีใหม่กันหมด ผมจึงบอกให้ลูกน้องเอารถหกล้อช่วงยาวของบริษัทเฟอร์โกอุตสาหกรรม จำกัด ของเรา 2 คันวิ่งจากกรุงเทพไปถึงจังหวัดสตูลตลอดช่วงเวลานั้น พอเสร็จงาน คุณโชดก วีรธรรม พูลสวัสดิ์ เลขาธิการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯในสมัยนั้นเห็นศักยภาพเรา จึงมีจดหมายเชิญให้เป็นกรรมการฝ่ายบรรเทาทุกข์ ผมดีใจมากที่ได้มีโอกาสถวายงานพระองค์ท่านทางอ้อม ผ่านมูลนิธิฯของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”  อุทกภัยใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2554 เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่คุณชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์ ยังจำได้ไม่ลืม  “ผมลงพื้นที่กับสภากาชาดไปที่จังหวัดลพบุรี ซึ่งน้ำท่วมสูงมาก มองไปสุดสายตาก็เห็นแต่น้ำ ปัญหาที่เจอคือต้องขนน้ำไปให้ชาวบ้าน แต่เรือท้องแบนขนได้แค่ 20 แกลลอน เท่านั้น กว่าจะเดินทางถึงหมู่บ้านใช้เวลานานมากเกือบ 2 ชั่วโมง ผมจึงออกแบบแพชื่อว่า‘แพน้ำใจ’ เรามีโรงงานทำโฟม ผมจึงออกแบบให้ใช้โฟม 2 ก้อนใหญ่ แต่ใส่รถบรรทุกได้เจาะรูใส่ท่อแป๊บ ประกอบเป็นแพใหญ่สามารถขนน้ำได้กว่า 200 แกลลอน พอขนน้ำไปถึงชาวบ้านบอกว่าไม่ได้เห็นพื้นดินมา 1 เดือนแล้ว จึงขอให้ทิ้งแพไว้ให้ใช้ด้วย เพื่อขนถุงยังชีพและใช้มานั่งพูดคุยกันคลายเครียด     “พอน้ำมาถึงกรุงเทพฯและปริมณฑลน้ำท่วมขังนานเช่นกัน มีรายงานมาทางสภากาชาดว่ามีชาวบ้านหมู่บ้านหนึ่งเครียดมาก จึงอยากให้ไปช่วย ผมจึงเชิญแม่ชีศันสนีย์ลงเรือไปช่วยรักษาใจให้กับผู้ประสบภัย ช่วยให้ชาวบ้านมีกำลังใจขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด”  กิจกรรมเพื่อสังคมอีกประเภทที่คุณชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์ ทำเป็นประจำคือ การจัดโครงการที่ชื่อว่า ธรรมะเยียวยาสังคม  “ทางโรงแรมโฆษะร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ องค์การบริหารส่วนจังหวัด จัดทำโครงการธรรมะเยียวยาสังคม โดยเปิดโอกาสให้คนเข้ามาฟังธรรมะฟรีทุกเดือน ผมเชื่อว่าธรรมะช่วยให้บ้านเมืองสงบสุขได้”  เหนือสิ่งอื่นใด เรื่องที่เขาภาคภูมิใจมากอีกเรื่องหนึ่งคือ การจัดทำโครงการคืนแผ่นดินสู่พระเจ้าแผ่นดิน “เนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา ผมจึงจัดทำโครงการคืนแผ่นดินสู่พระเจ้าแผ่นดิน ด้วยการบริจาคที่ดิน 42 ไร่ ณ บ้านเหมือดแอ่อำเภอเมืองฯ จังหวัดขอนแก่น ให้มูลนิธิชัยพัฒนา เป็นที่ดินอุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำล้อมรอบ เพื่อทำเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เกษตรกร ผมดีใจมากที่มูลนิธิชัยพัฒนาได้พัฒนาที่ดิน ผืนนี้ตามความตั้งใจให้เป็นแหล่งเรียนรู้แก่เกษตรกร และผู้มาเยี่ยมชมงานจะได้เรียนรู้องค์ความรู้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วนำไปพัฒนาอาชีพของตนเอง เพื่อช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคม”   ท้ายที่สุด เขาอยากเชิญชวนทุกคนให้หันมาสะสมความดีเป็นงานอดิเรกของครอบครัว เพื่อช่วยกันสร้างสังคมที่น่าอยู่แก่ลูกหลานในอนาคตต่อไป   เรื่อง:อุรัชษฎา ขุนขำ  […]

ความลับของ หลุยส์ สก๊อต ผู้ชายที่ใครๆ ก็ตกหลุมรัก

ความลับของ หลุยส์ สก๊อต ผู้ชายที่ใครๆ ก็ตกหลุมรัก หนุ่มลูกครึ่งไทย สกอต จีน คนนี้ เรามักคุ้นเคยเขาในฐานะนักแสดงหนุ่มผมยาว  เจ้าของรอยยิ้มหวาน อันทรงเสน่ห์  พร้อมบุคลิกน่ารัก แลดูอบอุ่นไม่เหมือนใครในขณะที่หลายคนอาจคุ้นตากับภาพเมื่อครั้งที่เขายังเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก  กระโดดโลดเต้นจับไมค์ร้องเพลงบนเวทีอย่างสนุกสนานตั้งแต่หลายปีก่อนมากกว่าแต่ไม่ว่าคุณจะรู้จักเขาในฐานะใด  ก็มั่นใจว่าเขา หลุยส์ สก๊อต คงเคยสร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้คุณได้ไม่มากก็น้อย คุณหลุยส์เติบโตมาในครอบครัวแบบไหนคะ ผมโตมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ครับคุณพ่อเสียตั้งแต่ผมอายุสี่ขวบ  คุณแม่เลี้ยงผมและพี่ชายมาลำพังคนเดียว  คุณแม่ต้องเปลี่ยนชีวิตใหม่ทั้งหมด  จากที่เคยเป็นแม่บ้านมาตลอด ก็ต้องออกไปหางานทำเพื่อเอาเงินมาจ่ายค่ากับข้าวและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันทุกอย่าง  แต่โชคดีที่คุณพ่อมองการณ์ไกล  ท่านวางแผนเตรียมเงินค่าเทอมของผมและพี่ชายเอาไว้ตั้งแต่ก่อนท่านเสียแล้ว  เพราะโรงเรียนของผมค่าเทอมแพงมาก  เทอมละประมาณสามแสนบาท  รวมค่าเทอมของเราสองพี่น้องก็ตกปีละหนึ่งล้านสองแสนบาท  แต่ถึงอย่างนั้น คุณแม่ก็ยังต้องแบกรับภาระอื่น ๆ อยู่ดี  ซึ่งผมเพิ่งมารู้ตอนทำงานแล้วว่า  รายจ่ายของครอบครัวในแต่ละเดือนสูงมาก  แต่คุณแม่ก็ไม่เคยบ่นเลยสักครั้ง  ไม่เคยแม้แต่จะหงุดหงิดใส่ลูกด้วยซ้ำ  ผมเห็นท่านก้มหน้าก้มตาทำงานลูกเดียว  ทั้งทำงานข้างนอก  ทำงานบ้านและยังต้องดูแลลูกชายที่ซนอย่างกับลิงตั้งสองคนอีก  ถึงแม้ตอนนั้นผมจะเด็กมากแต่ก็เห็นสิ่งที่แม่ทำเพื่อเรามาตลอดจนชินตา แล้วช่วงนั้นคุณหลุยส์ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของคุณแม่บ้างหรือเปล่าคะ ช่วยครับ  แต่ก็ไม่มาก  ส่วนใหญ่ผมจะช่วยทำความสะอาดบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆเช่น  เก็บที่นอนตัวเอง  ล้างจาน  เช็ดโต๊ะแค่นี้ก็จะออกไปวิ่งเล่นแล้ว  จำได้ว่ามีวันหนึ่งผมและพี่อยากหางานพิเศษทำเพื่อเอาเงินไปช่วยแม่  มองไปมองมาเห็นนักเรียนช่างกลกำลังนั่งอ๊อกเหล็กกันอยู่ก็เลยเข้าไปถามเขาว่าได้เงินเท่าไร  พอรู้ว่าได้เงินเดือนละ 2,500 บาทเท่านั้นแหละ  เราตาโตกันใหญ่  โหย-ย-ย…อยากได้เงินเยอะ ๆแบบนั้นบ้าง  พวกเรารีบวิ่งกลับบ้านไปขออนุญาตแม่  พอท่านทราบก็โวยวายใหญ่ว่า“พวกยูอายุแค่ 10 ขวบ  จะไปทำงานอันตรายแบบนั้นได้ยังไง  เอาเวลาไปอ่านหนังสือตั้งใจเรียน  ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดดีกว่า  ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน  แม่จัดการเองได้ ”  ผมกับพี่ก็เลยจ๋อยกันทั้งคู่ (หัวเราะ) ผมเริ่มช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินของคุณแม่ได้จริง ๆ ก็ตอนอายุ 11 ขวบ  ที่เข้าวงการบันเทิงเป็นนักร้องวงแร็พเตอร์นั่นแหละครับ  ตอนนั้นเริ่มมีรายได้เป็นของตัวเอง  ไม่ค่อยได้ใช้เงินคุณแม่  จริง ๆแล้วผมก็ไม่ค่อยได้ใช้เงินตัวเองด้วยเหมือนกันนะ (หัวเราะ)  เพราะทำแต่งานจนแทบไม่มีเวลาแม้กระทั่งไปโรงเรียนเลยด้วยซ้ำแต่คุณแม่ก็ยังต้องเหนื่อยกายอยู่ดี  เพราะนอกจากจะต้องทำงานแล้ว  ท่านยังต้องคอยไปรับ–ส่งผมตามงานโชว์ต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯแทบทุกวันด้วย  แต่แม่ก็ทำทุกหน้าที่อย่างดีเยี่ยม  ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยเลยสักครั้ง  พอผมอายุประมาณ 15 ปี  ก็มีรายได้เพิ่มมากขึ้นเลยตัดสินใจขอให้แม่ลาออกจากงานเพื่อมาดูแลผมอย่างเดียว เงินทุกบาทที่หาได้  ผมก็ให้แม่เป็นคนจัดการทั้งหมด  ผมไม่อยากให้แม่ต้องเหนื่อยอีกแล้ว  ซึ่งแม่ก็ยอมทำตามคำขอร้องของผม  และคอยดูแลผมมาตั้งแต่นั้นครับ ดูแลกันและกันดีแบบนี้  คำสอนของคุณแม่ข้อไหนที่รู้สึกประทับใจมากที่สุดคะ “ความจำเป็น” ครับ  คุณแม่ชอบเตือนเสมอว่า  จำเป็นไหม  จำเป็นที่จะต้องทำแบบนี้ไหม  จำเป็นที่จะต้องพูดแบบนี้ไหมจำเป็นหรือเปล่า  เคยมีครั้งหนึ่งค่ายอาร์เอสพาศิลปินในค่ายทั้งหมดไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ที่ญี่ปุ่นฟรี  ขากลับทุกคนก็ซื้อของกลับบ้านกันกระหน่ำมือ  แต่ผมซื้อดินสอกลับบ้านแค่แท่งเดียว  เพราะเป็นดินสอสีที่เมืองไทยไม่มี  ใคร ๆ ก็มารุมถามว่า  ทำไมซื้อน้อยจังผมบอกว่า  ไม่จำเป็นต้องซื้อ  ทั้ง ๆ ที่ในใจผมอยากได้รองเท้าคู่หนึ่งมากเลยนะ  แต่คิดทบทวนหลายรอบแล้ว  รู้สึกว่ามันไม่จำเป็นต้องซื้อ  เพราะที่บ้านมีรองเท้าตั้งสองคู่แล้วยังใส่ได้ดี  ไม่ขาดเลย  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทุกคนก็ล้อว่าผมเป็นคนขี้งก  แต่ผมก็งกจริง ๆนั่นแหละครับ (หัวเราะ)  ผมคิดเยอะน่ะครับและอีกอย่าง  ผมเห็นคุณแม่เหนื่อยมาตลอดแล้วด้วย  ไม่อยากให้ท่านกลับไปเหนื่อยอีก   ทราบมาว่านอกจากดูแลคุณแม่แล้วยังช่วยจ่ายค่าเทอมให้พี่ชายไปเรียนต่อต่างประเทศด้วย   ใช่ครับ  ตอนเป็นนักร้อง  ผมแทบไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลยนอกจากทำงานจะได้ไปโรงเรียนก็วันศุกร์  เพื่อไปรับการบ้านเอามาทำเท่านั้น  แต่สจ๊วต (พี่ชาย) ไม่ได้ทำงาน  เขาได้เรียน  ได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กปกติ  พอเรียนจบ เขาก็อยากไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา  แต่เงินทุนการศึกษาของคุณพ่อหมดเกลี้ยงตั้งแต่เราจบไฮสกูลแล้วเราสามคนแม่ลูกจึงปรึกษากันจนได้ข้อสรุปว่า  หลุยส์จะช่วยเรื่องเงินค่าเรียน  และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในช่วงแรกไปก่อน  พอสจ๊วตเรียนจบแล้ว  ก็ค่อยกลับมาช่วยกันดูแลครอบครัว  ดูแลแม่  เหมือนเป็นการลงทุนชีวิตด้วยกันครับ ช่วงที่หายไปจากวงการ  ไม่มีชื่อเสียงและแทบไม่มีเงินเข้ามาเหมือนเคยผ่านช่วงเวลานั้นมาได้อย่างไรคะ ขอเล่าก่อนว่า วงแร็พเตอร์มีนักร้องสองคน คือ  ผมและจอห์นนี่  เราทำงานด้วยกันทุกวัน  เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีวันหยุดเลยตั้งแต่อายุ 11 ปี  พอผ่านมาแปดปี  พวกเราเป็นวัยรุ่นอายุ 19 ปี  ก็เริ่มรู้สึกว่าเหนื่อยล้ามาก-ก-ก…จนวันหนึ่งจอห์นนี่ทนไม่ไหว  ตัดสินใจเดินเข้าไปบอกกับผู้ใหญ่ตรง ๆ ว่า  เขาขออนุญาตกลับไปเรียนต่อ  ซึ่งสุดท้ายผู้ใหญ่ท่านก็ยอมรับการตัดสินใจของจอห์นนี่  วงแร็พเตอร์ก็เลยต้องยุบไปโดยปริยาย  ส่วนผมก็เหนื่อยมากนะ  แต่เพราะเป็นลูกแม่ ก็เลยคิดว่าตัวเองยังทนไหว  ผู้ใหญ่ก็เลยให้ผมออกอัลบั้มเดี่ยว  แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ  สุดท้ายผมก็ออกมาเรียนปริญญาตรีต่อ  หลังจากที่พักการเรียนไปถึงสี่ปี  โดยใช้เงินที่เก็บสะสมไว้ซึ่งก้อนใหญ่พอสมควร  มาจ่ายค่าเทอมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ  ชีวิตช่วงนั้นผมไม่ได้คิดถึงเรื่องอะไรเลย  เป็นเด็กเนิร์ดตั้งใจเรียนอย่างเดียว  แต่พอเรียนจบปุ๊บผมถึงมาคิดว่าเราจะประกอบอาชีพอะไรดีเพราะถ้าให้ทำงานนั่งโต๊ะ ผมคงไปไม่รอดแน่ ๆ  คงนั่งขาสั่น  เพราะผมอยู่นิ่งไม่ได้(หัวเราะ)  โชคดีที่อาตู่  (นพพล  โกมารชุน)ให้โอกาสเล่นละครเรื่อง เหนือทรายใต้ฟ้าเป็นเรื่องแรก  สักพักก็เริ่มมีเรื่องอื่นส่งบทมาเรื่อย ๆ จนตอนนี้ผมมีงานถ่ายละครทุกวัน  ผมก็เข้าใจว่า  อ๋อ…สงสัยเราคงมาทางนี้แล้วละ (หัวเราะ) ทีมงานละครหลายเรื่องแอบกระซิบว่า  รู้สึกชื่นชมและเอ็นดูคุณหลุยส์มาก  คิดว่าน่าจะเป็นเพราะอะไรคะ ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนมาก ๆ ครับ  อาจเป็นเพราะผมพูดคุย  คอยเอาใจใส่คนอื่นในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ละมังครับ บางวันผมอยู่กับทีมงานถ่ายละครตั้งแต่กลางคืนถึงเช้าของอีกวัน  ผมเห็นพวกเขาทำงานกันตลอดเวลา  ทั้งยกไฟ  ขนของ  ดูแลทุกอย่าง  ไม่เหมือนผมที่เป็นดารา เข้าฉากแค่บางซีน  แล้วก็ได้พักในห้องแอร์  แต่ทีมงานเขายืนถ่ายข้างนอกกันมาตั้งแต่เทปแรกแล้ว  แน่นอนว่าเขาต้องเหนื่อยกว่าผมหลายเท่า  ผมมักจะคิดเอาใจเขามาใส่ใจเราเสมอ  ถ้าเห็นใครทำหน้าเหนื่อย ๆเพลียมาก ๆ  ผมจะทำหน้าแบบนี้ (ทำหน้ายิ้มทะเล้น)  แล้วบอกให้เขาสู้ ๆ อีกนิดเดียวหรือไม่ก็หาเรื่องตลก ๆ มาเล่าให้ได้เฮฮากันเล่นมุกแป้กบ้าง  ทำตัวติงต๊องบ้าง (หัวเราะ)แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้ทีมงานได้หัวเราะความเหนื่อยก็หายไปได้แป๊บหนึ่ง  แล้วค่อยกลับมาลุยงานกันต่อ  ผมว่าถ้าเราเปลี่ยนทุกอย่างให้สนุก  ให้เป็นแง่ดี  งานก็จะออกมาดี  คนที่เราทำงานด้วยเขาก็ยิ้มแย้มมีความสุข  เราก็จะสนุกและมีความสุขไปด้วย เป็นลูกครึ่งที่พ่อแม่อาจจะนับถือศาสนาต่างกัน  ตัวคุณหลุยส์เองนับถือศาสนาอะไรคะ คุณพ่อผมเป็นคริสเตียน  คุณแม่นับถือพุทธ  ส่วนผมก็นับถือศาสนาพุทธครับ  จริง ๆ ผมจะเลือกนับถือศาสนาอะไรก็ได้นะครับ  คุณแม่ไม่ได้บังคับ  ผมเชื่อว่าทุกศาสนาสอนให้เราทำในสิ่งที่ดี  แต่เหตุผลที่ทำให้ผมชอบพุทธศาสนา  เพราะผมเป็นคนไทย  และอีกเหตุผลคือ ผมว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีคอมมอนเซ้นส์หรือความเป็นปกติ  ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตเลยนะ  เช่น  ถ้าผมรู้สึกหมั่นไส้แล้วเดินไปตีหัวผู้ชายคนหนึ่งเขาก็จะหันมาต่อยผมคืนทันที  มันคือคอมมอนเซ้นส์ที่เราไปทำร้ายเขาก่อน  เขาก็ย่อมจะหันมาทำเรากลับ  ไม่ใช่เป็นเพราะมีใครดลใจ  แม้แต่การนั่งสมาธิก็เหมือนกันสำหรับผม คือการเตรียมความพร้อมของจิตใจตัวเอง  ไม่มอง  ไม่สนใจคนอื่น  คอยรู้ทันใจตัวเอง  ไม่โลภ  ไม่โกรธ  ไม่หลงอะไรทั้งหมด  คอมมอนเซ้นส์คือ  ใจเราก็จะเย็น  พอไปคุยกับใคร เขาก็จะใจเย็นตามไปด้วย  แล้วสิ่งดี ๆ ก็จะเกิดตามมาเองพุทธศาสนาสอนผมให้เข้าใจในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีครับทำงานหนักทุกวันอย่างนี้ มีโอกาสไปทำบุญบ้างไหมคะ ทำตามวาระโอกาสครับ  อาจเพราะผมรู้สึกว่าพุทธศาสนาเป็นคอมมอนเซ้นส์ครับ  ดังนั้น ถ้าผมรู้สึกอยากจะทำบุญ เมื่อไร  หรือพอมีเวลาช่วงไหน  ก็ค่อยไปทำบุญก็ได้  ผลของบุญจึงออกมาดี  เพราะเราไม่รู้สึกถูกบังคับ  ไม่อึดอัดใจ  อย่างช่วงนี้ผมไม่ค่อยมีเวลาได้เข้าวัดทำบุญสักเท่าไร  ก็หาโอกาสทำบุญในกองถ่ายนี่แหละครับ  ทั้งการทำให้คนอื่นยิ้มได้  ทำให้เขามีความสุข  ผมก็จะสุขไปด้วย  แค่นี้ผมก็ได้บุญแล้ว  แต่ถ้าเป็นการทำบุญที่วัด  ส่วนใหญ่ผมจะชอบไปวัดที่เชียงใหม่  มีเวลาปุ๊บก็เข้าวัดปั๊บ  บางทีไปนั่งฟังพระเทศน์  สนทนาธรรมกับท่าน  บางทีก็ถวายสังฆทานบ้าง  หรือไม่ก็แค่ไปนั่งดูโบสถ์  ดูนกใต้ต้นไม้  นั่งนิ่ง ๆทอดสายตาไปเรื่อยเปื่อย  จะรู้เลยว่าใจเราสบาย  สงบ  ไม่ตึง  ไม่เครียด  เป็นความรู้สึกที่ดีมาก  วัดเป็นสถานที่ที่ผมอยู่แล้วสบายใจ  ทั้ง ๆ ที่เราตั้งใจจะเป็นผู้ให้  แต่กลับได้ความสุขใจกลับมามากกว่าเสียอีก เรื่องลับเล็ก ๆ ที่คุณอาจไม่รู้กับทรงผมยาวตลอดกาลของหลุยส์  สก๊อต “สาเหตุที่ไว้ผมทรงนี้มาตลอดเพราะความเคยชินและกลัวไม่รอดครับ  จำได้ดีเลยว่า  เคยลองตัดผมสั้นครั้งหนึ่ง  ตอนนั้นอ้วนกว่านี้  พอตัดแล้วหูกาง  หน้าเด๋อ  รู้สึกไม่รอด  ไม่มั่นใจในตัวเอง  ก็เลยกลับมาไว้ผมยาวเหมือนเดิมแต่คิดว่าถ้าแก่กว่านี้…สัก 50คงไม่สนใจแล้วจะไว้ทรงไหนก็ได้ที่สระง่ายที่สุด” (หัวเราะ) เรื่อง ชลธิชา  แสงใสแก้ว ภาพปก วรวุฒิ  วิชาธร ภาพ วรวุฒิ  วิชาธร  ผู้ช่วยช่างภาพ ปาลรินทร์  กฤษบุญชู  สไตลิสต์ รุจิกร  ธงชัยขาวสอาด  แต่งหน้าและทำผม ภูดล  คงจันทร์ บทความน่าสนใจ อ่อนน้อมแต่ไม่อ่อนแอ! มาดู 5 วิธีวางตัวเพื่อเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ใครเห็นก็รัก! ปรับความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน เรื่องราว “การปรับความคิด” ของดาราหนุ่มทั้ง 3 คน 10 อันดับ ข้อคิด เรียนรู้ชีวิตจากดารา ศิลปิน คนดัง – […]

ชีวิตที่ต้อง “พอดี” เจี๊ยบ พิจิตตรา สิริเวชชะพันธ์

ชีวิตที่ต้อง “พอดี” เจี๊ยบ พิจิตตรา สิริเวชชะพันธ์ ว่ากันว่า “สถานการณ์มักสร้างวีรบุรุษ”  ชีวิตของเจี๊ยบก็ดูจะเข้าข่ายนี้เหมือนกัน เพราะเดิมที เจี๊ยบ พิจิตตรา สิริเวชชะพันธ์ ก็เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป  มีหน้าที่เรียนก็เรียน  พอมีโอกาสได้ทำงานในวงการบันเทิงก็ลองดู  ไม่เคยมีความคิดว่าจะเป็น “ต้นแบบ” ให้ใครมาก่อน แต่อะไร ๆ เกิดขึ้นได้  เมื่ออยู่ ๆ คุณพ่อที่สุขภาพแข็งแรงมาตลอดเกิดป่วยหนักจนหายใจไม่ออก  หลังจากมาถึงโรงพยาบาลคุณพ่อก็หลับสนิทและไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย พอรู้ข่าวทุกคนในบ้านเจี๊ยบรวมทั้งญาติ ๆ ต่างเสียอกเสียใจกันใหญ่  จะมีก็แต่แม่  ผู้หญิงที่อยู่เคียงข้างพ่อมาตลอดชีวิตเท่านั้นที่วิ่งวุ่นจัดการทุกสิ่งทุกอย่างได้เรียบร้อยโดยไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียวซึ่งไม่ได้แปลว่าท่านไม่เสียใจ  เพียงแต่คุณแม่ “เข้มแข็ง” กว่าที่ใคร ๆ คิดต่างหากเพราะหากท่านมัวแต่ร้องไห้เสียใจ  ลูก ๆทั้งสามคนจะเป็นอย่างไร  ไม่พลอยขวัญเสียชีวิตเป๋ไปด้วยหรอกหรือ ตอนนั้นเจี๊ยบเพิ่งเรียนมหาวิทยาลัยราวปี 1 หรือปี 2  ยังไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจใด ๆ เลย  ครั้นจะมาช่วยงานคุณแม่ก็กลัวว่าจะทำให้วุ่นวายเปล่า ๆ สิ่งเดียวที่เจี๊ยบทำได้ดีที่สุดก็คือ “เป็นตัวอย่างที่ดี” ให้น้องชายและน้องสาว คำว่าตัวอย่างที่ดีของเจี๊ยบคือ  ตั้งใจเรียน  มีระเบียบวินัย  ไม่กินเหล้า  สูบบุหรี่และรู้จักคุณค่าของเงิน  เรียกว่าทำยังไงก็ได้ให้น้อง ๆ เห็นว่า “ต้องเป็นแบบนี้นะ” คุณแม่จะได้หมดห่วง  แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ง่าย  เพราะน้องของเจี๊ยบทั้งสองคนแสบไม่เบาเลยค่ะ วีรกรรมน้องทั้งสองมีตั้งแต่ขั้นเบา ๆ อย่างไม่ช่วยทำงานบ้าน  กลับบ้านดึกมากขั้นหนักก็คือ  โดดเรียนไปอยู่ร้านเกมทั้งวันจนต้องไปตาม  หนีไปเที่ยวต่างจังหวัด  จนถึงขั้นหนักที่สุดอย่างเล่นพนันบอล  ทำให้เจี๊ยบและคุณยายต้องใช้หนี้ให้เป็นแสน ๆ มาแล้ว ช่วงนั้นยอมรับว่า “เหนื่อยมาก” ที่ต้องคอยตามล้างตามเช็ดเรื่องเหล่านี้  เพราะเจี๊ยบเริ่มมีเวลาน้อยลง  ไหนจะเรียนด้วย  ทำงานด้วย ก่อนหน้านี้เจี๊ยบทำงานแค่เอาสนุกแต่พอเกิดเรื่องคุณพ่อขึ้นมา  รายได้เข้าบ้านที่เคยมีก็ลดลงไปพอสมควร  เจี๊ยบจึงต้องหันมาตั้งใจทำงานอย่างจริงจังมากขึ้นเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระคุณแม่ ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน  “งานความเป็นพี่” ของเจี๊ยบก็ต้องทำต่อไปไม่มีวันหยุดถึงวันนี้เขาสองคนยังไม่ได้เป็นแบบที่เจี๊ยบต้องการ  แต่ก็ขอให้ไม่เกเรไปกว่านี้  และรู้ว่าการทำความดี  เป็นเด็กดีเป็นอย่างไรก็พอแล้ว จนราวปี 2551  เจี๊ยบก็เริ่มเห็นว่าความพยายามของเจี๊ยบไม่ได้สูญเปล่าจากเดิมที่คิดว่าน้องไม่สนใจ  ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม เพราะน้องทั้งสองเริ่มหันมาสนใจทำงานทำการ  มีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น สิ่งเหล่านี้เจี๊ยบถือว่า “เป็นความโชคดีอย่างที่สุด” เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ไม่มีผิดคือ  ทำอะไรต้องอยู่บนทางสายกลาง  เพราะตั้งแต่เด็กมาแล้ว  เวลาทำอะไรก็ตาม  เจี๊ยบจะเป็นคนที่ “เป๊ะมาก” ซึ่งทำให้เครียดโดยไม่รู้ตัว ลำพังแค่เครียดแล้วปวดหัวน่ะไม่เท่าไหร่  เป็นโรคกระเพาะ  ผมร่วง  ก็ยังไม่ถือว่ารุนแรงมาก  ที่พูดมาเนี่ยเจี๊ยบเป็นมาหมดแล้วค่ะ  แต่สำหรับเคสที่ใหญ่ที่สุดของเจี๊ยบก็คือ  การผ่าตัดช็อกโกแลตซีสต์บริเวณปีกมดลูกด้านขวาเมื่อปี 2554  และปี 2556 ก็ต้องผ่าช็อกโกแลตซีสต์ขนาดเท่าไข่เป็ดที่ปีกมดลูกด้านซ้าย อาการครั้งล่าสุดเริ่มจากปวดท้องอย่างรุนแรงตลอดเวลาค่ะ  เหมือนคนกินข้าวแล้วไม่ย่อย  ท้องอืด ๆ เจี๊ยบเป็นอย่างนี้อยู่นาน 3 - 4 วัน  รีบไปหาคุณหมอ  แต่พอตรวจเจอปั๊บ  เจี๊ยบก็ถามคุณหมอตรง ๆ ว่า  หลังผ่าตัดครั้งแรกไปแล้ว  เจี๊ยบก็กินยาฉีดยาตามที่คุณหมอบอกทุกอย่าง แต่ทำไมยังเป็นอีก คำตอบของคุณหมอทำเอาเจี๊ยบอึ้งเพราะคาดไม่ถึง  นั่นก็คือ  เกิดจากความเครียด  พักผ่อนน้อยของเจี๊ยบเอง  ทำให้ฮอร์โมนเปลี่ยนไปหมด  ยาที่ไหนก็ช่วยไม่ได้ พอลองคิดตามก็เห็นว่าจริง  เพราะช่วงนั้นเจี๊ยบถ่ายละครทุกวันไม่มีวันหยุดนอนน้อย  แต่ก็มีข้อขัดแย้งอยู่คือ  เจี๊ยบออกกำลังกายทุกวัน  ร่างกายก็น่าจะแข็งแรงคุณหมออธิบายว่า  การออกกำลังในช่วงนั้นแทบไม่มีประโยชน์เลย เพราะร่างกายอ่อนแอจึงไม่มีฤทธิ์ด้านเสริมสร้างป้องกันนัก  ทางที่ดีต้องหันมาดูแลสุขภาพแบบองค์รวมดีกว่า วันนั้นพอกลับไปถึงบ้าน  เจี๊ยบก็เริ่มเศร้า  นอยด์  ร้องไห้ อดกลัวไม่ได้ว่าเนื้องอกที่ว่าจะเป็นเนื้อร้าย  ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียดแต่ก็พยายามให้กำลังใจตัวเองว่า  “เราต้องไม่เป็นอะไร”  สุดท้ายพอคุณหมอนำชิ้นเนื้อไปตรวจแล้วผลออกมาว่าไม่ใช่เนื้อร้าย  เป็นแค่ช็อกโกแลตซีสต์ก็เบาใจ การป่วยครั้งนี้ทำให้รู้ว่า  “ห้ามใช้ความรู้สึกตัวเองมาตัดสินเรื่องสุขภาพเด็ดขาด” ที่ผ่านมาเจี๊ยบมักคิดว่าตัวเองแข็งแรงไม่ได้เป็นอะไรเลย  มัวแต่ดูแลคนรอบข้างให้กินวิตามินตัวนั้นตัวนี้  แต่ตัวเองกินแค่วิตามินซีอย่างเดียว  แต่พอครั้งนี้คุณหมอถือโอกาสเจาะเลือดไปตรวจอย่างละเอียดก็พบว่า  เจี๊ยบขาดวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายตัว  ไม่ได้แข็งแรงอย่างที่คิดเลย ทุกวันนี้เจี๊ยบจึงต้อง “พยายาม” ปรับวิถีชีวิตใหม่  รับงานแต่ “พอดี”  ดูแลสุขภาพให้มากขึ้น  ส่วนเรื่องใจก็ต้องปล่อยวางให้ได้บ้าง  ไม่ต้องเป๊ะหรือตึงเกินไปกับทุก ๆเรื่อง  ไม่อย่างนั้นครั้งหน้าเจี๊ยบอาจไม่โชคดีอย่างครั้งนี้ก็เป็นได้ Secret BOX ความพอดีเป็นสิ่งสำคัญ  แม้แต่การคิดถึงคนอื่นก็ต้องพอดี อย่าให้มากจนลืมคิดถึงตัวเอง เจี๊ยบ พิจิตตรา สิริเวชชะพันธ์ เรื่อง วรลักษณ์  ผ่องสุขสวัสดิ์  ภาพ สรยุทธ  พุ่มภักดี บทความน่าสนใจ Dhamma Daily : สามีคบชู้ ควรปรับใจอย่างไร ไม่ให้โกรธทั้งสามีและผู้หญิงคนใหม่ ปรับความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน เรื่องราว “การปรับความคิด” ของดาราหนุ่มทั้ง […]

ลุงไกร เกษตรศิลปินแห่งวังน้ำเขียวกับจิตวิญญาณเกษตรเสรี

ลุงไกร เกษตรศิลปินแห่งวังน้ำเขียวกับจิตวิญญาณเกษตรเสรี นานมาแล้วที่คำว่า “เกษตรกร” หมายถึง ชาวไร่ชาวนาผู้ก้มหน้าก้มตาปลูกผักดายหญ้า ยิ่งเมื่อเงยหน้าขึ้นจากแปลงเกษตรแล้วพบว่าผลผลิตของตนราคาถูกเหมือนให้เปล่า… เกษตรกรจึงถูกมองว่าเป็นอาชีพแห่งความทุกข์ยากมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ “เกษตรศิลปินแห่งวังน้ำเขียว” กลับไม่เชื่อเช่นนั้น… ภาพชายชาวไร่นั่งไขว่ห้างเล่นดนตรีดีดกีตาร์ให้ผักฟัง (แน่นอนว่า คนกินผักและคนซื้อผักก็ได้ฟังเพลงเพราะๆ ไปด้วย) กำลังประกาศเป็นนัยให้เกษตรกรทั้งหลายรู้ว่า เกษตรกรรมเป็นการงานแห่งความสุข เสรี และมีเกียรติ…   เนื้อร้องของบทเพลงด้านล่างคงจะอธิบายตัวตนเกษตรศิลปินคนนี้ได้เป็นอย่างดี “ลุงไกร”…ชายผู้ใจดี                             รักเสียงดนตรี                        ชอบพืชผักพันธุ์ไม้ แกปลูกผักเอาไว้กิน เอาไว้ขาย             อิ่มกายสบายใจ                     อยู่ในไร่ของตน ชีวิตเชิงปรัชญา                                     เรียนรู้ศึกษาธรรมชาติ           จนเห็นผล เกษตรผู้มีจิตใจอ่อนโยน                       หาความสุขส่วนตน               ร้องเพลงให้ผักฟัง เป็นความสุขแท้จริงทางใจ                    ของชีวิตลุงไกร                     ผู้พออยู่พอกิน […]

True Story: “ละครชีวิต” ของผู้หญิงชื่อ อารี

True Story: “ละครชีวิต” ของผู้หญิงชื่อ อารี แม้เข็มนาฬิกาจะบอกเวลาสามนาฬิกาแล้ว แต่ฉัน อารี ก็ยังคงนั่งอยู่กับเอกสารและจดหมายกองโต  หยิบอันนั้นขึ้นมาอ่าน หยิบอันนี้ขึ้นมาดู กลุ้มใจจนต้องบ่นออกมาดังๆ… “ฉันจะทำอย่างไรดีกับหนี้สินตั้งสิบกว่าล้าน จะหาเงินที่ไหนมาใช้เขา  โอ๊ย! เครียด…เครียด!” ฉันนั่งนิ่ง ๆ อย่างนั้นอีกราวสิบนาทีก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างเร็ว  พอคว้ากุญแจรถมาได้  ก็รีบขับรถทะยานออกจากบ้านทันทีฉันเหยียบคันเร่งแรงขึ้นเรื่อย ๆ หมายจะจบปัญหาทั้งหมดลงที่ท้ายรถพ่วงคันข้างหน้าซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ถึง 20 เมตร! ทันใดนั้นเอง  ฉันมองเห็นคล้าย “ผ้าจีวร” ผืนใหญ่โบกสะบัดอยู่เต็มกระจกหน้ารถ  สติที่ยังเหลืออยู่น้อยนิดสั่งให้ฉันหักรถหลบอย่างรวดเร็ว  รถเลยเสียหลักแฉลบลงข้างทางทันที! พอได้สติ  ฉันก็นั่งตัวสั่นเทาอยู่ในรถมือทั้งสองยังคงกำพวงมาลัยแน่น  ภาพผ้าผืนนั้นยังคงติดตาไม่หาย  มันคืออะไรกันแน่…แต่เอาเถอะ  ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรตอนนี้ฉันก็ไม่คิดฆ่าตัวตายอีกแล้ว  ฉันค่อย ๆ ขับรถต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงจังหวัดระยอง  ทันทีที่จอดรถ  ภาพแรกที่ฉันเห็นคือพระสงฆ์กำลังเดินบิณฑบาต  แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ที่ตกกระทบลงบนสีเหลืองอมส้มของจีวรนั้นงดงามยิ่งนัก  มันทำให้ฉันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า “ผ้าที่เห็นต้องเป็นจีวรแน่ ๆ  พระพุทธเจ้าคงต้องการเตือนสติไม่ให้ฉันคิดแก้ปัญหาด้วยวิธีโง่ ๆ  คนเราย่อมทำผิดพลาดกันได้  แต่เมื่อรู้ตัวว่าผิดก็ต้องหาทางแก้ไขมือเท้ายังมีก็หาเงินใช้เขาไป  ไม่ควรทิ้งปัญหาไว้ให้คนที่เรารักและรักเรา” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้นอกจากจะทำให้ฉันได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งแล้ว  ยังตอกย้ำความมั่นใจให้ฉันว่า  ทางเดินชีวิตที่ฉันเลือกเองตั้งแต่ห้าสิบปีก่อนคือหนทางที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุดแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อห้าสิบปีก่อน…ฉันถือกำเนิดจากแม่ที่เป็นมุสลิมซึ่งมีฐานะทางบ้านร่ำรวยมาก  ส่วนพ่อ…นอกจากจะเป็นชาวพุทธแล้ว ยังมีฐานะยากจนอีกด้วยแต่ด้วยความรักที่มีต่อแม่อย่างสุดหัวใจ  พ่อจึงยอมเปลี่ยนศาสนาเพื่อมาสร้างครอบครัวกับแม่ และพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวแม่ยอมรับ  ทว่าไม่ว่าพ่อจะทำดีแค่ไหน ก็ไม่เคย “ดีพอ” ในสายตาของคนในครอบครัวของแม่  พ่อถูกดูถูก  กดขี่ข่มเหงสารพัดโดยที่ไม่ได้ตอบโต้ใด ๆ ทั้งสิ้น ฉันเห็นภาพเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ จนอดตั้งคำถามกับแม่ไม่ได้ว่า  “ทำไมทุกคนต้องทำกับพ่ออย่างนี้”  แม่ก็ได้แต่ตอบว่า“เรื่องของผู้ใหญ่  เราเป็นเด็ก อย่ายุ่ง” ความอยากรู้ของฉันยังลุกลามไปในเรื่องศาสนาด้วย  ฉันเริ่มตั้งคำถามกับแม่ว่า “หนูต้องเรียนคัมภีร์อัลกุรอานไปเพื่ออะไร” แม่ตอบอย่างเสียไม่ได้ว่า  “ฉันบอกให้ทำอะไรแกก็ต้องทำ  อย่าถามอีกเข้าใจไหม  เกิดเป็นมุสลิม  ใคร ๆ ก็ต้องเรียนอย่างนี้กันทั้งนั้น” การปฏิเสธที่จะตอบคำถาม  การใส่อารมณ์แทนที่จะอธิบายด้วยเหตุผลของแม่ทำให้ฉันรู้สึกว่า มันช่างแตกต่างกับครอบครัวของตูน  เพื่อนสนิทของฉันจริง ๆ ครอบครัวของตูนเป็นชาวพุทธ  และเมื่อเด็กเจ้าปัญหาอย่างฉันถามว่า  “เราไปวัดกันทำไม  เราสวดมนต์ไปทำไม”  ครอบครัวของตูนก็สามารถอธิบายให้เข้าใจและตอบคำถามฉันได้หมด  ยิ่งเมื่อได้นั่งฟังพระเทศน์สวดมนต์  ตักบาตร  ถวายสังฆทาน  ฯลฯ ด้วยตัวเอง  ฉันก็ยิ่งรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด และกลับรู้สึกชอบมากกว่าการไปมัสยิดเสียอีก ฉันใช้ชีวิตก้ำกึ่งสองศาสนา  เย็นไปมัสยิด  เสาร์ - อาทิตย์  (แอบ)  ไปวัดอยู่นานจนกระทั่งขึ้นชั้น  ม. 1 ก็เริ่มมั่นใจว่า  “ชีวิตนี้ฉันจะเป็นชาวพุทธ”  ฉันตัดสินใจบอกเรื่องนี้กับพ่อก่อน  จำได้แม่นว่าพ่อบอกฉันสั้น ๆ ว่า “ลูกจะนับถือศาสนาอะไรก็ได้  เพียงแต่ต้องทำหน้าที่ศาสนิกชนในศาสนานั้นให้ดีที่สุด  ตัวพ่อเองแม้จะเกิดเป็นพุทธแต่เมื่อวันนี้พ่อเลือกที่จะเป็นมุสลิม  พ่อก็จะเป็นมุสลิมที่ดีที่สุด” ส่วนแม่ พอรู้เรื่องนี้เข้าก็ด่าว่าฉันอย่างรุนแรง  พร้อม ๆ กับรีบเล่าเรื่องนี้ให้ญาติ ๆ ฟังด้วยความโกรธแค้น  ผลก็คือ  ทุกคนพากันรุมด่าทอสาปแช่งฉันว่า  หากไม่ล้มเลิกความคิดนี้เสีย  ก็ขอให้ชีวิตของฉันพบเจอแต่ความหายนะ แม้จะมั่นอกมั่นใจในตัวเองแค่ไหนพอเจอคำสาปแช่งอย่างนี้  ฉันก็อดหวั่น ๆ ไม่ได้เหมือนกัน  ฉันจึงตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้หลวงลุงที่ฉันเคารพฟัง  หลวงลุงไม่ว่าอะไรนอกจากตอบกลับมาสั้น ๆ ว่า  “อย่าไปกลัวคำสาปแช่ง  แต่ขอให้กลัวความเป็นคนชั่วของเรามากกว่า”  คำพูดสั้น ๆ เพียงแค่นี้ แต่ก็ทำให้ฉันมั่นใจพอที่จะก้าวเดินในเส้นทางนี้ต่อไป  โดยไม่ลืมที่จะดึงน้องสาวอีกสองคนไปเป็นชาวพุทธกับฉันด้วย… แม้สงครามระหว่างฉันกับแม่จะเริ่มซาลง  แต่ฉันก็ไม่อาจทนเห็นพ่อถูกกดขี่ข่มเหงจากครอบครัวใหญ่ได้อีกแล้ว  ราว 2 ปีต่อมาฉันและน้อง ๆ จึงช่วยกันขอร้องให้พ่อและแม่ “ย้าย” ออกมาหาบ้านหลังใหม่  แม่ตกลงและยอมย้ายตามมาโดยดี  ทว่าแม่ไม่ได้มาแต่ตัว  แต่ยังหอบหิ้ว “ผีการพนัน” ติดมาด้วย  ส่วนพ่อ เมื่อไม่สามารถห้ามปรามอะไรแม่ได้  ก็ได้แต่ก้มหน้าทำงานเพิ่มขึ้นเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในบ้านและใช้หนี้ให้แม่ ด้วยความสงสารพ่อจับใจ  ฉันจึงตัดสินใจเรียนพาณิชย์แทนสายสามัญ  จะได้เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยได้  รายได้ที่ได้มาหลังจากแบ่งไว้ใช้จ่ายส่วนตัวแล้ว  ส่วนที่เหลือฉันก็ยกให้แม่หมด  แต่ให้เท่าไรก็ดูเหมือนจะไม่พอ  เพราะวันหนึ่งแม่ก็ออกปากไม่ให้ฉันเรียนหนังสือ  ให้ทำงานอย่างเดียวเชื่อไหมว่า  แม่ถึงขั้นเก็บหนังสือเรียนของฉันไปทิ้งและฉีกชุดนักศึกษาจนขาดหมด ตอนนั้นฉันทุกข์ใจมาก ไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหนนอกจากไปวัดบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ และในที่สุดฉันก็ตัดสินใจหาหนังสือสวดมนต์มาไว้ที่บ้าน  หวังจะได้สวดเพื่อคลายทุกข์แต่นั่นกลับยิ่งเป็นการจุดไฟโกรธในใจแม่ขึ้นมาอีกครั้ง  เพราะพอแม่มาเห็นเข้า  แม่ก็โกรธจัด ถึงขั้นไล่ฉันออกจากบ้านและประกาศตัดแม่ตัดลูกกันตั้งแต่วันนั้น! ฉันเองก็ใจแข็งพอที่จะพาน้อง ๆ อีกสองคนย้ายออกมาอยู่ข้างนอกเพื่อจบปัญหาไม่กี่ปีต่อมาฉันก็ส่งตัวเองเรียนจนจบปริญญาตรี  และได้ทำงานกับบริษัทไฟแนนซ์ข้ามชาติมีหน้าที่การงานเติบโตอย่างรวดเร็ว จากนั้นชีวิตก็ดำเนินมาถึงอีกขั้น  เมื่อมีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในชีวิต…เขาชื่อ“พงษ์”  เป็นคนไทยเชื้อสายจีน  ฉันกับพงษ์คบหากันได้ไม่นานก็แต่งงานกัน  ด้วยเหตุผลที่ว่า  พงษ์เป็นคนดีและเป็นคนที่รักแม่มากซึ่งนั่นก็หมายความว่า  เขาต้องรักครอบครัวแน่ ๆ  ทว่าพอมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจริง ๆ ฉันถึงได้รู้ว่า  ความรักแม่ของพงษ์นั้นใกล้กับคำว่า “กลัว” เพียงนิดเดียว  เพราะแม่คือผู้ที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อชีวิตพงษ์  ไม่ว่าจะคิดหรือทำอะไร  ก็ต้องขออนุญาตแม่ก่อนทุกครั้ง ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องส่วนตัว…ซึ่งสะใภ้อย่างฉันก็พลอยต้องรับสภาพนี้ไปด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้หญิงที่รักอิสระและมีความมั่นใจในตัวเองมาตลอดชีวิตอย่างฉันเริ่มทุกข์ใจขึ้นเรื่อย ๆ  จนถึงขั้นยื่นคำขาดกับพงษ์ว่า  “เราจะต้องย้ายออกมาสร้างครอบครัวเองเสียที  ไม่อย่างนั้นเราก็คงต้องแยกทางกัน  เพราะฉันทนแม่กับน้อง ๆ ของคุณไม่ไหวแล้ว”  พงษ์ตอบตกลง  เพียงแต่ขอเวลาอธิบายให้แม่เข้าใจก่อน  แต่ถึงอย่างนั้นกว่าฉันและพงษ์จะได้ย้ายออกมาอยู่บ้านหลังใหม่ด้วยกันก็ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี ครอบครัวเล็ก ๆ ของเราอยู่กันอย่างมีความสุขได้ไม่นาน  แม่  น้องชาย  และน้องสาวของพงษ์ก็พากันย้ายตามมาอยู่ด้วยคราวนี้ฉันบอกกับตัวเองว่า  “ฉันจะไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติของใครอีกแล้ว  ฉันจะมีชีวิตเป็นของตัวเอง”  แต่ถ้าจะไปให้ถึงจุดนั้นฉันต้องมีเงินก้อนเสียก่อน  ฉันจึงตัดสินใจเอาเงินเก็บทั้งหมดที่มีไปลงทุน  แรก ๆ ทุกอย่างดูจะไปได้ดี  มีเงินเข้าบัญชีทุกเดือนรายรับอู้ฟู่ทีเดียว แต่เพียงชั่วข้ามคืนเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก…ทุกอย่างก็พังพินาศ  ว่าที่เศรษฐินีอย่างฉันกลายเป็นลูกหนี้แบกหนี้สินร่วมสิบกว่าล้าน!  ฉันเครียดที่สุดในชีวิตไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร  ไม่แม้แต่จะเล่าให้พงษ์รับรู้  แล้วในที่สุดฉันก็ตัดสินใจจะจบปัญหาด้วยการฆ่าตัวตายอย่างที่เล่ามาในตอนต้น ทว่าด้วยร่มเงาบุญแห่งพุทธศาสนาทำให้ฉัน “คิดได้”  และทยอยแก้ปัญหาด้วยตัวเองไปทีละจุด ๆ ทรัพย์สินใดที่ขายได้ก็ขาย  แม้จะต้องลาออกจากงานเพื่อไม่ให้เรื่องกระทบถึงบริษัทก็ต้องทำ  แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังใช้หนี้ไม่หมดอยู่ดี  ฉันจึงตัดสินใจเล่าปัญหาให้พงษ์ฟัง  ซึ่งพงษ์ก็ตัดสินใจช่วยใช้หนี้โดยไม่อิดออด หลังใช้หนี้หมด  ฉันเริ่มหางานใหม่อีกครั้งด้วยอาชีพขายประกัน  และก็เหมือนฟ้าดินเป็นใจ  เพราะเพียงแค่ฉันขายประกันให้ลูกค้ารายแรกสำเร็จเท่านั้น  ฉันก็ได้ค่าคอมมิชชั่นเป็นเงินมากกว่าล้านบาท!  เงินก้อนนี้ช่วยให้ฉันกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง…ชีวิตค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ฉันมีความสุขอยู่ได้ไม่นาน  โชคชะตาก็เล่นตลกอีกครั้ง  เมื่อคุณหมอตรวจพบว่าพงษ์เป็นมะเร็งลำไส้ระยะที่ 3  ฉันแทบล้มทั้งยืน  คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไร  นอกจากตั้งใจว่า  จะดูแลพงษ์จนวินาทีสุดท้ายอย่างที่เคยให้สัญญากันไว้  ไม่เพียงเท่านั้น  เรื่องของพงษ์ยังทำให้ฉันเริ่มคิดทบทวนถึงสิ่งที่ผ่านมา  คิดถึงแม่  และสิ่งที่เคยทำกับแม่ “คนเราสุดท้ายก็เท่านี้  เมื่อวันนี้ยังมีโอกาสอยู่ด้วยกันก็ทำดีต่อกันให้มากที่สุดดีกว่า” สามวันต่อมา  ฉันตัดสินใจกลับไปหาแม่ที่บ้าน  เตรียมน้ำเพื่อล้างเท้าให้แม่  แล้วก้มลงกราบแม่อย่างสวยที่สุด  เพื่อขออโหสิกรรมในทุกสิ่งที่เคยล่วงเกินแม่มา  แม่เองพอเห็นฉันทำอย่างนั้นก็ตกใจ  คิดว่าฉันจะลาตาย  เราทั้งคู่กอดกันร้องไห้อย่างหนัก…ครั้งนั้นนับเป็นการกอดครั้งแรกในชีวิตของฉันกับแม่ก็ว่าได้ หลายเดือนหลังจากนั้น  พงษ์ก็จากไปอย่างสงบในอ้อมกอดของฉัน  พงษ์ไม่เพียงทิ้งทรัพย์สินไว้ให้ครอบครัวเท่านั้น  แต่ยังทิ้งบันทึกส่วนตัวที่ฉันคิดว่า “ล้ำค่า” ยิ่งกว่าทรัพย์สินชิ้นไหน ๆ ไว้ด้วย  เพราะในบันทึกเล่มนั้นพงษ์ได้บอกเล่าถึงความในใจของเขาอย่างละเอียด จากบันทึกของพงษ์ทำให้ฉันได้รู้ว่าที่ฉันเห็นเขาเงียบ ๆ ไม่มีปากมีเสียง  แท้จริงแล้วในใจของเขาไม่ได้เป็นอย่างที่แสดงออกและการทำอย่างนั้นเป็นการทำร้ายตัวเองอย่างร้ายกาจ  ความเครียดที่สะสมในใจเขาโดยไม่รู้ตัวมีมากขึ้น ๆ จนในที่สุดก็ลุกลามเป็นเซลล์มะเร็ง วันนี้ฉันรู้แล้วว่า  ที่ผ่านมาไม่มีใครลิขิตชีวิตฉันนอกจาก “ฉัน” กำหนดเองดังนั้น  ถ้าไม่อยากมีชีวิตที่ผิดหวังซ้ำ ๆ เหมือนเดิม  ฉันก็ต้องปรับเปลี่ยนชีวิตที่เหลือใหม่  เพราะฉันไม่อยากเรียนรู้อะไรจากการสูญเสียอีกต่อไปแล้ว   […]

หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (จบ)

หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (จบ) ลูกก็เหมือนหนังสือที่พ่ออย่างผมต้องเปิดอ่านทีละหน้าๆ เขาคือบทเรียนอย่างดีในชีวิตของเราโดยเฉพาะสอนให้เรารู้จักให้อภัย หลังจากภรรยาเสียชีวิต ผม ทนงศักดิ์ ศุภการ ต้องรับหน้าที่หลักในการดูแลลูกชายสองหญิงหนึ่งของผม หลายคนถามว่าเหนื่อยไหม คำตอบคือเหนื่อยอยู่แล้ว เพราะผมต้องคอยรับ - ส่งดูแลเรื่องต่าง ๆ ตั้งแต่ตอนที่แม่เขาป่วย แต่ในความเป็นพ่อผมก็มีความสุขที่ได้ดูแลพวกเขา ตอนนี้นอกจากผมแล้ว พวกเขาก็มีคุณน้าและพี่เลี้ยงที่เป็นแม่บ้านคอยดูแลรวมถึงคุณตาของพวกเขาที่ทำสวนอยู่ต่างจังหวัด ก็จะมาเยี่ยมหลานพร้อมกับผลไม้ทุกสองอาทิตย์ บางครั้งผลไม้ที่สวนอย่างมะม่วงให้ผลเยอะมาก พวกเราทั้งหมดก็ช่วยกันนำไปขาย เด็ก ๆ ไม่ได้รู้สึกอายที่จะยืนขายผลไม้ด้วยกัน เมื่อปีที่แล้วลูกชายคนโตเพิ่งเรียนจบจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ(ABAC)  ส่วนลูกชายคนกลาง หลังกลับมาจากนิวซีแลนด์โดยที่ยังเรียนไม่จบ เขาก็ยังไม่ได้เรียนอะไรต่อ ปีนี้กำลังจะเกณฑ์ทหาร ผมอยากให้เขาไปใช้ชีวิตแบบนั้นดูบ้าง เผื่อว่าจะทำให้มีระเบียบวินัย รู้จักรับผิดชอบและดูแลตัวเองได้ดีขึ้น ส่วนลูกสาวคนเล็กหลังจบ ม.6 แล้ว เขาก็อยากเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลูกของผมแต่ละคนนิสัยต่างกันแม้ว่าจะเลี้ยงดูมาแบบเดียวกันก็ตาม ลูกชายคนโตเป็นคนมีความมุ่งมั่นสูง ถ้าเขาอยากทำอะไร ก็จะพยายามจนถึงที่สุด แต่ถ้าไม่อยากทำ เขาก็จะไม่ทำเลย ลูกชายคนกลางนี่สบาย ๆ มีความสุขกับชีวิตไปเรื่อย ๆ ส่วนลูกสาวคนเล็กจะมีระเบียบวินัย รักการเรียน และรู้จักรับผิดชอบดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ลูกก็เหมือนหนังสือที่พ่ออย่างผมต้องเปิดอ่านทีละหน้า ๆ เขาคือบทเรียนอย่างดีในชีวิตของเรา โดยเฉพาะสอนให้เรารู้จักให้อภัย ในเมื่อเราให้อภัยลูกได้ตั้งหลายครั้ง แล้วทำไมเราจะให้อภัยคนอื่นไม่ได้ แม้เขาจะไม่ใช่ลูกของเรา แต่เขาอยู่ร่วมโลกเดียวกับเรา ต้องพึ่งพาดิน น้ำอากาศเหมือนเรา ดังนั้น สำหรับผม เราต้องรู้จักให้อภัยและรู้จักแบ่งปันกับคนอื่นด้วย มีน้อยก็แบ่งน้อย โดยผมจะพยายามแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับการทำบุญเสมอเช่น ช่วงปิดเทอมผมก็จะชวนลูก ๆ ไปบริจาคหนังสือและเสื้อผ้าที่บ้านโฮมฮักของครูติ๋ว ระหว่างทางก็โทรศัพท์ชวนเพื่อนให้ทำบุญด้วยกัน ก็ได้เงินมาซื้อข้าวสารและอาหารต่าง ๆ หลังจากนั้นก็ช่วยระดมทุนสร้างห้องสมุดให้บ้านโฮมฮักที่จังหวัดยโสธร ครอบครัวของผมอาจไม่ได้สมบูรณ์พร้อม ไม่ได้ร่ำรวย ลูก ๆ ทุกคนยังต้องอาศัยเงินดูแลจากพ่อ แต่ผมก็ยังเชื่อเรื่องการให้เพราะที่ผ่านมาชีวิตของผมได้ดีมีสุขอย่างทุกวันนี้ได้ก็เพราะการให้โอกาส ให้ความช่วยเหลือจากคนอื่น ๆ ดังนั้นผมจึงอยากส่งต่อสิ่งนี้ให้กับสังคม โดยเฉพาะการให้กับคนที่ไม่มีโอกาสจะตอบแทนเรา หรือคนที่เราไม่รู้จักมาก่อน สำหรับผมแล้วถือเป็นการให้ที่บริสุทธิ์ เพราะไม่มีอะไรเคลือบแฝง ไม่มีการรอคอยผลประโยชน์หรือคำขอบคุณใด ๆ แต่ก่อนที่ผมจะเรียนรู้การให้กับใครได้นั้น คนแรก ๆ ที่ผมให้อย่างมากที่สุดและด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริงก็คือลูกของตัวเอง ไม่ว่าเขาจะทำผิดพลาดกี่ครั้งต่อกี่ครั้งเขาก็ยังเป็นลูกที่ผมรักมากที่สุดอยู่ดี   บทเรียนที่มีค่าจากลูก ผมเลี้ยงลูกเหมือนเป็นเพื่อนมาตั้งแต่เด็ก หลายครั้งที่ผมอ่านข่าวตามสื่อต่าง ๆแล้วเห็นบางครอบครัวต้องสูญเสียลูกไปผมมักจะถามตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับเราบ้าง เราจะทำอย่างไรณ วันนี้เราอาจไปบอกครอบครัวคนอื่นได้ว่า“ไม่เป็นไร  เสียแล้วก็เสียไป”  ผมจะพยายามเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า  ถ้ามันเกิดขึ้นกับคนอื่นได้ ก็เกิดกับเราได้เหมือนกัน  เพราะจริง ๆ แล้ว สุดท้ายชีวิตที่เรามาผูกพันกันนี้ก็แค่ช่วงเวลาหนึ่ง  จะช้าหรือเร็วก็ต้องจากกัน  ถ้าไม่อยากจากก็อย่าเจอ ถ้าไม่อยากตายก็อย่าเกิด แต่นี่เกิดขึ้นมาแล้ว เราก็ต้องใช้กรรมของตัวเองไป ผมเชื่อว่า  เราเกิดมาเพื่อปิดกรรมให้ตัวเอง ตอนนี้เราอาจมีหนี้กรรมอยู่ประมาณพันหนึ่ง  เราต้องค่อย ๆ ปิดหนี้กรรมของตัวเอง ตอนนี้อาจจะปิดได้สักแปดสิบก็ค่อย ๆ ทำไป ชดใช้ในสิ่งที่กู้มา ซึ่งตอนที่กู้  เราอาจไม่ทันรู้ตัว แต่วันนี้เมื่อรู้ตัวแล้วเราก็ต้องชดใช้ และพยายามไม่สร้างหนี้เพิ่มแต่หนี้อย่างหนึ่งที่ผมผูกพันมากที่สุดก็คงเป็นเรื่องลูก ลูกชายคนกลางเป็นคนที่ภรรยาของผมห่วงมากที่สุด เพราะเป็นคนที่มีความสุขกับการไปโรงเรียน แต่ไม่เรียนแต่ละปีที่ขึ้นชั้นเรียนใหม่ ผมต้องไปฝากกับผู้อำนวยการโรงเรียนว่า ขอให้ลูกได้เรียนกับอาจารย์ที่ใจเย็น เพราะลูกไม่ชอบอาจารย์ที่อารมณ์เสียใส่เขา ส่วนช่วงปิดเทอม ผมก็ต้องมานั่งช่วยเขาทำรายงานส่งอาจารย์เพราะว่าสอบตกวิชานั้นวิชานี้ ตอนเช้า ๆ เวลาไปส่งลูกไปโรงเรียนผมต้องว้ากกับลูกคนนี้ทุกวัน คนโตกับคนเล็กลงจากรถไปแล้ว แต่คนกลางยังต้องนั่งอยู่ในรถกับผมต่อ ต้องอ่านหนังสือในรถก่อนครึ่งชั่วโมง เพราะถ้าไม่ทำอย่างนี้อยู่ที่โรงเรียนเขาจะไม่อ่านเลย แต่แม้จะพยายามกวดขันเขามากเท่าไร ก็ไม่สามารถห้ามปรามความดื้อรั้นตามวัยของเขาได้นอกจากจะไม่ตั้งใจเรียนแล้ว ยังสูบบุหรี่ เกเร ไม่อยู่ในระเบียบ ฯลฯ มีเรื่องจนถูกตัดคะแนนความประพฤติบ่อย ๆผมถูกเรียกไปห้องปกครองแทบจะทุกเดือนจนในที่สุดลูกก็ต้องลาออก ชีวิตการเป็นพ่อสำหรับผมแล้ว ถือว่าต้องทำทุกอย่างให้ถึงที่สุด ลูกถูกไล่ออกจากโรงเรียน ผมก็ไปนั่งหน้าห้องผู้อำนวยการเพื่อขอพบ ขอโอกาสให้ลูกได้เรียนต่อแม้กระทั่งไปช่วยงานโรงเรียน ผมก็ยอมแต่สุดท้ายลูกเรียนได้อีกปีเดียวก็ต้องลาออกอีกครั้ง เพราะสร้างวีรกรรมไว้เยอะ คราวนี้เป็นช่วงที่แม่เขาเสียพอดี ผมเลยให้ไปอยู่โรงเรียนประจำ ต้องอยู่หอพัก แต่อยู่ไปอยู่มาลูกหนีเที่ยว กลับถึงหอตีสามตีสี่เป็นประจำ เลยต้องลาออกอีกครั้ง ยาเสพติดอย่าคิดว่าแค่นิดเดียว ช่วงที่ลูกมีปัญหา ผมเลยไม่รับละครเพราะอยากดูแลเขาให้เต็มที่ ผมเชื่อว่าถ้าวันนี้เราดูแลเขาให้ดีที่สุด เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจกับการกระทำใด ๆ ของตัวเองผมทำให้เขาเห็นว่า พ่อยอมเสียสละเพื่อเขาได้มากแค่ไหน ผมมักจะบอกลูกเสมอว่า “ถ้าลูกทำอย่างนี้ ก็แสดงว่ามีความสุขกับสิ่งที่ทำถ้าไม่มีความสุข ลูกต้องเดินออกจากตรงนี้เพราะถ้ายังนั่งอยู่ ก็แปลว่ามันเย็นพอที่ลูกจะนั่ง แต่ถ้ารู้สึกร้อนเมื่อไร ก็ต้องย้ายไปหาที่เย็น” หลังจากพยายามให้ลูกชายคนกลางเรียนต่อชั้นมัธยมปลายที่เมืองไทยไม่สำเร็จ ผมก็ลองส่งเขาไปเรียนซัมเมอร์กับน้องสาวของเขาที่นิวซีแลนด์ ปรากฏว่าเขาเรียนใช้ได้ ผมเลยให้เรียนต่อที่นั่น เมื่อมีเวลาว่างผมก็ไปเยี่ยมเขา จึงได้เห็นว่าเขาสูบกัญชาเสพสารเสพติด เราเลยคุยเปิดอกกัน เขาบอกผมว่า “แค่นิดเดียว” แต่ แค่นิดเดียว ที่ว่านี้กลับส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตเขา สองสัปดาห์ก่อนเรียนจบ ลูกโทร.มาร้องไห้กับผม บอกว่าเรียนต่อไม่ไหวแล้ว ขอกลับบ้าน เพราะถ้าอยู่ต่อคงหนักกว่านี้ ผมต้องตั้งสติและบอกกับลูกว่า“คิดให้ดี ๆ แล้วค่อยโทร.มาใหม่ เพราะคนที่รับสภาพไม่ใช่พ่อนะ ลูกจะกล้ามาบอกทุกคนไหมว่าล้มเหลว หรือจะกล้าบอกทุกคนไหมว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าลูกรับได้ก็ได้เพราะมันตัวของลูก ไม่ใช่ตัวพ่อ” สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจลาออกด้วยตัวเอง และผมก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของเขา ผมได้เรียนรู้ว่าปัญหาบางอย่างของลูก ถ้าเขาไม่แก้ไขด้วยตัวเอง เราก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้ ดังนั้น ผมจึงต้องมาปรับที่ใจของตัวเอง ต้องกลับมาคิดว่า อย่างน้อยมันก็ไม่เลวไปกว่านี้ เขาไม่ได้ไปขโมยของใครไม่ได้ขับรถไปพุ่งชนใคร วิธีคิดที่เป็นมุมดี ๆ ทำให้เราสบายใจขึ้น เราต้องยอมรับว่าแต่ละคนมีกรรมมาแตกต่างกัน เมื่อทำกรรมแบบนี้ เขาก็ต้องยอมรับผลของมันซึ่งต่อไปเขาจะเดินไปในทิศทางไหน ผมก็ได้แค่ประคับประคองและให้โอกาสเขาเท่านั้น แต่ทุกวันนี้เขาก็ทำให้ผมสบายใจมากขึ้น เมื่อปีที่แล้วผมทำโครงการ “รัก ท.”ขึ้น โครงการนี้เปรียบเสมือนการรวม “3 ท.”เป็นหนึ่งเดียว ได้แก่ “ท” - เทิดไท้องค์ราชัน 85 พรรษา “ท” - ประเทศไทย  และ“ท” – ทหารผู้เสียสละ รวมไปถึงชาวไทยที่ได้รับผลกระทบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยผมจัดกิจกรรมประมูลของรักของหวงของนักแสดง นักร้อง ตลอดจนคณะผู้จัดละคร เพื่อหารายได้ไปซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นและซื้อเสื้อเกราะให้กับทหารซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามชายแดน ผมเชื่อว่าการจะบอกว่ารักชาติ รักแผ่นดิน รักพระมหากษัติย์ เราพูดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องลงมือทำด้วย เช่นเดียวกับที่ผมสอนลูกเสมอว่า “ไม่ต้องบอกรักพ่อแค่ลูกทำความดี พ่อก็รู้แล้วว่าลูกรัก” เพราะเมื่อเราทำความดี คนที่ชื่นใจมากที่สุดก็คือพ่อแม่นั่นเอง Secret Box ความดีของลูกคือความสุขของพ่อแม่ ความเลวของลูกคือความทุกข์ของพ่อแม่ นิรนาม บทความน่าสนใจ แหม่ม อลิสา ขจรไชยกุล ชีวิตพลิกผันจากดารา…สู่แม่ค้าฮาเฮ ตอน 1 3 ดารา ที่มีหัวใจรักสิ่งแวดล้อม […]

หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (2)

หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (2) แม้ว่าผม ทนงศักดิ์ ศุภการ  จะโดนไฟดูดจนเฉียดตายแต่ก็ยังไม่รู้สึกว่าการดูแลสุขภาพร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ จนกระทั่งเมื่อภรรยา (ปานฤดี ศุภทรัพย์) ป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวจึงได้เห็นว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าสุขภาพร่างกายอีกแล้ว ความจริงภรรยาของผมเป็นคนที่เอาใจใส่ดูแลสุขภาพมาก ทั้งเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกาย เพราะสิ่งที่ เขากลัวมากที่สุดคือโรคมะเร็ง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถหนีได้พ้น ลางร้าย จากความผิดปกติของร่างกาย ประสบการณ์ชีวิตในช่วงวัยรุ่นที่เห็นเพื่อนบ้านตัวน้อยวัย 5 - 6 ขวบร้องไห้โหยหวนด้วยความเจ็บปวดทรมานจากโรคมะเร็งสมอง ความเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งตับของป้าแท้ ๆ และการจากไปด้วยโรคมะเร็งปอดของคุณแม่ของเธอ ทำให้ภรรยาของผมกลัวฝังใจ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงดูแลเอาใจใส่สุขภาพของตัวเองดีมาก ตอนนั้นเรามีลูกเล็ก ๆ ด้วยกัน 3 คนสองคนแรกเป็นผู้ชาย และคนสุดท้องเป็นผู้หญิง ชีวิตครอบครัวกำลังมีความสุขพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ความเจ็บป่วยก็ไม่เคยเลือกว่าเราเป็นใครมาจากไหน ร่ำรวยหรือยากจนก็มีสิทธิ์เผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ทั้งนั้น ในวัย 40 ปี ภรรยาของผมต้องเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย ทั้งที่ดูแลตัวเองดีมาตลอดกิจวัตรของเธอเริ่มต้นจากการทำงานบ้านในตอนเช้า ส่งลูกไปโรงเรียนเสร็จแล้วก็กลับมาทำงานบ้านต่อ บ่าย ๆ ก็ไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสซึ่งอยู่ใกล้โรงเรียนของลูกเมื่อได้เวลาก็ไปรับลูกกลับจากโรงเรียน แต่แล้วเหตุการณ์ที่เป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่าโรคร้ายกำลังมาเยือนก็เกิดขึ้นภรรยาของผมสังเกตว่าตัวเองมีอาการปวดหลัง และน้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ควบคุมอาหารและออกกำลังกายทุกวันตอนแรกเธอคิดว่าคงจะเป็นแค่กล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา จึงไปหาหมอ หมอก็รักษาไปตามอาการ คือช่วยประคบร้อนให้ อาการก็ดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่หาย นอกจากนั้นเธอยังมีอาการเบื่ออาหารอย่างเห็นได้ชัด ปรกติเวลาไปเที่ยวทะเลด้วยกัน ภรรยาของผมจะชอบทานปูมาก และผมจะเป็นคนแกะให้ทุกครั้ง แต่ครั้งนั้นเธอกลับรู้สึกเบื่ออาหาร ถึงขนาดไม่อยากกินของที่ตัวเองชอบ จนกระทั่งวันหนึ่ง ภาพที่ผมเห็นก็ทำให้รู้สึกสังหรณ์ใจว่า อาการเจ็บป่วยของภรรยาคงไม่ธรรมดา วันนั้นผมถ่ายละครดึก พอกลับถึงบ้านก็หลับสนิท แต่มาสะดุ้งตัวตื่นเอาตอนเช้าเพราะได้ยินเสียงแปลก ๆภาพที่เห็นคือ ภรรยาของผมกำลังกระถดก้นลงจากเตียง แล้วค่อย ๆ พลิกตัวอย่างช้า ๆด้วยความเจ็บปวดทรมาน เมื่อเห็นอย่างนั้นผมเลยชวนเธอไปหาหมออีกครั้ง ครั้งแรกที่หมอตรวจร่างกายก็ไม่เจอความผิดปรกติอะไร แต่เมื่อตรวจเลือดซ้ำอีกครั้ง ก็พบสัญญาณความผิดปรกติ บางอย่างจากไขสันหลัง เลยต้องตรวจไขสันหลังเพิ่มเติม การตรวจเลือดครั้งแรกพบว่า ภรรยาของผมมีเลือดน้อยมาก หมอจึงให้นอนโรงพยาบาลเพื่อให้เลือด หลังจากนั้น จึงค่อยเจาะไขสันหลัง ช่วงนั้นผมถ่ายละครยุ่งมาก และไม่คิดว่าภรรยาจะเจ็บป่วยร้ายแรงอะไร วันที่หมอนัดเจาะไขสันหลังผมจึงไม่ได้อยู่ด้วย แต่ภรรยาเล่าให้ฟังทีหลังว่า หมอใช้เข็มขนาดใหญ่เจาะไปที่กระดูกสันหลังเสียงดัง ป๊อก! แล้วดูดเอาน้ำที่อยู่ในกระดูกสันหลังออกมา ซึ่งเธอบอกว่าเจ็บเหลือเกิน เผชิญความจริง เมื่อมะเร็งมาเยือน ด้วยความที่คิดว่าภรรยาไม่เป็นอะไรมาก ช่วงนั้นผมจึงยังไปถ่ายละครตามปรกติ จนกระทั่งสี่ทุ่มกว่า ๆ ก่อนที่จะเข้าฉากแรกของละครเรื่อง กษัตริยา เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ภรรยาของผมโทร.มาบอกว่า ผลการตรวจพบว่ามีความผิดปรกติเกี่ยวกับไขกระดูกต้องรักษาด้วยการทำคีโม แต่หมอบอกว่าไม่ได้เป็นมะเร็ง ผมฟังแล้วก็รู้ทันทีว่าหมอไม่พูดความจริง และตอนนี้ภรรยาของผมคงใจเสียมากแต่ด้วยความที่เป็นคนเข้มแข็งและไม่ค่อยแสดงอารมณ์ความรู้สึกให้ใครรู้ เธอก็เลยพยายามทำน้ำเสียงให้เป็นปกติและบอกผมว่าไม่ต้องเป็นห่วง แต่นาทีนั้น ผมคิดว่าตัวเองคงไม่สามารถทนถ่ายละครได้อีกต่อไป เพราะสิ่งสำคัญที่ผมต้องทุ่มเทเวลาและทำให้ดีที่สุดในตอนนี้คือการดูแลภรรยา ผมจึงตัดสินใจเดินไปบอกผู้กำกับว่าภรรยาไม่สบาย เพิ่งตรวจเจอว่าเป็นมะเร็ง ถ้าผมถ่ายละครวันนี้ก็จะติดพันไปเรื่อย ๆ ดังนั้นผมจึงขอถอนตัวกลางกองถ่ายทันที เมื่อภรรยาเจ็บป่วย ผมรู้ดีที่สุดว่าสิ่งที่เขาเป็นห่วง ไม่ใช่แค่สุขภาพร่างกายของตัวเอง แต่คือลูกทั้งสามคนที่ยังเล็ก ตอนนั้นลูกคนโตเพิ่งอายุได้ 12 ขวบเท่านั้น หลังจากพูดคุยตกลงกับทางกองถ่ายเรียบร้อยแล้ว ผมก็รีบบึ่งรถไปที่โรงพยาบาลทันที ใจของผมกระวนกระวายอยากไปถึงที่นั่นเร็ว ๆ ผมอยากลูบศีรษะภรรยาเพื่อให้กำลังใจเธอมากที่สุด ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปเธอพยายามปรับสีหน้าท่าทางให้เป็นปรกติแล้วพูดกับผมว่า “ไม่ต้องห่วงนะ ไม่เป็นอะไร” แต่ด้วยความที่เราอยู่ด้วยกันมานานผมก็รู้ว่าเธอพยายามเก็บกดความรู้สึกของตัวเองไว้ แต่ในที่สุดเธอก็ร้องไห้โฮออกมา ผมพยายามทำใจให้เข้มแข็งและปลอบเธอว่า “อย่ากังวลไปเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปตรวจซ้ำอีกโรงพยาบาลหนึ่งให้แน่ใจดีกว่า”ทั้งที่ในใจลึก ๆ ผมก็รู้ดีว่า ผลที่ออกมาไม่น่าจะผิดพลาด แล้วความจริงก็เป็นอย่างนั้นหมอยืนยันว่าเธอเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวจริง ๆ และบอกกับเราทั้งคู่ว่า “รักษาได้”แต่ผมไม่เชื่อ จึงขอคุยกับหมอตามลำพังหมอยอมพูดความจริงว่าอาการของภรรยาผมหนักมาก ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีไหนก็อาจจะอยู่ได้แค่หนึ่งปีถึงหนึ่งปีครึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นภรรยาของผมก็เข้าสู่กระบวนการรักษา ทั้งทำคีโม ถ่ายเลือดฟอกเลือด จากที่หมอคิดว่าน่าจะอยู่ได้ไม่เกินปีครึ่ง ปรากฏว่าด้วยความเข้มแข็งของเธอ ทำให้ต่อสู้มาได้ถึง 3 ปีก่อนจะจากพวกเราไปอย่างสงบ เธอเขียนเล่าความในใจของตัวเองไว้ในสมุดบันทึกว่า “ลูก ๆ ฉันน่ารักทุกคนฉันมองลูกไม่รู้เบื่อ ฉันมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งนี้จริง ๆ เพื่อดูเขา เสพความสุขจากพวกเขาแค่มองเขาทีละคน แทน ปัญญ์ เปี่ยม ฉันก็มีความสุข…ฉันได้เข้าถึงสัจธรรมว่าทุกสิ่งไม่จีรัง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ฉันได้เห็นค่าของความรัก รักสามี รักลูก(ที่สุด) รักพ่อแม่ น้อง ผู้คน เพื่อน…มันดื่มด่ำ ลึกซึ้ง” ความเจ็บป่วยของภรรยาทำให้ผมตระหนักว่า คนเราต้องไม่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความประมาท ผมอยากให้ความเจ็บป่วย ในครอบครัวของผมสะท้อนให้คนอื่นเห็นว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของคนอื่นก็สามารถเกิดขึ้นกับครอบครัวของเราได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น เราต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับมันอย่างมีสติแต่ก่อนที่จะเตรียมใจ เราก็ต้องเตรียมร่างกายของตัวเองให้แข็งแรงด้วย ด้วยเหตุนี้ ผมจึงทำโครงการวิ่งเพื่อคนที่เรารัก “Run for the One We Love”ด้วยการวิ่งมาราธอนเส้นทางกรุงเทพฯ -พระตำหนักดอยตุง เพื่อย้ำเตือนให้คนอื่น ๆเห็นว่าการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงทำโครงการ “ให้ด้วยหัวใจ” ซึ่งเป็นโครงการที่รณรงค์ให้มีการบริจาคอวัยวะ เพราะจากการที่ผมได้สัมผัสชีวิตคนป่วย พบว่าหลายคนอาจมีโอกาสรอดชีวิตถ้ามีคนบริจาคอวัยวะให้แก่พวกเขา นอกจากนั้น ผมยังชอบไปเยี่ยมคนที่ป่วยเป็นมะเร็ง เพราะอยากคุยกับเขาตอนที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่แค่ไปงานศพ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังยินดีไปงานศพมากกว่างานเลี้ยงอื่น ๆ เพราะคิดว่างานวันเกิดหรืองานเลี้ยงแต่งงานถึงอย่างไรก็มีคนไปกันเยอะแยะ แต่สำหรับงานศพ ผมถือเป็นช่วงเวลาที่คนเราต้องแสดงความมีน้ำใจ ไปกอด ไปสัมผัส ไปแสดงความเสียใจต่อกัน รสชาติของความสูญเสียพลัดพรากอาจทำให้เราเจ็บปวดทรมานก็จริง แต่สุดท้ายเวลาก็จะเยียวยาให้ทุกอย่างดีขึ้น เมื่อภรรยาจากไปแล้ว ผมก็พยายามทำหน้าที่คุณพ่อลูกสามอย่างดีที่สุด แต่บางสิ่งบางอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง เมื่อลูกชายคนกลางขอออกจากโรงเรียนที่เมืองนอกกลางคัน ทั้งที่กำลัง จะเรียนจบมัธยมปลายในอีก 3 สัปดาห์ข้างหน้า… (โปรดติดตามตอนต่อไป) Secret Box อย่าติดอยู่ในสิ่งที่เรารักหรือไม่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่เรารักเป็นทุกข์ การพบเห็นแต่สิ่งที่ไม่รักก็เป็นทุกข์ พุทธศาสนสุภาษิต บทความน่าสนใจ แฮร์ริสัน ฟอร์ด […]

หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (1)

หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (1) ว่ากันว่า “ทองแท้ไม่กลัวไฟ” ซึ่งเปรียบได้กับชีวิตของคนเราที่พบเจออุปสรรคปัญหาใดๆก็ไม่หวั่นเกรง แต่กลับจะยิ่งทำให้หัวใจแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับชีวิตของ คุณ ทนงศักดิ์ ศุภการ ช่างภาพ นักแสดง ที่ต้องพานพบกับเรื่องราวของความสูญเสีย พลัดพรากและไม่ได้อย่างที่ใจหวัง จนน่าจะนำความทุกข์ใจมาให้อย่างใหญ่หลวง แต่ด้วยเลือดนักสู้ที่มีอยู่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยม เขาก็ก้าวผ่านเรื่องราวนั้น ๆ มาได้อย่างมีสติ แม้บางเรื่องเมื่อคิดขึ้นมาครั้งใด จะทำให้หวนคิดถึงความรู้สึกในครั้งนั้นจนทำให้น้ำตาคลอเบ้า แต่ในวันนี้เขาได้วางมันไว้เป็นอดีตที่มีคุณค่าและเป็นบทเรียนที่สมควรถ่ายทอดให้คนอื่นฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์ต่อไป ชีวิตเด็กวัดบ่มเพาะเลือดนักสู้ ผมเกิดมาในครอบครัวที่ปากกัดตีนถีบ พ่อแม่ไม่ได้เรียนหนังสือทั้งคู่ พ่อเป็นชาวจังหวัดอุดรธานี ส่วนแม่เป็นชาวจีน กวางตุ้งที่เกิดและโตที่กรุงเทพฯ หลังจากแต่งงานกัน พ่อกับแม่ก็หาเลี้ยงครอบครัวด้วยการเปิดร้านตัดเสื้ออยู่แถววัดหัวลำโพง ผมเองเป็นลูกคนที่สองในบรรดาพี่น้องห้าคน ช่วงชีวิตมัธยมปลายของผมถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ผมออกจากบ้านมาเป็นเด็กวัดอยู่ที่วัดไตรมิตรวิทยาราม เพราะอยากช่วยแบ่งเบาภาระของที่บ้าน ตอนแรกก็ไปอาศัยนอนห้องเพื่อนที่มาจากต่างจังหวัดอยู่ไปอยู่มาเมื่อเขาย้ายออกไป ผมก็ได้นอนห้องนั้นแทนเขา สมัยก่อนเด็กวัดมาจากต่างจังหวัดเพื่อเรียนหนังสือ พ่อแม่ของพวกเขาก็จะฝากฝังให้หลวงตาที่เป็นที่เคารพนับถือช่วยดูแล บางคนก็ไม่ได้ยากจนพ่อแม่มีที่นามากมาย แต่ต้องมาอยู่วัดก็เพราะพ่อแม่อยากให้ลูกได้รับการอบรมบ่มนิสัยที่ดี ในแต่ละวัน ผมต้องตื่นแต่เช้ามารดน้ำต้นไม้ กวาดขี้นก ช่วงไหนมีพระมาบวชใหม่ ก็จะช่วยท่านแต่งตัว ถ้ามีงานเลี้ยงบนโบสถ์ ก็ช่วยจัดเตรียมอาหาร พอเสร็จเรียบร้อย ก็ช่วยล้างจาน ตอนเย็นก็ต้องเข้าโบสถ์สวดมนต์ สังคมของเด็กวัดที่นี่จะมีพระคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนใหญ่เย็นวันศุกร์เด็กวัดจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัด พอเย็นวันอาทิตย์ก็จะกลับมารายงานตัวตอนหกโมงเย็น มีการเช็กชื่อ ใครทำอะไรไม่ดีไว้ หลวงพ่อหลวงพี่ก็จะเรียกมาอบรมสั่งสอน ในวันสำคัญทางศาสนา เราจะช่วยกันล้างโบสถ์ ขายดอกไม้ธูปเทียน ผมขยันตั้งใจทำงานทุกอย่าง จนกระทั่งวันหนึ่งหลวงลุงก็เอ่ยปากให้ผมอยู่ต่อได้ พร้อมกับจะส่งเสียให้เรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่นที่มีพ่อแม่นำมาฝากฝัง ชีวิตเด็กวัดสอนให้ผมรู้จักปรับตัวและรักที่จะเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ไม่ว่าจะอยู่ในหน้าที่ไหน ผมจะคิดเสมอว่าต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เมื่อเป็นเด็กวัดก็ต้องเป็นเด็กวัดที่ขยัน ทำงานเรียบร้อยจนถึงขั้นที่หากเราไม่อยู่ เขาจะต้องคิดถึงเรา การเป็นเด็กวัดให้อะไรผมหลายอย่าง โดยเฉพาะการได้เห็นความหลากหลายของชีวิต เพราะคนที่เข้ามาในวัดมีตั้งแต่คนยากจนที่เข้ามาขอข้าวกิน ทั้งคนร่ำรวยมีเงินเป็นแสนเป็นล้านที่นำเงินมาบริจาคให้วัดผมได้เห็นช่องว่างที่แตกต่างกันนี้ เช่นเดียวกับตอนที่เล่นละคร บางครั้งผมรับบทเป็นคนจน ต้องไปถ่ายทำในชุมชนแออัด เราก็เห็นสภาพความเป็นอยู่ของเขาว่าเป็นอย่างไร ในขณะที่บางเรื่องผมเล่นเป็นเศรษฐี มีบ้านใหญ่โต มันทำให้ผมเห็นว่าชีวิตของเราก็แค่นี้มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะอยู่บ้านหลังไหนแต่มันอยู่ที่เราต้องใช้ชีวิตให้มีคุณค่ามากกว่า เรื่องเฉียดตายที่มาจากความประมาท หลังเรียนจบ ม.ศ.3 ผมตั้งใจจะเป็นทหาร เลยไปสอบเตรียมทหาร แต่สอบไม่ติด พอขึ้น ม.ศ.5 ก็เบนเข็มไปสอบ นายร้อยตำรวจ แต่ติดเป็นตัวสำรองสุดท้ายจึงมาเรียนโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย ช่วงมัธยมปลาย ผมค่อนข้างเกเรแต่ไม่ได้ไปทำเรื่องเสียหายอะไร ผมมีเพื่อนสนิทเรียนถ่ายภาพอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ เขาเลยชวนผมโดดเรียนไปเป็นแบบให้เขาถ่าย ไป ๆ มา ๆ ผมก็ชักอยากถ่ายภาพเป็นบ้าง เขาก็เลยสอนให้ ทั้งการจัดแสง จัดไฟ เข้าห้องมืด คราวนี้เริ่มสนุกเลยสนใจเรียนรู้ด้วยตัวเองจนกลายเป็นอาชีพในที่สุด ก่อนหน้านี้ผมเคยอยากเป็นนักมวยถึงขนาดให้พ่อพาไปฝากตัวกับ คุณนิวัฒน์เหล่าสุวรรณวัฒน์ โปรโมเตอร์ของ เขาทราย แกแล็กซี่ เขามีค่ายมวยอยู่ใกล้บ้าน ตอนยังเด็ก หลังเลิกเรียนผมมักไปซ้อมมวย แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยรุ่งเพราะเพื่อนในค่ายบอกว่า “หน้าอย่างมึงไปเล่นหนังดีกว่า อย่ามาต่อยมวยเลยเดี๋ยวแหกหมด” หลังจากนั้น เมื่อโตขึ้น ผมก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับแวดวงหมัดมวยอีกเลย แต่กลับมาเอาดีด้านการเป็นช่างภาพแทน ในยุคนั้นช่างภาพมืออาชีพไม่ได้มีมากมายเหมือนทุกวันนี้ อาชีพช่างภาพทำให้ผมมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำ สามารถส่งน้องเรียนหนังสือและซื้อรถสปอร์ตให้ตัวเองได้ ผมเริ่มอาชีพนี้ด้วยการไปช่วยงานถ่ายรูปของ คุณศักดิ์ชัย กาย เพื่อนสมัยมัธยม ที่ปัจจุบันคือช่างภาพมืออาชีพและเจ้าของนิตยสาร Lips หลังจากนั้นก็ไปเป็นช่างภาพให้กับบริษัทสถาปนิกชื่อ ไรเฟนเบิร์กที่เป็นการร่วมทุนกันระหว่างคนไทยและต่างชาติ โดยทำหน้าที่ถ่ายภาพโรงแรมและอาคารต่าง ๆ นอกจากนี้ทางบริษัทเองก็เปิดรับงานจากเอเจนซี่ต่าง ๆ ด้วย แม้แต่ตอนที่เล่นละคร ผมก็ยังไม่ทิ้งอาชีพช่างภาพและจากการทำงานนี่เองที่ทำให้ผมประสบอุบัติเหตุ จนแทบจะทำให้กลายเป็นคนพิการ หรือถ้าร้ายแรงกว่านั้นก็อาจเสียชีวิตไปแล้ว เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นในวันที่ 1มกราคม 2537 ตอนนั้นผมแต่งงานมีลูกชายสองคนแล้ว วันนั้นผมต้องไปถ่ายรูปที่ Bank of Tokyo  เป็นตึกสูงตรงถนนสาทรซึ่งบริษัทญี่ปุ่นเป็นคนก่อสร้าง ความจริงผมถ่ายภาพที่นี่ไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ภาพที่ได้ยังไม่สวยเพราะถ่ายจากข้างล่าง มองขึ้นไปเห็นสายไฟระเกะระกะ ผมจึงต้องถ่ายใหม่อีกครั้ง โดยขอให้ทางบริษัทช่วยจัดหารถเครนให้ จะได้ถ่ายจากมุมสูง วันนั้นผมขนอุปกรณ์การถ่ายภาพไปครบชุด เมื่อคนขับรถเครนส่งผมขึ้นไปอยู่ในจุดที่ผมต้องการแล้ว เขาก็งีบหลับทันที ผมไม่ได้สนใจ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเองไปเรื่อย ๆ สมัยก่อนการถ่ายภาพยังใช้ฟิล์มอยู่ และมีกล้องตัวหนึ่งต้องใช้ผ้าคลุมเพื่อจะดูเฟรม ด้วยความประมาท ผมไม่ทันคิดว่าจุดที่ยืนอยู่ใกล้สายไฟฟ้าแรงสูง ดังนั้นเพียงแค่เสี้ยววินาทีที่ผมตวัดผ้าออกไป ผมก็โดนไฟดูดเข้าอย่างจังจนตัวชักกระตุก! ตอนแรกผมไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ยังปลอบใจว่าสงสัยคงเอี้ยวตัวแรงไปหรือเปล่าตัวเลยกระตุก แต่ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ผมก็เริ่มแน่ใจว่าตัวเองกำลังโดนไฟดูด เพราะรู้สึกเจ็บก้น เจ็บขา แสบร้อนไปทั่วทั้งแขนในใจร้องว่า  “แม่ช่วยด้วย…แม่ช่วยด้วย”สักพักผมก็หลุดจากการถูกไฟดูดและล้มฟุบอยู่ตรงนั้น โชคดีที่ยังมีสติอยู่ ผมก็สำรวจตัวเองว่าเป็นอะไรมากน้อยแค่ไหน ก็พบว่ามือซ้ายร้อนมากและยกไม่ขึ้น แถมยังไหม้เป็นริ้ว ๆ เหมือนเนื้อย่าง ผมพยายามถอดกำไลเงินออกจากข้อมือ เพราะคาดว่าอีกสักพักมือคงจะพองบวมจนถอดไม่ออกแน่ ๆ หลังลงจากรถเครนได้แล้ว ผมก็เก็บอุปกรณ์ถ่ายภาพทั้งหมดไว้ท้ายรถ แล้วเรียกแท็กซี่ให้พาไปส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด…ทันทีที่พยาบาลใช้กรรไกรตัดเสื้อและกางเกงออกแล้วเห็นบาดแผล ก็อุทานออกมาว่า“โอ้โฮ!” คำอุทานนี้ทำให้ผมรู้ว่าอาการของผมคงหนักหนาสาหัสมากทีเดียว แล้วก็จริงอย่างนั้น คุณหมอคนแรกที่เห็นอาการบอกว่ากรณีของผมอาจจะต้องตัดแขน เพราะว่ามันน่าจะใช้การไม่ได้แล้ว แต่โชคดีที่คุณหมอเจ้าของไข้บอกว่าให้เก็บมือไว้ก่อน แม้ว่าเนื้อที่แขนซ้ายจะไหม้จนต้องตัดออกไปมากแต่ก็ยังมีความหวัง ด้วยความที่เนื้อบริเวณมือโดนไฟไหม้คุณหมอจึงต้องรักษาด้วยการตัดทิ้งและนำเนื้อบริเวณท้องมาปิดที่มือแทน ในการผ่าตัดครั้งนี้ ผมรู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้ความตายเหลือเกิน เพราะการผ่าตัดใช้เวลานานมากผมสลบไปหลายชั่วโมง ครั้งแรกที่รู้สึกตัว มันลืมตาไม่ขึ้น จนทำให้ใจเสียพานคิดไปว่า “ทำไมไม่เห็นใครเลย ได้ยินแต่เสียง…เราตายไปแล้วหรือเปล่านี่” ผมไม่แน่ใจว่าระหว่างความตายกับการที่ต้องเผชิญกับการรักษาที่แสนเจ็บปวดทรมาน อะไรจะดีกว่ากัน แต่ตอนนั้นผมยังไม่พร้อมที่จะตาย แม้จะไม่แน่ใจว่าหลังจากนี้ไป แขนข้างซ้ายของผมจะใช้งานได้มากน้อยแค่ไหน ผมอยู่กับความไม่แน่ใจนานนับปีต้องนอนนิ่ง ๆ อยู่กับเตียงนานสองเดือนให้พยาบาลล้างหน้า แปรงฟัน เช็ดก้น เวลานอนก็ต้องนอนท่าเดียว เพราะมีแผลที่สะโพกหนึ่งแผล แผลที่ขาข้างขวาอีกหนึ่งแผลมือก็ขยับไม่ได้ กลางคืนก็นอนผวา ฝันว่าไฟดูด พอตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าเป็นเรื่องจริงก็ยิ่งสลด ดังนั้นวันแรกที่ผมอาบน้ำได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุด แต่สุขกับทุกข์เป็นของคู่กัน หลังจากนั้นไม่นานผมก็ต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยของภรรยาที่ต้องใช้เวลาในการดูแลรักษาถึงสามปีเต็ม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ทรมานใจที่สุดในชีวิตของผมก็ว่าได้… (โปรดติดตามตอนต่อไป) บทความน่าสนใจ เมตตากรุณา - ยิ่งแบ่งยิ่งได้ เคล็ดลับความสุขความสำเร็จของสหรัถ สังคปรีชา 5 ข้อดีของการเป็นโสด ก่อประโยชน์ต่อสุขภาพเมื่อได้อยู่คนเดียว แหม่ม อลิสา ขจรไชยกุล ชีวิตพลิกผันจากดารา…สู่แม่ค้าฮาเฮ ตอน 1 […]

การเกิดใหม่อีกครั้ง ของ หนิง - ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา

การเกิดใหม่อีกครั้ง ของ หนิง ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา หนิง ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา เป็นคนมีคติในการใช้ชีวิตที่ไม่ตายตัว เพียงแต่ไม่ว่าจะทำอะไร  หนิงต้องทำให้ “ดีที่สุด”ต้องวางแผนไว้เป็นขั้นเป็นตอนเป๊ะ ๆ เพื่อที่หนิงจะสามารถควบคุมทุกอย่างได้หมด แต่แล้วความคิดนี้ก็เริ่ม “เปลี่ยน” ไปเมื่อหนิงมีลูกค่ะ หนิงเคยคิดว่าการมีลูกเป็นสิ่งที่สวยงาม  มีความสุข  พอเอาเข้าจริงกลับไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย  เพราะกว่าจะเดินไปถึงจุดนั้นได้ คนเป็นแม่ต้องผ่านบททดสอบมากมายที่รออยู่ข้างหน้า บททดสอบของหนิงเริ่มขึ้นตั้งแต่คืนแรกหลังกลับจากโรงพยาบาลค่ะ  เมื่อจู่ ๆ น้องเบลล่า (ด.ญ.กุญช์จารี  จีระแพทย์) ที่ดูเหมือนจะเลี้ยงง่าย  แผดเสียงร้องไห้จ้าจนหนิงและสามีงงไปหมด  เพราะไม่ว่าจะปลอบอย่างไรก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดร้องง่าย ๆ จำได้แม่นเลยว่า  คืนนั้นเบลล่าร้องไห้ตั้งแต่สองทุ่มถึงตีสี่  ก่อนจะค่อย ๆ หยุดร้องไปเอง ด้วยความกลัวว่าลูกจะเป็นอะไร  หนิงกับสามีต้องนั่งเฝ้าเบลล่าทั้งคืน  เมื่อไม่เห็นความผิดปกติ  รุ่งเช้าจึงรีบพาไปหาคุณหมอทันที ถึงได้รู้ว่าเบลล่ากำลังอยู่ใน “ภาวะโคลิก” หรือ “เด็กร้องร้อยวัน” ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ได้อันตรายอะไร  และจะหายไปเองเมื่ออายุได้ 3 เดือน  เพียงแต่ในระยะนี้พ่อและแม่ต้องอดทนอดกลั้นให้มากเข้าไว้ คืนต่อ ๆ มาเบลล่ายังคงร้องไห้ตั้งแต่สองทุ่มถึงตีสี่อีก  หนิงก็อดนอน  นั่งเฝ้าลูกอีกเช่นเคย  ไม่กี่วันต่อมาหนิงเริ่มเข้าสู่ภาวะเครียดจากการอดนอน  และเริ่มมี “ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด” ตามมา จากเดิมที่เคยเป็นคนไฮเปอร์  วันหนึ่ง ๆ ต้องทำกิจกรรมนั่นนี่ตลอดวัน  แต่เมื่อต้องเลี้ยงลูก  หนิงกลับเป็นคนอยู่ติดที่  เพราะอยากเห็นลูกตลอด 24 ชั่วโมง  ขนาดกลางวันยังไม่กล้านอนเพราะกลัวคนจะมาขโมยลูก  ยิ่งกลางคืนยิ่งไม่นอน  เพราะห่วงลูกที่เอาแต่ร้องไห้  จนบางทีหนิงก็ร้องไปกับลูกด้วย  แล้วช่วงนั้นถ้าใครพูดถึงลูก  หนิงก็จะเศร้า  ร้องไห้  เรียกว่าเป็นช่วงชีวิตที่เครียดมาก  ทุกข์มาก  และเหนื่อยมากที่สุด เชื่อไหมคะว่า  เจออย่างนี้เข้าไปเดือนเดียวเท่านั้น  น้ำหนักของหนิงก็ลดพรวดพราดลงถึง 15 กิโลกรัม! และแล้วเมื่อครบสามเดือน  ไม่เพียงเบลล่าจะหายจากภาวะโคลิกอย่างที่คุณหมอบอกไว้จริง ๆ เท่านั้น  ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดของหนิงก็พลอยหายไปด้วย  สภาพจิตใจกลับมาเป็นปกติอีกครั้งเรียกว่าโล่งอกกันทุกฝ่าย เหตุการณ์ 3 เดือนนั้นทำให้หนิงรู้เลยว่า  “การมีลูกก็เหมือนกับว่าเราได้เกิดใหม่อีกครั้ง”  เกิดเพื่อฝ่าบทพิสูจน์ความเป็นแม่ให้สำเร็จที่สำคัญ การมีลูกยังทำให้หนิงเรียนรู้ว่า  “จริง ๆ แล้วเราไม่สามารถควบคุมอะไรในโลกได้ทั้งหมด  เพราะแม้แต่ลูกร้องไห้  หนิงยังไม่รู้เลยว่าลูกร้องเพราะอะไร  หรือจะสั่งให้หยุดร้องก็ทำไม่ได้” เมื่อความจริงของชีวิตเป็นแบบนี้  หนิงก็ต้องพยายามยอมรับและทำความเข้าใจให้ได้  ต้องรู้จักปล่อยวาง  ไม่ตึงเกินไป  เช่น ทำอะไรแบบที่ไม่ต้องวางแผนบ้างก็ได้  เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดสามารถฝึกให้เราตื่นตัว  รู้จักแก้ปัญหาได้ดีทีเดียว ทุกวันนี้หนิงเริ่มมีความสุขกับการเป็นแม่มากขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกว่าการมีลูกทำให้จุดมุ่งหมายในชีวิตเปลี่ยนไป  จากเดิมที่เคยคิดถึงตัวเองก่อน  พอมีลูกหนิงก็จะคิดถึงลูกก่อน  หายใจเข้าก็ลูก หายใจออกก็ลูก  อยากทำทุกอย่างเพื่อลูก  ที่สำคัญที่สุด  หนิงอยากเป็นคนที่ดีขึ้น  เพราะที่สุดแล้วลูกก็คือ “กระจกเงาของพ่อแม่”พ่อแม่เป็นอย่างไร  ลูกก็เป็นแบบนั้น หนิงตั้งใจว่าจะเลี้ยงลูกอย่างเข้าใจธรรมชาติของเขาให้มากที่สุด  จะไม่บังคับหรือควบคุมให้เป็นไปตามต้องการเพราะวันหนึ่งลูกก็ต้องมีชีวิตของตัวเอง  ไม่มีใครเป็นเจ้าของชีวิตใครได้  แม้ต่อไปหากลูกจะไม่ดูแลเรา  หนิงก็จะไม่เสียใจเลย เพราะหนิงกับสามีไม่ได้ต้องการให้ลูกเกิดมาเพื่อดูแลเรา  แต่เราต้องการให้ลูกเกิดมาเพื่อรับความรักจากเราต่างหาก นอกจากนั้นแล้วการมีลูกยังเปลี่ยนชีวิตของหนิงอีกอย่างคือ“การออกกำลังกาย” ค่ะ หนิงเป็นคนชอบออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก ๆ  พอเห็นคุณแม่เต้นแอโรบิก  เราจะโดดเข้าไปแจมด้วย  จากนั้นก็เริ่มออกกำลังกายประเภทอื่น ๆ จนกลายเป็นความชอบในที่สุด  แต่พอมีลูกปั๊บ  หนิงหันมาติดลูกแทน  เช้าไปทำงาน พอเลิกงานปั๊บก็รีบกลับมาหาลูกทันที  เป็นอย่างนี้อยู่เกือบปีก็เริ่มรู้สึกว่า  “เราทิ้งการออกกำลังกายนานเกินไปแล้ว” หนิงจึงตัดสินใจไปสมัครเรียนโยคะ แต่พอไปเรียนจริง ๆกลับไม่มีความสุขเอาเสียเลย  เพราะใจคิดแต่ว่า เมื่อไหร่จะเสร็จคิดถึงลูกแล้ว  อยากกลับไปหาลูก  สุดท้ายหนิงเรียนโยคะได้ไม่กี่ครั้งก็ยอมแพ้ จนวันหนึ่งหนิงเห็นสามีกำลังออกกำลังกายตามดีวีดีอย่างเอาเป็นเอาตาย  ตอนแรกเป็นห่วงว่าเขาจะหัวใจวายเพราะมันดูหนักหน่วงมาก  แต่เขาก็ไม่ละความพยายาม  ยังคงทำอย่างต่อเนื่อง จนย่างเข้าเดือนที่สอง  หนิงจึงเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงเมื่อสามีหุ่นเฟิร์มขึ้นและเริ่มมีเค้าซิกซ์แพ็กบาง ๆ พอเห็นอย่างนี้หนิงตัดสินใจลองออกกำลังกายตามสามีดูบ้าง ผลปรากฏว่า  แค่วอร์มอัพก็เหนื่อยแทบขาดใจแล้ว  แต่หนิงอดทนไปเรื่อย ๆ แม้วันรุ่งขึ้นจะปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมดก็ตาม  คิดในใจว่า“ไม่ยอมแพ้ คราวนี้เป็นไงเป็นกัน” พอย่างเข้าสัปดาห์ที่สอง  หนิงก็เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับตัวเอง  นอกจากร่างกายจะแข็งแรงขึ้น  จู่ ๆ โรคประจำตัวอย่างไมเกรนก็หายไปค่ะ แต่ก่อนพอไมเกรนกำเริบขึ้นมา  หนิงต้องรีบทานยาทันที ไม่อย่างนั้นจะทำงานไม่ได้เลย  หรือถ้าทำได้  งานนั้นก็อาจจะออกมาไม่ดีเท่าที่ควร  หนิงป่วยเป็นไมเกรนมานานเป็นปี ๆ  จนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองติดยาไมเกรนเข้าแล้ว  แต่น่าแปลกว่า  พอออกกำลังกายอย่างจริง ๆ จัง ๆ  ไมเกรนก็ค่อย ๆ หายไป การออกกำลังกายทำให้หนิงรู้เลยว่า  นอกจากร่างกายจะแข็งแรง  ผิวพรรณดีขึ้น  และดูอ่อนกว่าวัยแล้ว  โรคภัยต่าง ๆ ยังไม่มากวนใจเราอีกด้วย  ยิ่งถ้าได้ออกกำลังกายที่บ้านก็ยิ่งตรงใจหนิงที่สุด  เพราะได้อยู่กับลูก  ประหยัดค่ายิม  และประหยัดค่าเดินทางเรียกว่า “สุดยอดจริง ๆ” ชีวิตทุกวันนี้ของหนิงจึงเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง  เมื่อหนิงมีลูกและสามีที่น่ารัก  มีร่างกายที่แข็งแรง  ไม่มีโรค  รวมทั้งยังมีงานที่ดีให้ทำทุก ๆ วัน  ชีวิตคนเราจะต้องการอะไรมากกว่านี้อีก…จริงไหมคะ Secret Box เพราะ “เมื่อวาน” กับ “พรุ่งนี้”คือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เราจึงต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด หนิง ศรัยฉัตร กุญชร ณ […]

keyboard_arrow_up