Dhamma Daily : ทำอย่างไรไม่ให้คิดกังวลและกลัวความตาย

Dharma Daily : ทำอย่างไรไม่ให้คิดกังวลและ กลัวความตาย ถาม: อยากทราบว่าคนเราทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย จะทำอย่างไร ไม่ให้เกิดความคิด ความกังวล และ ความ กลัวความตาย ที่ยังมาไม่ถึงคะ ตอบ: คันที่หลังแล้วไปเกาที่หัว เกาจนหัวถลอกก็ไม่หายคัน กลัวตายแล้วไปกังวล กังวลให้ตายก็ไม่หายกลัว โคลนเกิดจากน้ำ เอาน้ำนั่นแหละล้างโคลน ความกังวลเกิดจากใจ ก็เอาใจนั่นแหละล้างความกังวล กลัวก็ต้อง ตาย ไม่กลัวก็ต้องตาย แต่ถ้ากลัวตายก็จะทุกข์ตั้งแต่วันนี้จนวันตาย ถ้าไม่กลัว ทุกข์นิดเดียวตอนจะตาย ชอบแบบไหน เลือกเอา ถ้าเลือกไม่กลัวตายก็ต้องฝึกให้เห็นความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ เมื่อมีการเกิดก็ต้องมีตาย เมื่อมีการกินก็ต้องมีการถ่าย ถ้าไม่อยากตายก็อย่าเกิด ถ้าไม่อยากถ่ายก็อย่ากิน ฝึกให้เห็นจริงตามความเป็นจริงจนจิตมันยอมรับ โดยลองคิดว่า ถ้าอีกเจ็ดวันต้องตาย เราจะต้องทำอะไรบ้าง แล้วเขียนออกมา จากนั้นก็ขยับเป็นสามวัน และถ้าคืนนี้นอนแล้วไม่ตื่น เราทำใจได้ไหม เมื่อฝึกระลึกแบบนี้บ่อย ๆ ใจมันจะยอมรับ ความกังวลจะหายไปเอง ดังบทกลอนที่ พระศาสนโสภณ เขียนไว้ว่า         ระลึกถึงความตายสบายนัก       มันหักรักหักหลงในสงสาร บรรเทามืดโมหันต์อันธการ                ทำให้หาญหายสะดุ้งไม่ยุ่งใจ พระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณโณ (วัดป่าโคเปนเฮเกน) : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ dhammadaily2015@gmail.com บทความน่าสนใจ คุณหมอ […]

ทัศนาพระนคร ชมงานเฉลิมฉลอง ใต้ร่มพระบารมี ๒๓๖ ปี กรุงรัตนโกสินทร์

ทัศนาพระนคร ชมงานเฉลิมฉลอง ใต้ร่มพระบารมี ๒๓๖ ปี กรุงรัตนโกสินทร์ ช่วงนี้ผู้คนในพระนครกำลังครึกครื้น เนื่องจากมีงานเฉลิมฉลองกรุงเทพมหานครมีอายุ ๒๓๖ ปี คือ งานใต้ร่มพระบารมี ๒๓๖ ปี กรุงรัตนโกสินทร์ พาออกมาชมการจัดงานเฉลิมฉลองครั้งนี้ งานฉลองนี้จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงการสถาปนากรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย สถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ โปรดย้ายพระนครจากกรุงธนบุรีมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากรุงธนบุรีมีลักษณะภูมิประเทศเป็นเมืองอกแตก เพราะมีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านกลางเมือง ยากต่อการป้องกันพระนครในยามศึกสงคราม พื้นที่คับแคบไม่สามารถขยายพระนครได้ เนื่องจากมีวัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) และ วัดท้ายตลาด (วัดโมลีโลกยาราม)     ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๘ จึงสร้างพระนครหลวงแห่งใหม่เสร็จ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ พระราชทานนามพระนครแห่งนี้ว่า “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุทธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์” แต่มาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ […]

“ศิลปะกระจก” ความงดงามเพื่อพุทธบูชา ณ วัดมณีจันทร์ จ.บุรีรัมย์

ศิลปะกระจก” ความงดงามเพื่อพุทธบูชา ณ วัดมณีจันทร์ จ.บุรีรัมย์ แสงแดดเจิดจ้าของฤดูร้อนทำให้ต้นไม้สองข้างทางออกดอกบานสะพรั่ง ทั้งตะแบก ตาเบบูย่า หางนกยูง ราชพฤกษ์ รวมทั้งต้นจาน ต้นไม้พื้นถิ่นของจังหวัดบุรีรัมย์ที่ออกดอกสีแดงพราวเต็มต้น

กรรม กฎแห่งการกระทำ ข้อคิดโดย พระอาจารย์ นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

กรรม กฎแห่งการกระทำ ข้อคิดโดย พระอาจารย์ นวลจันทร์ กิตติปัญโญ อ า จิ ณ ณ ก ร ร ม กรรมที่ทําบ่อย ๆ ในชีวิตประจําวัน รายชั่วโมง รายนาที รายวินาที อะไรที่ทําบ่อย ๆ เนือง ๆ มันจะสะสม แล้วจะส่งผลตอนจิตสุดท้าย ตอนใกล้ตาย สิ่งที่ทําบ่อย ๆ

การพลัดพราก ความกังวลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรัก

การพลัดพราก ความกังวลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรัก การพลัดพราก ทุกข์ของมนุษย์ส่วนใหญ่อยู่ที่ความกังวลใจ กังวลใจเรื่องอะไรก็เป็นทุกข์ในเรื่องนั้น แม้แต่เรื่องความรักซึ่งเป็นสิ่งประเสริฐสุดที่มนุษย์ต้องการ ตะเกียกตะกาย แสวงหาให้สมปรารถนามากที่สุด แต่เวลากังวลใจในรักก็มักจมอยู่ในรักนั้นอย่างลุ่มหลงมากที่สุด จนหาทางออกไม่พบ ปราชญ์ท่านจึงบอกว่า รักมากดูเหมือนสุขมาก ความจริงรักมากคือทุกข์มากนั่นเอง อารมณ์รักเป็นอารมณ์ที่ไม่เป็นจริง เป็นอารมณ์ปรุงแต่ง แม้แต่คำพูดหรือกวีที่เขียนพรรณนาความรักด้วยบทเพลงหรือกลอน ล้วนแต่เป็นเรื่องเกินจริงทั้งสิ้น ผู้ไม่ได้ใช้ชีวิตตามความเป็นจริง แต่ใช้อย่างละเมอเพ้อฝัน เขาจะประทับใจในช่วงเวลานั้น แม้จะเป็นเวลาสั้น ๆ แต่ในชีวิตจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ หนุ่มสาวที่มีความรัก จึงมักเพ้อฝันเกินจริง แต่พอได้อยู่ร่วมชีวิตกันจริง ๆ เห็นสภาพที่แท้จริงของชีวิตแล้ว ความกังวลใจย่อมเกิดขึ้น ข้าพเจ้ากำลังบอกท่านผู้อ่านว่า ความกังวลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรักก็คือการพลัดพราก เพราะไม่มีอะไรจะทำให้เราโศกเศร้าเสียใจได้เท่ากับการพลัดพรากจากคนรัก คนที่เราผูกพันมายาวนาน ฉะนั้น เวลามีรักท่านจึงสอนให้ทำใจไว้ด้วย เพราะวันหนึ่งจะต้องมีการพลัดพรากจากกัน ข้าพเจ้ามีประสบการณ์ มิใช่คนรัก แต่เป็นของรัก ข้าพเจ้าชอบสะสมปากการาคาแพงยี่ห้อดัง มีความสุขมากเมื่อได้เห็น ได้หยิบ ได้ใช้ แต่ก็ชั่วขณะเดียวเท่านั้น แค่รู้สึกดีใจว่ามีเท่านั้นเอง วันหนึ่งปากกาทั้งหมดเกือบ 100 ด้ามหายไป เพราะถูกขโมย ปรากฏว่ามีบรรยากาศหนึ่งเกิดขึ้นในชีวิตคือ เสียใจแวบหนึ่ง แต่ทันใดนั้นก็รู้สึกโปร่ง โล่ง เบาสบายอย่างบอกไม่ถูก คิดว่าหายไปเสียได้ก็ดีเหมือนกัน คนอื่นจะได้ใช้ประโยชน์ อยู่กับเรามาตั้งนานก็ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไร เขียนก็ไม่ได้เขียน ใช้ก็ไม่ได้ใช้ ยังต้องดูแลรักษาอีก เขาเอาไป ก็อาจใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ ขายก็ได้เงิน เขียนก็ได้สาระ คิดอย่างนี้ก็เลยหายกังวลใจ    ตั้งแต่นั้นมา เมื่อเวลาเกิดรักอะไร ก็นึกถึงการพลัดพรากเอาไว้ก่อนเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลใจ เรื่อง: พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)   บทความน่าสนใจ ภพชาติและการพลัดพราก | เรื่องมหัศจรรย์และสิ่งลี้ลับ Dhamma Daily: เพราะเหตุใดคนเราจึงมัก กังวลเรื่องความตาย อยู่ตลอดเวลา Q: ทำอย่างไรไม่ให้คิดกังวลและกลัวความตาย บททดสอบ จากเทวดา ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ ชีวิตนี้ผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว กังวลใจ เรื่องใดก็เป็นทุกข์ในเรื่องนั้น ความกังวลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคืออะไร โคตรประหยัด ขจัดทุกข์ แนวคิดสุขๆ ของจอห์น วิญญู สารพัดทุกข์ของคนเป็นแม่ แก้ไขได้ด้วยธรรมะ อยู่กับทุกข์ให้เป็น ก็ไม่เป็นทุกข์ บทความให้กำลังใจจาก พระไพศาล วิสาโล […]

เคล็ดลับความสวยไม่สร่างของ นางวิสาขา หญิงงามแห่งพุทธสมัย

การจะสวยให้ครบเครื่องนั้นมีเคล็ดลับอยู่เพียงนิดเดียว เคล็ดลับที่ว่านั้นผู้คนสมัยพุทธกาลเขารู้กันดี แต่คนที่รู้ดีที่สุดเห็นจะได้แก่ นางวิสาขา

โคตร…ประหยัด ขจัดทุกข์ แนวคิดสุขๆ ของจอห์น วิญญู

โคตร…ประหยัด ขจัดทุกข์ แนวคิดสุขๆ ของ จอห์น วิญญู เรียนกันตรงๆ ตรงนี้เลยว่า แต่ก่อนผม จอห์น วิญญู ไม่รู้จักคำว่า “ประหยัด” กับเขาหรอก ผมมารู้จักแบบตระหนักและเข้าถึงความหมายของคำคำนี้จริงๆ เมื่อชีวิตเดินทางมาเจอปัญหาใหญ่เบ้อเร่อ ทั้งบ้าแบรนด์ ติดหรู เป็นหนี้สรรพากรเกือบล้าน แถมอยู่ดีๆ ก็กินไม่ยั้งจนน้ำหนักเกินพิกัด กลายเป็นข่าวกอสสิปตามนิตยสารอยู่พักใหญ่ ผมเริ่มทำงานหาเงินใช้ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยม 3 - 4 เริ่มจากเดินแบบ ถ่ายแบบ เป็นพิธีกรรายการทีวี พอมีรายได้สม่ำเสมอ ทุกเดือน ๆ ผมก็เริ่มผยองใส่พ่อกับแม่ทันที ประมาณว่า ต่อไปนี้พ่อกับแม่ไม่ต้องจ่ายค่าเทอม - ค่าขนมให้แล้วนะ เพราะตอนนี้ผมมีเงินเดือนเป็นของตัวเองแล้ว เดือนละตั้ง 70,000 บาท ดูแลตัวเองได้สบาย ๆ ตอนนั้นผมยังมีหลักคิดแปลก ๆ ว่า เมื่ออยู่ในวงการบันเทิง มีชื่อเสียง จะใช้ชีวิตธรรมดา ๆ ไม่ได้แล้ว ของใช้ของกินทุกอย่างของผมจะต้องดีที่สุด แพงที่สุด และรุ่นใหม่ที่สุด ไม่ให้น้อยหน้าใคร เรียกว่าอยากได้อะไร ก็ซื้อเลย ไม่ต้องคิด พอเข้ามหาวิทยาลัยความผยองก็พุ่งถึงขีดสุด เมื่อผมตัดสินใจแยกออกไปเช่าคอนโดหรูย่านสุขุมวิทอยู่ตามลำพัง พร้อมถอยรถใหม่ป้ายแดงออกมาขับเท่สุด ๆ…สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมโคตรมั่นใจเลยว่า ไม่มีเด็กปี 1 คนไหนทำแบบผมได้แน่ๆ!    อยู่ ๆ วันหนึ่งก็เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางวันแสก ๆ ขณะที่ผมกำลังกินอาหารในร้านหรูอย่างเพลิดเพลิน ทีมงานก็โทร.มาแจ้งว่า รายการที่ผมเป็นพิธีกรอยู่ถูกยุบไป 1 รายการ! นั่นหมายความว่า  รายได้ผมจะหายไปถึงครึ่งหนึ่ง แล้วผมจะไปหาเงินที่ไหนมารองรับไลฟ์สไตล์สุดหรูที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เรื่องยังไม่จบเพียงแค่นั้น เพราะทีมงานยังแจ้งต่ออีกว่า สรรพากรแจ้งเก็บภาษีผมย้อนหลังอีกราว ๆ 400,000 บาทด้วย นาทีนั้นผมชาไปทั้งตัว  รีบวางตะเกียบลง เช็กบิลค่าอาหารแล้วตรงดิ่งกลับคอนโดทันที ผมเช็กเงินในสมุดบัญชีธนาคารทุกเล่มที่มีแล้วผมก็ต้องตัวชาอีกครั้ง เพราะผมเหลือเงินอยู่แค่ 200,000 บาท ยิ่งถ้าคิดเทียบกับจำนวนปีที่ผมทำงานมา ผมน่าจะมีเงินมากถึง 3 - 4 ล้านแล้ว แต่ทำไมเงินล้านของผมหายไปไหนหมด! หลังตั้งสติได้ ผมตัดสินใจบอกคืนห้องและเก็บของย้ายออกจากคอนโดหรู ค่าเช่าเดือนละ 30,000 ทันที แล้วหาอพาร์ตเมนต์พอให้ซุกหัวนอนได้ ต่อมาผมก็ติดต่อสรรพากรเพื่อประนอมหนี้ ขอแบ่งชำระเป็นงวด ๆ จากนั้นผมก็หาวิธีลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยลงอีก ด้วยการหันมาใช้ชีวิตแบบ“ประหยัดขั้นสุด” กินง่ายอยู่ง่าย ไม่เที่ยว ไม่ช็อปปิ้ง ไม่บ้าแบรนด์อีกแล้ว ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มรายได้ด้วยการรับงานเพิ่มขึ้น ไม่เลือกงานเหมือนแต่ก่อน อันไหนทำได้ก็ทำหมด ผมทำงานหนักมาก เพราะตั้งใจจะปลดหนี้ให้เร็วที่สุด แต่ก็ไม่มีอะไรง่ายขนาดนั้น พอผ่อนหนี้ก้อนแรกหมดปั๊บสรรพากรก็แจ้งมาอีกว่า ผมยังต้องจ่ายภาษีย้อนหลังรวมทั้งหมด 3 ระลอกด้วยกัน…เบ็ดเสร็จแล้วผมเป็นหนี้สรรพากรเกือบล้าน! ช่วงเวลานั้นผมทุกข์มาก เหนื่อยมากเพราะบางเดือนหมุนเงินไม่ทัน ไม่มีเงินจ่ายค่าไฟ เมื่อถูกตัดไฟ ผมก็ต้องลงไปนอนบนพื้นกระเบื้องแทนเพื่ออาศัยไอเย็นพอให้สบายตัว รู้สึกสมเพชตัวเองที่สุด ผมใช้ชีวิตประหยัดขั้นสุดอย่างนี้ราว 3 - 4 ปีก็สามารถปลดหนี้ได้สำเร็จ ในวันที่ปลอดหนี้ผมบอกตัวเองว่า ต่อไปนี้ผมจะต้องวางแผนการเงินให้ดี หันมาใช้ชีวิตแบบไม่รีบเร่ง และให้เวลากับตัวเองมากขึ้นเพื่ออ่านหนังสือตกผลึกความคิดเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะภาษีที่ผมให้ความสำคัญมากถึงกับเริ่มหาความรู้อย่างจริง ๆ จัง ๆ จนกลายเป็นกูรู (สมัครเล่น) มีคลังข้อมูลส่วนตัวไว้ให้คำแนะนำเพื่อน ๆ ได้ หลังจากปลดระวางเรื่องการช็อปปิ้งผมก็หันมามีความสุขกับการกินแทน  ทำนองว่า ทำงานหนักก็ต้องให้รางวัลตัวเองบ้าง เป็นผลให้สองปีต่อมาน้ำหนักของผมพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ จากอวบเป็นอ้วน ช่วงอ้วน ระยะแรกนั้นก็ยังไม่รู้สึกอะไร จะมีก็แต่ทีมงานฝ่ายเสื้อผ้าที่คอยบอกว่า  จอห์นตัวใหญ่ขึ้นนะ เพราะใส่เสื้อผ้าไซส์เดิมไม่ได้เลย  ทั้งคับทั้งปลิ้น ผมก็ยังพยายามหาข้ออ้างให้ตัวเองว่า ผมเป็นลูกครึ่งฝรั่งก็ต้องโครงร่างใหญ่เป็นธรรมดา   ในที่สุดเมื่อน้ำหนักแตะ 100 กิโลกรัม เรียกว่าอ้วนขั้นเกือบสุด คนรอบข้างก็ทักว่าผมอ้วนมาก หนังสือกอสสิปก็เริ่มแซวผมว่าเป็นฝรั่งอ้วน  อย่างหลังนี้ผมรับไม่ได้เลย เพราะรู้สึกว่า การแซวกันออกสื่อนั้นไม่ต่างจากผมกำลังโดนคนทั้งประเทศแซว แต่คิดไปคิดมาอย่าไปโทษใครดีกว่า เพราะการที่ผมอ้วนก็เนื่องมาจากว่า ผมไม่มมีระเบียบวินัยในตัวเอง ไม่ดูแลตัวเอง ดังนั้นคนรอบข้างถึงไม่ให้เกียรติไม่เคารพ และเอาผมไปแซวเล่นกันอย่างนี้ ผมจึงคิดว่า ถึงเวลาต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง (อีก) แล้ว  เริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่งวันละ 2 - 3 ชั่วโมง แต่น้ำหนักก็ลงแค่นิดเดียว ไม่ทันใจ ผมจึงเริ่มไปซื้อคอร์สลดน้ำหนัก ทำสารพัดวิธี  ทั้งพันผ้าช็อร์ตไฟฟ้า นวดสลายไขมัน ฯลฯ หมดเงินไปเป็นแสน ๆ แต่สุดท้ายซิกซ์แพ็คก็ไม่มา พุงก็ยังห้อยเหมือนเดิม ถึงตอนนี้ผมเริ่มท้อ เงินก็เสีย ใจก็แป้ว เริ่มคิดว่า […]

นิทานสอนใจ ” พระเจ้าอโศก ” ขุนศึกหน่ายสนามรบ

พระเจ้าอโศก แห่งเมืองปาฏลิบุตรเข้ากรำศึกสงครามมาตั้งแต่เพิ่งสำเร็จวิชา เจ้าชายหนุ่มองค์นี้เข่นฆ่าประหัตประหารผู้คนมานับไม่ถ้วน

พระเจ้าอชาตศัตรู ผู้พลั้งพลาดเพราะเพื่อนพาล

พระเจ้าอชาตศัตรู พลั้งพลาดก่อกรรมทำเข็ญอันหนักหนา เพราะหลงเชื่อคำยุยงของพระเทวทัตต์ เหมือนสำนวนคบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล

สิ่งที่ พระนางพิมพา ทำเพื่อพระพุทธเจ้า…แง่มุมที่ชาวพุทธไม่ค่อยรู้

ครั้นเมื่อสามีภรรยาที่คู่กันมาแต่ปางบรรพ์ได้เกิดมาร่วมภพกันเป็นครั้งสุดท้าย พระนางพิมพา ก็ยังคงบทบาทของภรรยาผู้มีความอดทนและเสียสละ

Dhamma Daily : ลูกต้องแต่งงาน จึงจะถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์หรอคะ

Dhamma Daily : ลูกต้อง แต่งงาน จึงจะถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์หรอคะ เป็นอีกคำถามที่น่าสนใจจากพุทธศาสนิกชน “ลูกต้อง แต่งงาน จึงจะถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์หรอคะ” เราลองมาอ่านคำตอบจากพระอาจารย์มานพ อุปสโมกันว่าท่านจะให้ตอบคำถามนี้แล้ว เพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิตและการมองสิ่งรอบตัว  ถาม: ที่บอกให้ดำรงวงศ์สกุลหมายความว่าลูกต้องแต่งงาน จึงจะถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์งั้นหรอคะ ตอบ: ข้อนี้มีความหมายว่าเราต้องเป็นคนดี ไม่ทำให้วงศ์สกุลเสื่อมเสียสกุลหรือนามสกุลบ่งบอกว่าเราเป็นทายาทของตระกูลไหน คนที่ทำตัวไม่ดีใช่ว่าเขาจะสร้างความเสื่อมเสียให้เฉพาะตัวเองเท่านั้น แต่มันเสียทั้งวงศ์ตระกูล เพราะฉะนั้นเราต้องระวังไม่ทำให้วงศ์สกุลเสียชื่อ ส่วนจะได้แต่งหรือไม่ได้แต่งไม่ใช่เรื่องของพ่อ (หรือแม่) แต่เป็นเรื่องของลูก… เป็นกรรมของเขาต่างหาก   ธรรมะจากพระอาจารย์มานพ อุปสโม : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ dhammadaily2015@gmail.com บทความน่าสนใจ Dhamma Daily : คิดถึงแฟนเก่าที่แต่งงานไปแล้ว ผิดศีลไหมคะ ปัญหาธรรม : ความรักจืดจาง ไม่หวานแหวว เพราะแต่งงานมาแล้วหลายปี ต้องทำยังไง? ปัญหาธรรมประจำวันนี้: คบซ้อน […]

Dhamma Daily : เราจะ อุทิศบุญ ให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่

ถาม : หากอยาก อุทิศบุญ ให้คนที่มีชีวิตอยู่สามารถทำได้หรือไม่ หากได้ต้องทำอย่างไร

ค้นพบความสุขทางใจ ณ ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธฯ สวนประไพธรรม

ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธฯ สวนประไพธรรม ตั้งอยู่ที่ตำบลนากระตาม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพรโดย คุณประไพ ไพฑูรย์ บริจาคที่ดินกว่า 25 ไร่ให้ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อ พ.ศ. 2545เพื่อสร้างเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมถวายเป็นพุทธบูชา

Dhamma Daily : เราสามารถสวดมนต์ ขอพรให้ครอบครัว ได้จริง ๆ หรือ?

ถ้าเราสวดมนต์ ขอพรให้ครอบครัว และตัวเราร่างกายแข็งแรง เดินทางปลอดภัย มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต เราสามารถ ได้จริงหรือ? พระดร.นิตินัย อุดมกัน ตอบปัญหาข้อนี้ว่า

Dhamma Daily : คิดถึงแฟนเก่าที่แต่งงานไปแล้ว ผิดศีลไหมคะ

คิดถึงแฟนเก่า แต่ก็ไม่คิดจะแย่ง หรือพยายามติดต่อ ถือว่าผิดศีลไหมคะ แล้วควรทำใจอย่างไร จึงจะตัด คนรักเก่า ออกจากใจได้ พระมหาธรรศฌ์ปกรณ์ กิตฺติปญโญ วัดเทพธิดารามวรวิหาร ตอบปัญหานี้ไว้ว่า

ภพชาติและการพลัดพราก | เรื่องมหัศจรรย์และสิ่งลี้ลับ

ภพชาติและการพลัดพราก | เรื่องมหัศจรรย์และสิ่งลี้ลับ มันเป็นเรื่องของ ภพชาติ สมัยหนุ่มๆ ผมเคยคิดว่า  ผู้ชายที่สูงวัยแต่ยังไม่แต่งงานไม่มีครอบครัว  น่าจะเป็นผู้ชายที่มีความเบี่ยงเบนทางเพศหรือพูดภาษาชาวบ้านคือเป็นเกย์  เป็นตุ๊ด อะไรทำนองนี้แต่แล้วปัญหาก็กลับเกิดกับตัวผมเอง  ทั้งๆ ที่ผมเป็นชายแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ถามว่า  ผมเคยผ่านการมีครอบครัวมาหรือไม่  ถ้าหากยึดองค์ประกอบของความเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์  ผมไม่น่าจะจัดอยู่ในกลุ่มนี้ได้  เพราะมันเป็นเพียงแค่การคบหากันในระยะเวลาสั้น ๆ แล้วก็แยกกันไปทางใครทางมัน  ครั้งสุดท้ายที่ได้คบหากันก็เป็นเวลา 22 ปีมาแล้ว  คิดดูว่านานแค่ไหน สำหรับผู้ชายคนหนึ่งที่ “ไม่มีใคร” จนเมื่อความเหงาเข้ามาครอบงำมากขึ้นทำให้ผมคิดหาทางว่า ทำอย่างไรชีวิตถึงจะมี “ใครสักคน”  ผมพยายามค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับวิธีการหาคู่  ซึ่งผมทำหลายวิถีทาง  ทั้งไปบนบานศาลกล่าวไว้หลายต่อหลายแห่ง  จนตอนนี้จำไม่ได้แล้วว่าบนไว้ที่ไหนบ้าง  ถ้าหากมีใครสักคนขึ้นมาจริง ๆ  ผมก็ยังไม่รู้เลยว่าจะแก้บนที่ไหนยังไงบ้าง กระทั่งวันหนึ่งผมไปปรึกษาเพื่อนสนิทเพื่อนได้แนะนำให้ผมท่องคาถาที่มันบอกว่าได้ผลมาหลายรายแล้ว  ทีแรกผมก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง  แต่ความที่ผมลองมาหลายทางแล้ว  ลองดูอีกสักทีก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร วันนั้นหลังจากปฏิบัติภารกิจประจำวันเสร็จแล้ว  ตกค่ำผมก็นำคาถานี้มาท่องตามที่เพื่อนบอก สัพพัง  อะปะราธัง ขะมะถะเม………………..หากข้าพเจ้าจงใจหรือประมาท พลาดพลั้ง  ล่วงเกินบิดา  มารดา  ครูอาจารย์…ข้าพเจ้าขอถอนคำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีต  ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน… ผมค่อย ๆ บริกรรมคาถาด้วยความละเอียด  รอบคอบ  และทำด้วยความตั้งใจจริงอย่างที่สุด  จากนั้นก็เข้านอนด้วยความหวังว่าอะไร ๆ ในชีวิตจะดีขึ้น  ผมอาจได้เจอใครสักคน  ถึงแม้มันอาจจะนานไปหน่อย  แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีใครเลย คืนแรกผ่านไปอย่างเงียบสงบ  ผมใช้ชีวิตในวันรุ่งขึ้นด้วยความคาดหวังว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงในชีวิต  ได้พบเจอใครสักคนจริง ๆ  และไม่ว่าใครเข้ามาพูดคุยหรือผมได้รู้จักคนใหม่ ๆ  ผมก็คาดว่า  นั่นคือคนที่ใช่สำหรับผม  แต่นั่นก็เป็นเพียงวิมานในอากาศ  ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  จนกระทั่งอีก 2 – 3 วันต่อมา  คืนหนึ่งผมฝันแปลกมาก  ซึ่งไม่น่าเชื่อว่านี่คือตัวเองในวันนี้ ในความฝัน  ผมได้พบกับผู้ชายสูงอายุคนหนึ่ง  ผมถามเขาว่า  “คุณรู้มั้ย…ทำอย่างไรผมจึงจะมีคู่เหมือนกับคนอื่น ๆ เขา”  ชายคนนั้นจ้องผมตาเขม็ง  แล้วบอกว่า… “ท่านรู้มั้ย  ทำไมฉันจึงได้มาเกิดเป็นคนในชาตินี้  ฉันจะบอกให้ หลายสิบปีก่อนฉันเกิดเป็นกบ  ฉันมีครอบครัว  มีลูก  มีเมีย  และเป็นครอบครัวใหญ่  เราไปไหนมาไหนด้วยกัน  ออกหากินกันตามสัญชาต-ญาณของความเป็นกบ  อยู่มาวันหนึ่งฝนตกหนัก  พวกเราก็ออกไปเล่นน้ำฝนออกไปหาสัตว์เล็ก ๆ กินตามธรรมชาติพวกเรามีความสุขมาก… “…แต่ความสุขนั้นอยู่ได้ไม่นาน  ฉันก็รู้สึกว่ามีมือของมนุษย์มาจับที่ตัวฉันอย่างแรง  ฉันพยายามดิ้นให้หลุด  แต่ก็ทำไม่ได้มือนั้นยิ่งบีบแรงขึ้น  ทันใดนั้นฉันก็รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวด  ขาของฉันถูกฉีกออกทีละข้าง  ฉันเจ็บปวดทุกข์ทรมานแสนสาหัสมนุษย์คนนั้นฉีกขาฉันทีละข้าง  แล้วโยนฉันลงพื้น  มันยิ่งเจ็บปวดทุรนทุราย  แต่ที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือ ฉันเห็นภาพแห่งความทรมาน  เมียฉัน  ลูก ๆ ของฉัน  รวมทั้งพี่น้องกบของฉันอีกหลายตัวต้องตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน  พวกเขาร้องด้วยความเจ็บปวด  โดยที่ฉันไม่สามารถทำอะไรได้เลย “นี่เป็นโศกนาฏกรรมแห่งชีวิตของพวกเรา  ความเจ็บปวด  ความทุกข์ทรมานที่พวกเราไม่เคยลืม  ฉันคิดว่า  พวกเราทั้งหมดคงจะตายเพราะความเจ็บปวดทรมานท่ามกลางสายฝนนั่น  แต่กว่าจะตาย  พวกเราต้องทนทรมานอยู่นาน  แต่ด้วยอานิสงส์ของความดีที่ฉันทำมาในอดีตชาติ  ทำให้ชาตินี้ฉันได้มาเกิดเป็นมนุษย์  ฉันไม่ได้คิดจะแก้แค้นใครในสิ่งที่ฉันกับพี่น้องและครอบครัวได้รับ “เพียงแต่สิ่งที่ฉันจะบอกกับท่านก็คือเหตุที่ท่านไม่มีคู่เป็นเพราะท่านได้ก่อกรรมกับพวกเราไว้ในอดีตชาติของพวกเรา  แต่เป็นภพชาติปัจจุบันของท่าน  ทำให้ท่านต้องรับกรรม  กรรมที่ท่านพรากลูก  พรากเมียพรากพี่น้องของพวกเรา  ทำให้ท่านต้องพลัดพรากจากคู่ในชาตินี้  แม้ฟ้าจะลิขิตให้ท่านมีคู่ครอง  แต่กรรมที่ท่านก่อไว้ทำให้คู่ครองของท่านไม่มีโอกาสโคจรมาพบกันได้ในชาตินี้  ท่านจะต้องอยู่คนเดียวไปจนสิ้นอายุขัย  และยังตอบไม่ได้ว่า  หากชาติหน้าท่านได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก  ท่านจะมีโอกาสได้มีคู่ครองหรือไม่  เพราะเคราะห์กรรมที่ท่านทำไว้กับพวกเรานั้นมันหนักหนาสาหัสจริง ๆ”  หลังจบประโยคนี้  ภาพของชายสูงอายุก็ค่อย ๆ เลือนหายไป เมื่อตื่นขึ้นมาผมเฝ้าทบทวนเหตุการณ์ในความฝัน  ซึ่งทำให้ผมนึกไปถึงเมื่อสมัยผมเป็นเด็ก  อายุประมาณ 5 - 6 ขวบ  ตอนนั้นด้วยความซุกซน  ทุกครั้งที่ฝนตกผมจะออกไปเล่นน้ำฝน  และด้วยความคะนองผมจะจับกบที่ออกมาเล่นน้ำฝน แล้วจับขาพวกมันฉีกด้วยความสนุกสนาน เป็นอย่างนี้หลายครั้งและทุกครั้งก็จะถูกพ่อตีด้วยสายยาง  จำได้ว่ามันเจ็บมาก  แต่ก็ไม่เคยเข็ด  เป็นอย่างนี้เป็นเวลานานมาก… นี่หรือคือผลกรรมที่ผมพรากลูกพรากเมียพวกเขา  ทำให้ผมต้องถูกพรากจากคู่ครองในชาตินี้ หลังจากนั้นหากมีโอกาสผมจะซื้อกบจากตลาดสดไปปล่อยครั้งละ 5 - 10 ตัว  เพราะกบพวกนี้รอคอยความตาย  ผมปล่อยกบไปจำนวนมาก  จำไม่ได้ว่าเท่าไร  แต่รู้ว่ามากทีเดียว  ถึงกระนั้นผมคิดว่าจำนวนชีวิตที่ผมปล่อยคงไม่เท่ากับชีวิตที่ผมทำลายไป  จึงทำให้อานิสงส์นั้นยังไม่ส่งให้ผมได้พบกับคู่ครองในชาตินี้  ซึ่งก็ยังไม่รู้เลยว่า จะอีกกี่ชาติถึงจะได้พบ นี่เป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ที่ผมทำลายชีวิตหลายชีวิต  ก่อกรรมทำเข็ญกับสัตว์ตัวเล็ก ๆ  แต่กลับส่งผลเป็นความทุกข์อันยิ่งใหญ่ที่ผมต้องได้รับในชาตินี้  ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า  แต่ผมก็จะขอทำทาน ด้วยการซื้อกบมาปล่อยให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เผื่อว่าจะได้ไถ่บาปกรรมที่ผมทำเอาไว้ในภพนี้  ไม่ต้องตามไปถึงภพหน้า เรื่อง จิระ  ณ ราษฎร์บูรณะ   ภาพ รุจิกร  ธงชัยขาวสอาด หมายเหตุ : ขอเชิญร่วมแบ่งปันเรื่องลี้ลับมหัศจรรย์และเรื่องผลของกรรมเช่นนี้ได้ โดยส่งมาที่ therranuch_pa@amarin.co.th บทความน่าสนใจ ภพชาติมีจริง บทความจากพระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)  Dhamma Daily : กฏแรงดึงดูด ในทางพระพุทธศาสนาทำงานอย่างไร บุพเพสันนิวาสเป็นอะไรที่มากกว่า…เรื่องของคู่ครอง พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต กล่าวถึงบุพเพสันนิวาสในทางพระพุทธศาสนา ตั้งโปรแกรมจิต เลือกภพก่อนตาย ทำได้จริงหรือไม่?      

ปฏิบัติธรรมเข้มข้น ณ วัดคลองตาลอง จ.นครราชสีมา

สำหรับพุทธศาสนิกชนที่อยากไปปฏิบัติธรรมเข้มข้นจริงจังสักครั้ง วัดคลองตาลอง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา คืออีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

“ขอเวลาปลดกรรม” เรื่องเล่ากฎแห่งกรรมระหว่างแม่-ลูก จากผู้อ่าน

คุณเคยไหม… ได้ยิน เรื่องราวกฎแห่งกรรม ครั้งใดต้องตีสีหน้าและพูดทำนองว่า พิสูจน์ไม่ได้และ…ไร้เหตุผล ฉันเองก็ไม่ต่างจากคนอื่น

keyboard_arrow_up