ปฏิบัติธรรมเข้มข้น ณ วัดคลองตาลอง จ.นครราชสีมา

สำหรับพุทธศาสนิกชนที่อยากไปปฏิบัติธรรมเข้มข้นจริงจังสักครั้ง วัดคลองตาลอง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา คืออีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

ความรักรสบาร์บีคิว ของ “ครูอารี” ฝรั่งคนเก่งขับซาเล้งขายบาร์บีคิว

ความรักรสบาร์บีคิว ของ “ครูอารี” ฝรั่งคนเก่งขับซาเล้งขายบาร์บีคิว “บาร์บีคิวไหมคร้าบ ชิมไหมครับ มีเนื้อ มีไก่ ไม้ละ 20 บาท อร้อยอร่อย” เสียงตะโกนเรียกลูกค้าด้วยสำเนียงอังกฤษปนไทยทำให้หลายคนหันมามอง ความรักรสบาร์บีคิว ของ “ครูอารี” ฝรั่งคนเก่งขับซาเล้งขายบาร์บีคิว เด็กนักเรียนที่เพิ่งเลิกเรียนต่างเดินเข้ามาสั่งบาร์บีคิวก่อนชวนเจ้าของเสียงคุยภาษาอังกฤษคล่องปร๋อ “อร่อยมากค่ะ” เด็กนักเรียนในชุดคอซองยกนิ้วคอนเฟิร์ม เมื่อเราเดินเข้าไปถาม ก่อนกระซิบบอกว่า ฝรั่งคนนี้มีชื่อแบบไทยๆ ว่า “ครูอารี” เมื่อขายบาร์บีคิวหมด ฝรั่งตัวโตก็ขับซาเล้งกลับบ้านไปหา “เมีย” เรารีบตามติดแนบชิดชีวิตครูอารี ในที่สุดก็ได้พบ “คุณบี” เมียฝรั่งตัวจริง จึงรีบถามเรื่องราวของทั้งเขาและเธอ “เด็กๆ บีก็ทำงานที่ปากช่อง บีเคยทำมาหลายอาชีพมาก ทำไร่ ทำสวนผัก งานโรงแรม ประชาสัมพันธ์ งานโรงงาน ขายหมูปิ้ง ขายก๋วยเตี๋ยวเรือ “บีเจอกับครูอารีตอนเขามาเที่ยวเมืองไทย ตอนนั้นบีขายอาหารตามสั่งแบบมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างอยู่ที่หาดป่าตอง ภูเก็ต” หลังจากพบปะดูใจกันมาระยะหนึ่ง ทั้งคู่ก็ตกลงคบกันเป็นแฟนและย้ายมาอยู่ด้วยกันที่ปากช่อง “ถ้าฉันไม่มีเงินเลย…เธอจะรักฉันไหม…เธอจะให้ฉันอยู่เมืองไทยด้วยไหม” โดนฝรั่งตัวโตโปรยคำหวานซะขนาดนี้ คุณบีเลยยิ้มหวานก่อนตอบไปว่า “รัก…เพราะฉันไม่ได้ชอบคนที่เงินทอง…ฉันชอบคนที่จิตใจ”   ครูอารีจึงเล่าเรื่องราวของตัวเองให้คู่ใจฟังว่า ก่อนหน้านี้เขามีภรรยา ลูกๆ มีเงิน บ้าน รถครบครัน ทว่าเมื่อต้องแยกกันอยู่กับภรรยา เขาก็จากมาโดยทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังก่อนเดินทางมาเที่ยวเมืองไทย แม้รอบข้างจะพากันดูถูกที่เธอตัดสินใจร่วมชีวิตกับ “ฝรั่งกระจอก” แต่คำปลอบใจของคนรักฝรั่งก็ทำให้ความมั่นใจของเธอเพิ่มขึ้น “คนเราไม่ว่าอยู่เมืองนอกหรืออยู่เมืองไทย จะไทยหรือฝรั่ง ทุกคนก็ต้องทำงาน ถ้าไม่ทำงาน เราก็จะไม่มีเงินใช้ …ถ้าเราช่วยกันทำมาหากิน ยังไงก็ไม่อดตาย” ลำพังเงินเดือนครูฝรั่งเพียงสามหมื่นต่อเดือนไม่สามารถจะเลี้ยงคนกว่า 5 ชีวิต ทั้งภรรยา พ่อแม่ของภรรยา และลูกบวกกับค่างวดรถยนต์ ค่าเช่าบ้าน และค่าเลี้ยงลูกได้ ครูอารีหรือนายอาลิสเตย์ เอียนมิเออร์ จึงพิสูจน์ความจริงในคำที่ตนได้พูดไว้กับคุณบีด้วยการตื่นเช้าไปเดินขายหมูปิ้งไม้ละ 5 บาท เป็นระยะทางเกือบสิบกิโลเมตรรอบปากช่อง บ้านเกิดของภรรยาก่อนไปสอนหนังสือที่โรงเรียนจนถึงเย็น เมื่อเปลี่ยนมาขายบาร์บีคิว ใหม่ๆ ไปขายออกงาน ทั้งสองคนก็อาศัยเช่าที่กางเต็นท์นอน มีห้องน้ำตรงไหนก็อาบตรงนั้น “อุ๊ย! ทำไมโชคดีจังเลย…แฟนดี๊ดี อะไรอย่างนี้คะ หาให้บ้างสิ” เหล่าแม่ค้าในตลาดปากช่อง เมื่อเห็นฝรั่งสุดขยันลุกขึ้นขายของทุกวันไม่เคยหยุด จากที่เคยค่อนขอดนินทาถึงความกระจอก ก็เริ่มชมเปาะถึงความโชคดีของคุณภรรเมีย หลังจากนั้นไม่กี่ปีทั้งคู่ก็ตัดสินใจย้ายมาอยู่หาดใหญ่ ครูอารีคอยช่วยซื้อพริก หอมใหญ่ สับปะรด เนื้อวัว เนื้อไก่ สำหรับทำบาร์บีคิวสูตรอร่อยจากอังกฤษในช่วงเช้า ก่อนเดินทางไปสอนหนังสือ เมื่อกลับบ้านก็จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าแปลงร่างเป็นนักปิ้งบาร์บีคิวมือฉมังในช่วงเย็น และคอยเก็บของกลับบ้านหลังจากของหมด หลังจากสามีไปทำงาน คุณบีจัดการทำซอสบาร์บีคิวสูตรเด็ด เริ่มด้วยการเทความใส่ใจลงไปในซอสก่อนนำเนื้อและไก่ผสมคลุกเคล้า จัดการเสียบเนื้อพร้อมเครื่องเคียงเบาๆ เท่านี้ก็พร้อมขายทันใด “ช่วยซื้อบาร์บีคิวหน่อยคร้าบ” ยังไม่ทันถึงจุดจอดขาย เพียงแค่เห็นรถซาเล้งบาร์บีคิวขับผ่าน ลูกค้าก็ชิงเรียกตัดหน้าซื้อไปก่อนหลายราย ครูอารียิ้มแต้บอกลูกค้า “ช่วยซื้อหน่อยครับ…ต้องขายให้หมด ไม่งั้นเมียไม่ให้เข้าบ้าน” คนฟังหัวเราะคิกคักกับคารมฝรั่ง ก่อนอุดหนุนบาร์บีคิวเพิ่มอีกคนละไม้ บางคราวลูกค้าก็ช่วยถ่ายรูปครูอารีขึ้นเฟซบุ๊ก เพื่ออัพเดตให้ลูกค้าอื่น ๆรู้ว่าตอนนี้ครูอารีกำลังขายอยู่ ณ จุดใด หากเป็นครูคนอื่น โดยเฉพาะ“ครูฝรั่ง” อาจอายที่ต้องออกมาค้าขายเพื่อหารายได้พิเศษ แต่สำหรับครูอารีแล้ว เขาเลือกที่จะสลัดภาพครู เปลี่ยนมาสวมผ้ากันเปื้อน ขับซาเล้งขายบาร์บีคิวทุกเย็นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เหมือนไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย… ขอเพียงให้ “เมีย” และ “ทุกคนในครอบครัว” อยู่อย่างสุขสบาย…เหนื่อยแค่ไหนฝรั่งก็ไม่หวั่น! จากวันละ 100 ไม้ เริ่มขยับขยายขายได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะรสชาติบาร์บีคิวแสนอร่อยและคารมของคนขายผมทองทำให้ผู้คนพากันมาอุดหนุนเนือง ๆ “เราใช้ของดีทำค่ะ เนื้อสัตว์เราให้เต็มที่ ต้นทุนซอสก็หลายบาทแล้ว แต่เราคิดว่า เราชอบกินของดี ลูกค้าก็ต้องชอบกินของดีเหมือนกัน กำไรเลยไม่เยอะค่ะ เอาแค่พออยู่ได้” บอกเคล็ดลับปรุงซอสแล้ว คุณบียังแอบกระซิบวิธีปรุงรสรักให้หวานชื่นด้วยการใช้ “รอยยิ้ม” สไตล์สาวสยาม ที่เห็นกี่ครั้งสามีก็ชื่นใจหายเหนื่อย สำหรับบางคน ความรักอาจมีทั้งรสหวานและขมในชีวิต แต่สำหรับฝรั่งเมืองผู้ดีที่เสียหยาดเหงื่อและแรงกายเพื่อเลี้ยงครอบครัวให้ได้อยู่อย่างสุขสบายแล้ว…ความรักของเขาคงเป็นรสบาร์บีคิวที่มีทั้งความหวาน มัน เค็ม ผสมรวมกันอย่างกลมกล่อมลงตัวที่สุด… เรื่อง ณัฐนภ ตระกลธนภาส www.facebook.com/nutthanop.tr ภาพ วรวุฒิ วิชาธร บทความน่าสนใจ วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร […]

เตโชวิปัสสนา จ.สระบุรี วิปัสสนาสถานแห่งการหลุดพ้น

เตโชวิปัสสนา จ.สระบุรี วิปัสสนาสถานแห่งการหลุดพ้น หลายคนรู้จักอำเภอแก่งคอยจังหวัดสระบุรี ในฐานะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ในขณะที่อีกหลายคนรู้จักที่นี่เพราะเป็นที่ตั้งของสถานปฏิบัติธรรมที่ชื่อว่า เตโชวิปัสสนา อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์และผู้ก่อตั้ง เล่าถึงที่มาของสถานปฏิบัติธรรมว่า “เดิมทีดิฉันปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางของท่านอาจารย์โกเอ็นก้าอย่างเคร่งครัดมานานกว่าหกปี วันหนึ่งขณะที่กำลังนั่งภาวนาอยู่ในห้องพระที่บ้าน ระหว่างที่จิตกำลังสงบก็ได้พบกับสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี  ท่านเมตตาบอกว่า ‘ให้เพ่งที่กลางฝ่ามืออย่างเดียว  เดี๋ยวก็รู้ว่าผลเป็นอย่างไร’  ดิฉันรีบปฏิบัติตาม จึงพบว่าเป็นวิธีที่ทำให้จิตเกิดพลังแห่งการตรึง เมื่อผสานกับหลักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ทำให้เกิดกระแสความร้อนขึ้นมาเผากิเลสในกาย ยิ่งปฏิบัติภาวนามากขึ้นเท่าไหร่ จิตยิ่งรู้สึกปล่อยวาง และเกิดความกระจ่างแจ้งในธรรมมากขึ้นเท่านั้น  หลังฝึกปฏิบัติตามลำพังกว่าเก้าปี  ดิฉันจึงเริ่มเข้าใจหลักการปฏิบัติมากขึ้น  และยินดีจะเผยแผ่วิธีการภาวนานี้แก่ผู้อื่น  จึงจัดตั้งเป็นสถานปฏิบัติธรรมเตโชวิปัสสนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2554”   แนวทางปฏิบัติ ตามหลักสติปัฏฐาน 4 พร้อมกับเทคนิค “เตโชวิปัสสนา” หรือการเผากิเลสโดยมาจากคำว่า เตโช ซึ่งแปลว่า  ไฟ  และวิปัสสนา แปลว่า ดูหรือปัญญาที่ได้จากการชำระจิตให้บริสุทธิ์ ดังนั้นเทคนิคการภาวนาแบบเตโชวิปัสสนาคือ  การชำระด้วยอานุภาพแห่งธาตุไฟในกาย พร้อมตั้งสติมั่นด้วยกาย เวทนา จิต และธรรม โดยการเพ่งดูที่ฝ่ามือเป็นหลักควบคู่ไปกับการรู้หลักอุเบกขาตามหลักสติปัฏฐาน 4 ข้อควรระวังในการปฏิบัติ เตโชวิปัสสนามีหลักการภาวนาที่ละเอียดมาก ซึ่งเน้นการตั้งสติเพ่งดูกาย ไม่ใช่เพ่งดูไฟภายนอก หรือที่เรียกกันว่า เตโชกสิณ ดังนั้นผู้ที่ฝึกปฏิบัติต้องได้รับการอบรมจากทางศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้เสียก่อน จึงจะเข้าใจอย่างถ่องแท้และนำกลับไปปฏิบัติเองได้อย่างถูกต้องและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ระเบียบปฏิบัติ • ปฏิบัติธรรมฟรี • สวมใส่ชุดขาวหรือชุดปฏิบัติธรรม • ปิดวาจา • ห้ามนำหนังสือเข้ามาอ่าน • ห้ามใช้เครื่องมือสื่อสารทุกชนิด • เปิดรับผู้ปฏิบัติทั้งชายและหญิง คอร์สวิปัสสนากรรมฐาน  เปิดรับ 110 คนต่อคอร์ส  ใช้เวลาฝึกปฏิบัติ 8 วัน 7 คืน  ส่วนคอร์สอานาปานสติ  เปิดรับ 70 คนต่อคอร์สใช้เวลาฝึกปฏิบัติ 5 วัน 4 คืน กิจวัตรปฏิบัติ คติในการฝึกปฏิบัติว่า “ฝึกฝนเยี่ยงนักรบ เพื่อพบนิพพาน” ดังนั้นผู้มาปฏิบัติต้องเตรียมทั้งร่างกายและจิตใจให้พร้อมปฏิบัติอย่างเข้มงวดและเข้มข้นโดยเริ่มตื่นนอน 4.30 น. เพื่อทำกิจส่วนตัวประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นจะเริ่มภาวนาอย่างเข้มงวดทุกชั่วโมง แต่ละชั่วโมงจะมีเวลาพักเบรกให้ ปฏิบัติภาวนาต่อเนื่องจนค่ำแล้วอาจารย์อัจฉราวดีหรือวิปัสสนาจารย์จะกล่าวชี้แนะพร้อมตอบข้อสงสัยของผู้ปฏิบัติธรรม แล้วจึงเข้านอนในเวลาประมาณ 21.00 น.  เป็นเช่นนี้ทุกวันจนกระทั่งครบหลักสูตร ข้อควรทราบ - ไม่อนุญาตให้เด็กเข้าร่วมวิปัสสนากรรมฐานและอานาปานสติ แต่จะจัดอบรมธรรมและสมาธิสำหรับเด็ก ช่วงปิดเทอม เป็นเวลา 5 วัน 4 คืน โดยสามารถดูตารางการอบรมได้ที่ www.techovipassana.org - เตโชวิปัสสนาเป็นธรรมสถานแบบปิด จะเปิดเฉพาะวันที่ทำการอบรมเท่านั้น จึงไม่เปิดให้เยี่ยมชมในเวลาอื่น นอกเหนือจากนั้นได้     สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าลงมือทำ เช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรม จะให้ผลดีเพียงใด ต้องปฏิบัติ ด้วยตนเองเท่านั้น  เตโชวิปัสสนา ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาพระพุทธบาทน้อย ตำบลสองคอน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โทร. 0-2634-7461 - 3 ติดตามได้ที่ www.techovipassana.org บทความน่าสนใจ ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ “ชีวิตนี้ผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว” “ยิ่งมืด ยิ่งต้องลืมตา” บทความธรรมะสำหรับ วันที่ มืด มน โดย […]

บททดสอบ จากเทวดา

บททดสอบ จากเทวดา แรกเกิด ฉันเป็นเด็กหญิงที่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงทุกประการ 25 ปีต่อมา ฉันไม่เคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงสักครั้ง แต่ฉันกลับกลายเป็นคนพิการที่ขยับร่างกายได้เพียง “ข้อนิ้ว” ฉันเป็นลูกสาวคนแรก  จึงเป็นขวัญใจของทุกคนในบ้าน  จนอายุราวหนึ่งขวบ  แม่เริ่มสังเกตว่าฉันยืนเท้าซ้ายบิดในลักษณะงอเข้า  ท่านกังวลมากจึงพาไปรักษาที่โรงพยาบาล  คุณหมอให้ฉันใส่เฝือกดัดเท้าอยู่พักหนึ่ง หลังถอดเฝือก  เท้าของฉันยังคงบิดผิดรูปมากขึ้นเรื่อย ๆ  แม่จึงพาไปโรงพยาบาลอีกครั้ง  คราวนี้คุณหมอแนะนำว่าควรผ่าตัดย้ายกล้ามเนื้อ  ฉันต้องผ่าตัดย้ายกล้ามเนื้อจากน่องมาเติมที่ใต้ฝ่าเท้าครั้งแรกด้วยวัยเพียงขวบเศษเท่านั้น เมื่อฉันเข้าเรียนชั้นอนุบาล  อาการเท้าบิดไม่หายขาด  หมอแนะนำให้ฉันใส่รองเท้าที่ตัดขึ้นเป็นพิเศษ  โดยมีเฝือกอ่อนรองเท้าและข้อเท้าอยู่ด้านใน  ฉันจำได้ดีว่าในห้องเด็กอนุบาลมีฉันเพียงคนเดียวที่กระโดดโลดเต้นไม่ได้ หลังจากขึ้นชั้นประถมศึกษา  ร่างกายฉันแย่ลงเรื่อย ๆ จนไม่สามารถใช้เท้าเดินขึ้นบันไดได้  ต้องใช้มือทั้งสองข้างช่วยโหนราวบันได  แล้วดึงตัวเองขึ้นไปทีละขั้น  ฉันจึงมักเข้าห้องเรียนช้า  และรู้สึกอายเพื่อนมากจนถึงกับไม่ยอมเข้าห้องน้ำตลอดทั้งวัน ร่างกายของฉันไม่เหมือนคนปกติอีกต่อไป  นิ้วมือทั้งสองข้างหงิกงอ  นิ้วหัวแม่มืองุ้มเข้า  ข้อมือทั้งสองข้างก็งอเข้าเหมือนมือลิงกระดูกสันหลังคดเป็นรูปตัวเอส (S)  ซี่โครงข้างขวาโป่งออกมา ส่วนซี่โครงข้างซ้ายถูกดันยุบไปตามความคดของกระดูกสันหลัง ไหล่ข้างขวาสูงกว่าข้างซ้าย คอเบี้ยว พร้อมกับหัวที่เอียงไปทางซ้ายตามลำตัวที่เอียงลงไปสะบักข้างขวาโก่งเหมือนคนหลังค่อม  และสะโพกก็สูงต่ำไม่เท่ากัน  ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้แม้แต่หมอก็ไม่สามารถหยุดมันได้ ขณะอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หมอวินิจฉัยว่าฉันป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง พร้อมนัดผ่าตัดอีกครั้งเพื่อดามเหล็กที่หลังเพื่อให้ร่างกายของฉันยังคงตั้งตรงอยู่ได้ การผ่าตัดได้ผลเพราะหลังของฉันกลับมาตั้งตรงเหมือนคนอื่น ๆ แต่มีข้อเสียว่า ขาฉันไม่สามารถเดินได้อีก ต้องนั่งรถเข็นตลอดไป พ่อเป็นดั่งซูเปอร์แมนสำหรับฉัน ทุกครั้งที่เปลี่ยนวิชาเรียน พ่อจะคอยอุ้มพาฉันย้ายห้องเรียน  ฉันจึงเป็นนักเรียนเพียงคนเดียวที่มีพ่อมานั่งรอในช่วงท้ายคาบ  โชคดีที่เจ้านายของพ่อคือป้าของฉันซึ่งเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของพ่อ พ่อจึงไม่มีปัญหากับที่ทำงาน แม้ต้องมาอุ้มฉันแทบทุกชั่วโมงเรียน ปีต่อมา  ฉันอยู่ชั้น ป. 5  เริ่มมีอาการไอแห้ง ๆ แบบไม่ทราบสาเหตุ  บางครั้งก็ไอเป็นชุดจนเหนื่อยแทบหมดแรง  แม่และพ่อพาฉันไปหาหมอทุกที่ที่เขาว่าดี  ทั้งโรงพยาบาลใหญ่  คลินิกดัง  คลินิกฝังเข็ม  หรือกระทั่งหมอผี  แต่อาการไอก็ไม่หาย  ต่อมาภายหลังอาการไอก็หายไปเสียเฉย ๆ  แต่ฉันกลับรู้สึกเพลีย  ง่วงนอนตลอดเวลา  บางครั้งถึงกับวูบหลับในห้องเรียนจนตกเก้าอี้ก็มี  หลังจากแม่ทราบเรื่องก็รีบพาฉันไปพบหมอที่โรงพยาบาลรามาธิบดีอีกครั้ง  ขณะนั่งรอหมอมาดูอาการอยู่นั้น  ฉันเริ่มรู้สึกง่วง “แม่ หนูนอนได้หรือเปล่า” จำได้ว่านี่คือคำถามสุดท้ายก่อนหลับไป  ตื่นขึ้นมาก็ประหลาดใจมากเมื่อพบว่าตัวเองมีเครื่องช่วยหายใจครอบปากและจมูก แม่เล่าว่าฉันหลับลึกมาก ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น จนหมอต้องปั๊มหัวใจขึ้นมา  น่าแปลกที่ฉันกลับรู้สึกงุนงงมากกว่าหวาดกลัว  และยังนึกเสียดายด้วยซ้ำที่ฉันรอดจากความตายอันแสนง่ายและสบายที่สุดมา  สงสัยเทวดาคงอยากให้ฉันยังมีชีวิตอยู่เพื่อชดใช้กรรมต่อไปกระมัง หมอเล่าว่า สาเหตุที่ฉันสลบไปเพราะมีค่าคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง  ในขณะที่ปอดของฉันเริ่มอ่อนแรงลงเช่นเดียวกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย  หมอจึงลงความเห็นว่าฉันต้องใส่เครื่องช่วยหายใจก่อนนอนทุกคืนเพื่อช่วยปอดทำงาน  ไม่อย่างนั้นฉันอาจกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราตลอดไป วันหนึ่งขณะที่ฉันใกล้จะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พ่อก็เดินเข้ามาบอกฉันว่า “จบ ม. 3 ก็ไม่ต้องเรียนแล้วนะลูกไปทำงานกับพ่อดีกว่า อีกหน่อยพ่อก็อุ้มไม่ไหว เรียนจบไปก็ไม่มีงานทำ  ขนาดคนดี ๆ ยังตกงานเลย” ฉันยอมทำตามพ่อแต่โดยดี  แม้จะรู้สึกเสียใจมาก  เพราะจากนี้ไปฉันจะไม่ได้เรียนหนังสืออีกแล้ว หลังเรียนจบ ม. 3  ชีวิตวัยรุ่นของฉันแวดล้อมด้วยพ่อ  แม่  และน้องสาวเท่านั้น แน่นอนว่าฉันสนิทกับแม่มากที่สุด  แม่ช่วยเหลือฉันทุกอย่าง ทั้งป้อนข้าว  อาบน้ำ ดูแลสารพัด  การไม่ได้ไปโรงเรียนทำให้ฉันที่ค่อนข้างขี้อายอยู่แล้วกลายเป็นคนเก็บตัว  ไม่อยากไปไหนนอกจากอยู่บ้าน บ่อยครั้งที่ฉันทะเลาะกับพ่อแม่ซึ่งเกิดจากความเก็บกดในใจฉันเอง  ฉันงี่เง่า  เอาแต่ใจ ก่นด่าโชคชะตา  และที่เลวร้ายที่สุดคือ  ฉันโทษพ่อกับแม่ที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้ ชีวิตประจำวันของฉันเริ่มสงบลงเรื่อย ๆ เมื่อฉันติดการอ่านนิยาย  น่าแปลกที่ยิ่งอ่าน ความคิดฟุ้งซ่านในวัยรุ่นของฉันเริ่มลดไปทีละน้อย ๆ  ความคิด  คำสอน  รวมถึงจริยธรรมที่ถ่ายทอดผ่านตัวละครทุกตัวกลายเป็นครูของฉัน  ความรู้สึกที่เคยเป็นดั่งเด็กหลงทาง  เริ่มเปลี่ยนเป็นการคิดอย่างมีเหตุผล  มีสติมากขึ้น  ซึ่งช่วยให้ฉันมีความสุขมากขึ้นตามไปด้วย การชอบอ่านนิยายทำให้ฉันกลายเป็นคนรักการเขียน  และเริ่มต้นเขียนนิยายขายเพราะหวังจะหาเงินเพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัว  เวลานั้นพ่อกำลังป่วยเป็นโรคเบาหวาน  ส่วนน้องสาวก็กำลังเรียนปริญญาตรี  ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก  ฉันรู้สึกเสมอว่า  เราก็โตขึ้นทุกวัน  ขณะที่พ่อแม่แก่ลง  คงน่าละอายมากถ้าในอนาคตน้องสาวต้องทำงานหาเงินเพื่อมาเลี้ยงดูฉันอีกคน ทุกวันฉันจะใช้สันนิ้วก้อยมือข้างซ้ายที่ยังขยับได้เพียงนิ้วเดียวกดแป้นพิมพ์นิยายจากโทรศัพท์มือถือ  ฉันไม่มีประสบการณ์ใด ๆ นอกจากความตั้งใจล้วน ๆ เพียงอย่างเดียว  วันทั้งวันฉันพิมพ์ได้เพียงครึ่งหน้าถึงหนึ่งหน้า A4 หนึ่งปีผ่านไปฉันก็เขียนนิยายเรื่องแรกจบ ในขณะที่ส่งต้นฉบับไปเสนอหลายสำนักพิมพ์ ฉันเริ่มเขียนนิยายเล่มที่สอง สาม สี่  และห้า  แม้จะยังไม่มีวี่แววว่าสำนักพิมพ์จะติดต่อมา  แต่ก็มีความหวังและเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น กลางปี พ.ศ. 2554 พ่อล้มป่วยอย่างหนักด้วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ปอดอักเสบ  และน้ำตาลในเลือดสูง  ไม่กี่วันต่อมาฉันก็ติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ไปด้วย  ซ้ำร้ายฉันยังเป็นหนักกว่าพ่อมากเพราะปอดฉันติดเชื้ออย่างหนักเพิ่มด้วย กลับจากโรงพยาบาล  ฉันหายใจด้วยตัวเองไม่ได้และพูดไม่เป็นภาษา  ใบหน้าข้างซ้ายของฉันก็ขยับลำบาก  กินข้าวยาก กินน้ำก็ไหลออกจากมุมปาก  ฉันพบว่าการยิ้มเป็นเรื่องยากมาก  กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าของฉันเริ่มควบคุมไม่ได้อีกต่อไป ทุกสิ่งถาโถมเข้าหาฉันไม่หยุดหย่อน  นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเริ่มกลัวว่าในอนาคตฉันอาจจะตาบอด  หูหนวก  หรืออาจเกิดอะไรที่ร้ายแรงกว่านี้ก็ได้  ฉันควรทำอย่างไรดี หลังจากคิดมาก อมทุกข์อยู่หลายวัน ระหว่างที่ฉันกำลังพิมพ์นิยายอยู่นั้น  จู่ ๆ ฉันก็เข้าใจความจริงที่ว่า  “ดีแล้วที่ฉันมีความทุกข์ เพราะทุกข์สอนอะไรเรามากมายกว่าความสุข นี่คงเป็นบททดสอบของเทวดา ท่านคงมองเห็นศักยภาพในตัวฉัน จึงส่งบททดสอบที่ยากกว่าคนอื่นมาให้” คิดได้แบบนั้นฉันก็ยิ้มให้ตัวเองได้อีกครั้ง นิยายของฉันได้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ถึง 8 เล่ม และฉันเขียนหนังสือประวัติของตัวเองอีก 1 เล่ม เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงคนอื่น ๆ ฉันเริ่มมีเงินเก็บมากพอจะช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวได้อย่างไม่ขัดสน วันนี้ฉันได้ทำทุกสิ่งที่อยากทำแล้วรวมถึงได้ตอบแทนคุณทุกคนที่ฉันรักอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วย  ไม่ว่าต่อไปชะตาชีวิตของฉันจะเป็นเช่นไร  ฉันก็พร้อมยิ้มสู้รับมันด้วยใจที่มีความสุข  ข้อคิดคำสอนจากพระ ดร.นิตินัย  อุดมกัน  วัดป่าเมตตาวนาราม  จังหวัดเชียงราย ทุกชีวิตเกิดมาล้วนต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไป  แม้แต่พระพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงต่อสู้  อดทน  เผชิญหน้า  และแก้ไขทุกปัญหาที่เกิดขึ้น  โดยใช้สติปัญญา  และศีลธรรมเป็นเครื่องดำเนินชีวิต  ไม่ต่างจากเรื่องราวของคุณเพทาย  เห็นได้ชัดว่าเธอผ่านบททดสอบความอดทน  ความเพียรพยายาม  และมีกำลังใจเข้มแข็งเป็นอย่างดี  ซึ่งจิตใจอันเปี่ยมไปด้วยความดีงามนี้ย่อมบังเกิดเป็นความอัศจรรย์  ที่แม้แต่เทวดายังต้องอนุโมทนาด้วย เรื่อง เพทาย จิรคงพิพัฒน์  เรียบเรียง ชลธิชา  แสงใสแก้ว ภาพ วรวุฒิ  วิชาธร  สไตลิสต์ สุธีร์  รติวัฒน์บุญญา บทความน่าสนใจ หัวใจนักสู้ของผู้ชาย “ตัวเล็ก” […]

คุณหมอ ศศธร จากเด็กหญิงเฉียดตายสู่หมอเวชศาสตร์ฉุกเฉินที่อังกฤษ

คุณหมอ ศศธร จากเด็กหญิงเฉียดตายสู่หมอเวชศาสตร์ฉุกเฉินที่อังกฤษ เรื่องราวดี ๆ วันนี้ ขอนำเสนอเรื่องของคุณหมอ ศศธร หรือ หมอฟ้า คนไทยที่ได้เป็นคุณหมอเวชศาสตร์ฉุกเฉินที่โรงพยาบาล University Hospitals Coventry & Warwickshire ในภูมิภาคเวสต์มิดแลนด์ส ประเทศอังกฤษ หมอฟ้าเปรยว่า สิ่งที่ทำให้เธออยากเป็นแพทย์ฉุกเฉิน หรือแพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ฉุกเฉิก  (ตอนนี้หมอฟ้าเป็นหัวหน้าแผนกฉุกเฉิกของโรงพยาบาล) เพราะเธอเคยป่วยหนักเกือบเสียชีวิต เพราะมีภาวะเยื่อหุ้มในสมองอักเสบ แต่โชคดีที่คุณหมอช่วยชีวิตไว้ได้ทัน จากเหตุการณ์ในตอนนั้นผ่านการบอกเล่าของคุณพ่อคุณแม่ จึงทำให้เธอมีแรงบันดาลใจอยากเป็นหมอ เพื่อช่วยเหลือชีวิตผู้อื่นให้รอด เหมือนหมอฟ้าในตอนนั้น หมอฟ้าพัฒนาตนเองด้วยการไปเรียนต่อต่างประเทศ เริ่มจากการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศอังกฤษ แล้วเริ่มหาโรงเรียนที่เหมาะสมสำหรับเธอ เป็นโรงเรียนประจำหญิงแห่งหนึ่งในอังกฤษ พอเรียนจบระดับมัธยมศึกษาก็สอบติดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม และเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉินอีก 8 ปี พร้อมกับทำงานในโรงพยาบาลไปด้วย     หลังจากศึกษาจบเมื่อ พ.ศ. 2551 หมอฟ้าสะสมประสบการณ์ทำงานเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลในภูมิภาคเวสต์มิดแลนด์สเรื่อยมา จนได้เป็นแพทย์หัวหน้าเวรแผนกฉุกเฉินที่โรงพยาบาล University Hospitals Coventry & Warwickshire ซึ่งถือเป็นตำแหน่งแพทย์อาวุโสที่มีหน้าที่ตัดสินใจแผนการรักษาคนไข้ทั้งหมดในแผนก หมอฟ้าเป็นแพทย์หญิงที่มีอายุที่สุดของโรงพยาบาลที่สามารถก้าวมาสู่ตำแหน่งนี้ได้ หมอฟ้ามองว่า “แผนกฉุกเฉินเปรียบเสมือนด่านหน้าของโรงพยาบาลคอยประสานงานว่า […]

“รถพยาบาล” คันนี้… “ถอยไม่ได้”

“รถพยาบาล” คันนี้… “ถอยไม่ได้” “หลายคนเคยถามผมว่า ทำไมต้องนำเงินส่วนตัวไปซื้อยา ซื้อเครื่องมือปฐมพยาบาล แถมต้องอดหลับอดนอนทุกคืนขับ “รถพยาบาล” เพื่อไปช่วยใครก็ไม่รู้ ไม่ใช่ญาติเราด้วยซ้ำ มีแต่ผมคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่า เมื่อลงมือทำแล้วจะถอยไม่ได้” ปาว – ภานุพงศ์ ลาภเสถียร เป็นเจ้าของข้อความข้างต้น แววตาซื่อๆ บวกกับบุคลิกนิ่งๆ ช่วยย้ำกับคนฟังอีกหนึ่งคำรบว่า เขาไม่ได้พูดเกินเลยไปจากความจริง เมื่อเจ็ดแปดปีที่ผ่านมา ชาวบ้านร้านตลาดย่านบางลำพู ชนะสงคราม สนามหลวง ล้วนคุ้นเคยกับปาวเป็นอย่างดี ค่ำมืดดึกดื่น เขามาตามสัญญาเสมอ เด็กหนุ่มปรากฏตัวพร้อมรถสองล้อคู่ใจ อาศัยแสงไฟจากท้องถนนพอได้กางหนังสือท่องตำรา หากคืนนั้นผ่านพ้นไปโดยไม่มีใครป่วยไข้หรือบาดเจ็บรุ่งสางหนุ่มปาวจะห้อจักรยานกลับที่พัก อาบน้ำอาบท่า แล้วมุ่งหน้าสู่ห้องเรียน แต่หากค่ำคืนไหนสะดุดลงด้วยเหตุด่วนเหตุร้าย “งานอดิเรก” ของหนุ่มปาวจะเริ่มขึ้นทันที “ผมเป็นอาสาสมัครกู้ภัยมาแปดปี จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว เกิดเหตุที่ไหนผมจะปั่นจักรยานไปที่นั่นเพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้คนเจ็บก่อนจะนำส่งโรงพยาบาล “คนที่เล่นกีฬาเป็นงานอดิเรก ตกเย็นก็ต้องไปเล่นกีฬาทุกวัน ผมก็เช่นกัน การช่วยคนเจ็บคืองานอดิเรกของผม” หนุ่มปาวลุ่มหลงงานอดิเรกที่ว่านี้ เพราะเชื่อคำชักชวนของเพื่อนให้ลองทำงานอาสาสมัคร เขาขึ้นรถกู้ภัยของวชิรพยาบาล นัยว่าเพื่อฆ่าเวลาว่างในวัยเรียน ชีวิตวัยมัธยมของปาวจึงต่างจากวัยรุ่นทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ”เวลาเกิดอุบัติเหตุ คนมุงก็จะมุงอย่างเดียว แต่ไม่มีคนเข้าไปช่วยคนเจ็บเลย แม้แต่คนที่จะเข้าไปถามว่า ‘เป็นอะไรมากไหม ติดต่อญาติให้ไหม’ ก็ไม่มี […]

ดร.สมไทย วงษ์เจริญ เขาว่าผมเป็นคนบ้าค้าขยะ

ดร.สมไทย วงษ์เจริญ เขาว่าผมเป็นคนบ้าค้าขยะ แม้จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต ถ้ายังหายใจอยู่ เขา  ดร.สมไทย วงษ์เจริญ จะไม่มีวันยอมแพ้ ใครจะประณามว่าเป็นคนบ้าค้าขยะเขาก็ไม่สนกว่า 30 ปีที่ผ่านมา คนตัวเหม็นคนนี้ได้กลายเป็นดอกเตอร์ที่ผู้คนยอมรับ เพราะขยะที่เราทั้งหลายไม่เหลียวแล ผมเกิดในครอบครัวคนจีน ที่อำเภอตะพานหินจังหวัดพิจิตร พ่อแม่รับจ้างเย็บเสื้อโหล พร้อมๆ กับขายหนังสือพิมพ์และลอตเตอรี่ เพื่อส่งลูก 9 คนให้เรียนหนังสือ มีผมคนเดียวชอบคิดนอกกรอบ ไม่ยอมเรียนต่อ เพราะเบื่อเรื่องเดิมๆ ที่ครูนำมาสอนเด็กทุกรุ่น พ่อแม่ก็เข้าใจเพราะผมไม่ใช่คนเกเร ผมทดลองนำสินค้าจากบ้านไปขายตามสถานีรถไฟ แต่ไม่รุ่ง จึงเปลี่ยนมาใช้ปิกอัพเก่าๆ ตระเวนขายเสื้อผ้า หอม กระเทียม จนเปลี่ยนมาเร่ขายยาที่จังหวัดพิษณุโลกแต่ก็เหลวอีกเหมือนกัน งานอะไรไม่ดีผมไม่ยึดติด ลองไปเรื่อยๆ แต่ก็คอยถามตัวเองว่า อะไรคือทางที่มั่นคงของชีวิต ชีวิตผมอาจดูแย่ในสายตาคนอื่น แต่สำหรับผมมันคือความลำบากที่มีความสุข ใจข้างในไม่เคยแพ้ แม้จะเกิดอะไรกับผม ถ้ายังไม่ตาย ยังมีแรงอยู่ ผมไม่เคยกลัว เมื่อชีวิตยังไม่มีจุดหมาย ทางบ้านเลยชวนกลับไปช่วยงาน ผมปฏิเสธเพราะไม่ชอบงานซ้ำๆ ในวันที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิต ผมไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร จึงไปอธิษฐานต่อองค์พระพุทธชินราช ขอให้พบเส้นทางทำกินที่มหัศจรรย์ ให้มีอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน เมื่อก้าวออกมาจากโบสถ์ เห็นป้าแก่ๆ […]

ธรรมะสไตล์วู้ดดี้ พิธีกรที่ (เกิด) มา “แรง-ง-งส์”

ธรรมะสไตล์ วู้ดดี้ พิธีกรที่ (เกิด) มา “แรง-ง-งส์”   ผม ( วู้ดดี้ ) ไม่เคยแคร์ว่าจะได้ขึ้นปกนิตยสารอะไรทั้งนั้น  แต่Secret  คือเล่มเดียวที่ผมอยากขึ้นปกทุกครั้งที่เห็นปก Secret  ผมมักจะคิดอยู่เสมอว่า  เราคงไม่มีวันนั้นหรอก  เพราะแต่ละคนที่ขึ้นปก  ทุกคนเรียกได้ว่าเป็นคนดี๊คนดี  เรื่องนี้ฝังใจผมมาเป็นปีว่า  เอ…หรือเราไม่ประสบความสำเร็จ  หรือเราไม่ดีพอสำหรับสังคม  ไม่ดีพอสำหรับ Secretภาพเราอาจจะแรงเกินไปมั้ง  หรือเราต้องสร้างภาพวะ (หัวเราะ)   ตอนนี้คุณก็ได้ขึ้นปก Secret แล้วเล่าเรื่องที่คุณอยากเล่าได้เลยครับ เรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะต่อต้านคือความคิดเชิงลบ  ผมเจอมาเยอะ  คนที่ไม่ว่าเจออะไรก็ตาม  ก็เอาแต่บอกว่า  ไอ้นี่ไม่ดีอย่างนั้น  ไอ้นั่นไม่ดีอย่างนี้  พอมีความคิดเชิงลบแบบนี้ปุ๊บ  สมองเขาก็จะเต็มไปด้วยสารพิษที่เป็นลบ  และรับเอาความคิดหรือคำพูดที่ไม่ดีของคนรอบ ๆ ตัวเข้ามาได้ง่ายคำถามคือ  แล้วจะทำยังไงให้คนเรามีเกราะกำบังจากความคิดเชิงลบเหล่านั้น  คำตอบง่าย ๆ ก็คือ  ใจที่คิดดี  ทำดี  มีแนวคิดเชิงบวกไงล่ะ  เหมือนกับที่ นาตาลี  เกลโบวา(Natalie Glebova)  อดีตนางงามจักรวาลเคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่า  “คนเราต้องคิดบวก” เมื่อก่อน  ถ้าวันไหนผมตื่นเช้ามาพร้อมกับความเครียด  โลกในวันนั้นก็จะแย่มากเพราะความรู้สึกแย่ ๆ จะแผ่ออกไปสู่พนักงานและทุกคนรอบตัวเลย  ผมจึงพยายามฝึกใจให้คิดบวกอยู่เสมอ  โดยมองว่าชีวิตเราช่างมีค่าเหลือเกิน  ไม่ว่าจะรวยหรือจนอย่างน้อยเราก็ยังมีโอกาสที่ได้ลืมตามาหายใจและอยู่บนโลกใบนี้  เรามีแขนมีขาให้ได้เดินเหินทุกวันนี้ผมจึงไม่เคยตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่า  โอ…แย่จังเลย  แต่จะตื่นมาพร้อมกับความสุข  เปิดเพลงเพราะ ๆ ให้ตัวเอง  แค่นี้  วันนั้นก็จะเป็นวันที่ดีไปทั้งวันแม้ว่าอาจจะไม่มีอะไรพิเศษหรือไม่ได้ตังค์ซักกะบาท  แต่ผมก็รู้สึกมีความสุขจังเลย นี่แหละที่อยากจะฝาก Secret ไปบอกทุกคน     แล้วก่อนพบธรรมะ  คุณเคยตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกแย่ๆ อย่างที่ว่าบ้างหรือเปล่าครับ มีช่วงหนึ่งที่บริษัทผมไม่มีรายการอยู่หนึ่งปี  ผมรู้สึกเฟลว่าทำไมคนไม่ยอมรับรายการเรา  แต่ไม่ถึงกับเสียใจร้องไห้  ทั้งที่ไม่มีงาน  ไม่มีเงินเข้าเลย  แต่เชื่อไหมว่าผมไม่เคยคุยกับลูกน้องเรื่องนี้เลย  ยังทำงานเหมือนปกติทุกอย่าง  เราทำตัวเหมือนกำลังเสนอรายการตามปกติ  ลูกน้องอาจจะสงสัยว่าทำไมไม่มีรายการเข้ามา  เราก็คอยให้กำลังใจเขาว่า  เดี๋ยวจะมีเข้ามา  แต่ความจริงก็คือผมต้องไปกู้เงินแบงก์มาเพื่อจ่ายเงินเดือน  คิดอย่างเดียวว่า  ทำยังไงก็ได้ให้ลูกน้องมีกิน  ไม่กล้าบอกใครเลยว่าเจ๊งบ๊ง  จะไปหาญาติหรือพ่อแม่ก็ไม่กล้าจนผมเป็นหนี้แบงก์อยู่เป็นสิบ ๆ ล้าน    แต่พอมีรายการ วู้ดดี้เกิดมาคุยทุกอย่างก็เปลี่ยนไป   ชีวิตในวัยเด็กของลูกชายนักการทูตเป็นอย่างไรบ้างครับ ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นคุณหนูอะไรนะครับ  ผมรู้แค่ว่าตัวเองเป็นลูกของข้าราชการไทยที่ซื่อสัตย์  พ่อเป็นคนที่รักชาติและอุทิศตนเพื่อชาติ  ตอนเด็ก ๆ ผมยังสงสัยอยู่บ่อย ๆ ว่า  ทำไมพ่อต้องทำงานหนักขนาดนี้เพื่อประเทศชาติ  ทำไมต้องต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอยู่ตลอดเวลา  แต่ผมไม่ค่อยได้ไปออกงานกับท่านเท่าไรหรอกครับ ส่วนใหญ่จะอยู่แต่ในห้อง  นาน ๆ มีแขกบ้านแขกเมืองมา  เราก็ไปช่วยต้อนรับบ้าง  แต่ไม่เคยคิดว่าเป็นอะไรที่พิเศษ   วิธีทำสมาธิในแบบของวู้ดดี้เป็นอย่างไรครับ อันดับแรกคือ  ให้หยุดคิดทุกอย่างเหมือนคุณอยู่ในบ้านหลังหนึ่งแล้วค่อย ๆปิดประตู  ปิดหน้าต่าง  ปิดทุกอย่าง  จนกระทั่งบ้านทั้งหลังเงียบ  ซึ่งไม่จำเป็นว่าคุณต้องอยู่ในที่เงียบ ๆ คนเดียวนะ  คุณสามารถทำแบบนี้ที่ไหนก็ได้  ไม่ว่าจะอยู่ในบ้าน  ในรถไฟฟ้า  หรือที่สาธารณะต่าง ๆพอปิดทุกอย่างเสร็จปุ๊บ  ให้คุณหลับตาแล้วเพ่งไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง  อะไรก็ได้  อย่างผมมักนึกถึงลูกแก้ว  หน้าคน  หรือดวงดาวดวงหนึ่งที่ลอยอยู่ระหว่างคิ้ว  ระหว่างที่กำลังเพ่งอยู่  ให้เราได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองตลอดเวลา  แล้วจากนั้นก็ให้บริกรรมคำไหนก็ได้  อาจจะเป็น “พุทโธ” “ซูเปอร์จูเนียร์”  “จัสติน”  หรือคุณจะท่องว่า  “มิยาบิ” ก็ได้  เพื่อที่จะดึงเราไว้ไม่ให้หลุดไปไหน  ถ้ามีอะไรแทรกเข้ามาในหัวเช่น  ปัญหาเรื่องงาน  ก็จินตนาการว่าเรามีไม้กวาดอยู่ด้ามหนึ่ง  แล้วค่อย ๆ ใช้มันปัดสิ่งที่กำลังแทรกอยู่นั้นออกไป  และพยายามกลับมายังสิ่งที่เราเพ่งอยู่ให้ได้  เท่านี้เราก็สามารถชำระล้างจิตใจและสมองได้แล้ว  ถึงจะแค่ 5 นาที  10 นาทีก็ตาม  แต่นั่นก็ถือว่าเราได้พักจิตใจแล้ว  เหมือนกับรถที่วิ่งเยอะ ๆ เครื่องเริ่มเขลอะด้วยเขม่าควัน  ถึงจะยังไม่ได้เข้าอู่  แต่แค่ได้หยุดพัก  เครื่องก็ดีขึ้นแล้ว     อะไรทำให้คุณเข้าใจพุทธศาสนามากขึ้นครับ ชีวิตของผมเปลี่ยนไปหลังจากที่ได้สัมภาษณ์ท่าน ว.วชิรเมธี  ในครั้งนั้นผมถามท่านว่า  เวลาไหว้พระนี่เราต้องขออะไร  ท่านตอบว่า  ไม่ต้องขออะไร  พระพุทธรูปคือผู้รับฟังเฉย ๆ  ดังนั้นเราจึงไม่ได้มาไหว้เพื่อขอ  เราแค่มาบอกท่านว่าเราจะเป็นคนดียังไงคำตอบของท่านทำให้ผมอึ้งมาก เพราะผมเข้าใจมาโดยตลอดว่า  เวลาเจอพระพุทธรูปหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ  เราต้องขอไงครับนั่นคือจุดแรก ส่วนจุดที่สองคือ  ตอนที่ท่านพูดถึงความสุขของชีวิตทั้ง 4 ระดับ  ไล่ตั้งแต่กามสุข  ซึ่งผมและคนจำนวนมากคิดว่าเป็นความสุขสุดยอดแล้ว  แต่ท่านบอกว่า  ยังมีความสุขสุดยอดยิ่งกว่า  คือ  ปัญญาสุขสมาธิสุข  และนิพพานสุข  ซึ่งเป็นความสุขสูงสุดที่ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง  ผมฟังแล้วมีความสุขมากจนร้องไห้ออกมา  ผมรู้สึกว่าตอนที่พูดคุยกับท่าน  ทุกอย่างรอบตัวล้วนแต่ทำให้เรามีความสุข  ถึงแม้จะเป็นเรื่องของปัญหา  แต่ทุกอย่างก็มีทางออกหมดผมตระหนักได้ในตอนนั้นเลยว่า  ปัญหาทุกอย่างในชีวิตล้วนมีทางออก   ทราบว่าคุณขอภาพที่ถ่ายลงSecret ไปตกแต่งห้องพระ  ห้องพระของวู้ดดี้จะเป็นอย่างไรครับ ห้องพระของวู้ดดี้จะไม่มีพระพุทธรูปตั้งอยู่เลย  ส่วนจะจุดธูปหรือไม่ก็แล้วแต่ทางด้านหน้าจะมีจอแอลอีดีฉายภาพพระที่เรานับถือ  สถานที่  แล้วก็สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆที่เราเห็นแล้วรู้สึกว่ามีความสุข  รวมถึงภาพของพ่อแม่ด้วย  เราจะใส่ภาพทั้งหมดนั้นลงไป  แล้วก็ตั้งโปรแกรมให้ฉายวนในจอไปเรื่อย ๆ  บรรยากาศเหมือนอยู่ใน มิวเซียมแกลเลอรี่ นอกจากนั้นผมเกิดไอเดียเล่น ๆ ว่าอาจจะเอารูปตัวเองมาติดผนังห้องพระไว้ด้วย  เพื่อที่เวลาไหว้พระเสร็จ  เราจะได้มองพิจารณาตัวเองด้วย  ไม่ใช่ว่าผมบูชาตัวเองนะครับ  แต่เหมือนเป็นการให้ความเชื่อมั่นกับตัวเอง  ผมเคยถูกสอนมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าให้นับถือโน่นนี่นั่นถึงจะได้ดี  ในขณะที่ผมกลับไม่ค่อยนับถือหรือเชื่อตัวเองเลย  เรามองกระจกเพื่อแต่งตัว  แต่ไม่เคยมองตัวเองอย่างจริงจังว่าเรากำลังคิดอะไรแล้วคนคนนี้เป็นใครกันแน่  สำหรับผมการพิจารณารูปตัวเองจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราได้กลับมาอยู่กับตัวเองจริงๆ   คุณคุยกับคนอื่นมามากมาย  ถ้าสมมุติว่าต้องสัมภาษณ์ตัวเองอยากจะถามอะไรที่ไม่เคยมีใครถามบ้าง (คิดนาน)  ผมไม่อยากสัมภาษณ์คนชื่อวู้ดดี้  ผมมองว่าเขาก็เป็นแค่นักสัมภาษณ์คนหนึ่ง  ผมพยายามถอดตัวเองออกมาเป็นพิธีกรอีกคนหนึ่งที่กำลังสัมภาษณ์นายวู้ดดี้แต่ก็ยังไม่มีคำถาม (นิ่งคิด)  ถ้าจะต้องถามจริง ๆ  ผมอาจถามว่า  ตอนอายุ 60  วู้ดดี้จะทำอะไร  ซึ่งผมมั่นใจว่าเขามีคำตอบ   คำตอบนั้นคืออะไรครับ ผมก็ยังไม่รู้หรอกนะว่าถึงตอนนั้นผมจะทำอาชีพอะไร  แต่น่าจะอยู่ในจุดที่กำลังตอบแทนให้กับสังคม  ผมมองว่าตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ในช่วงก้ำกึ่ง  จากจุดแรก ๆ นี่เน้นจะเอาจากสังคมอย่างเดียวในขณะที่วันนี้อยู่ในช่วงแบ่งรับแบ่งให้  แต่ถ้าผมแก่กว่านี้  คงจะเน้นที่การให้อย่างเดียว  และหากเป็นเช่นนั้นได้  นายวู้ดดี้ตอนอายุ 60 คงอิ่มอกอิ่มใจกับสิ่งที่ทำอยู่มาก ๆ เลย   Secret Box มีแต่คนที่กล้าออกเดินทาง  จึงจะมีเรื่องเล่าไว้กำนัลแก่คนรุ่นหลัง พระมหาวุฒิชัย  วชิรเมธี   เรื่อง พีรภัทร  โพธิสารัตนะ ภาพ วรวุฒิ  วิชาธร  ผู้ช่วยช่างภาพ สรยุทธ  พุ่มภักดี สไตลิสต์ รุจิกร  ธงชัยขาวสอาด  แต่งหน้า - ทำผม ศรายุทธ  วุฒิ บทความน่าสนใจ พระเอกหน้าตี๋ […]

“ขอเวลาปลดกรรม” เรื่องเล่ากฎแห่งกรรมระหว่างแม่-ลูก จากผู้อ่าน

คุณเคยไหม… ได้ยิน เรื่องราวกฎแห่งกรรม ครั้งใดต้องตีสีหน้าและพูดทำนองว่า พิสูจน์ไม่ได้และ…ไร้เหตุผล ฉันเองก็ไม่ต่างจากคนอื่น

อนาถบิณฑิกเศรษฐี บุรุษผู้มีแต่ให้

“อนาถบิณฑิกเศรษฐี”เมื่อแรกที่ได้ยินชื่อของอุบาสกท่านนี้ หลายคนคงสงสัยอยู่ครามครันว่า ชื่อแปลกๆ ที่ว่านี้มีความหมายว่าอย่างไร จนเมื่อศึกษาประวัติชีวิตจนเห็นความเป็นเลิศด้านการทำทานของท่าน จึงได้ประจักษ์ว่า “อนาถบิณฑิก”ที่แปลว่า“ผู้มีก้อนข้าวสำหรับคนอนาถา”เป็นชื่อที่เหมาะสมกับเศรษฐีใจบุญท่านนี้เป็นอย่างยิ่ง

” กิเลสแมเนจเมนต์ ” จัดการราคะ โทสะ โมหะ อย่างชาญฉลาด

มาติดตั้งโปรแกรมใหม่ดีกว่า เรียกว่า “กิเลสแมเนจเมนต์“ มีราคะ จะบริหารจัดการราคะอย่างไร จึงจะไม่ตกเป็นทาส  อยู่ในอำนาจของราคะ มีโทสะ จะบริหารจัดการโทสะอย่างไร

วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร การศึกษาคือหัวใจสําคัญของการเผยแผ่

วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร การศึกษาคือหัวใจสําคัญของการเผยแผ่ 0 หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร มาบ้าง แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าวัดแห่งนี้ เคยเป็นสถานที่ศึกษาอักษรสมัยเบื้องต้นของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าฟ้าอีกหลายพระองค์  0 ประวัติวัดโมลีโลกยาราม  0 วัดโมลีโลกยารามสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เดิมชื่อว่า “วัดท้ายตลาด” ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงรวมวัดท้ายตลาดเข้าเป็นเขตพระราชฐาน วัดแห่งนี้จึงไม่มีพระสงฆ์จําพรรษาตลอดรัชกาล  0 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงย้ายเมืองหลวงมาตั้งทางทิศตะวันออกของแม่น้ําเจ้าพระยา พระองค์มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร(พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัด และถือเป็นพระอารามหลวงมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1  0 มาในสมัยรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงขนานนามวัดนี้เสียใหม่ว่า “วัดพุทไธสวรรย์” หรือ “วัดพุทไธสวรรยาวาศวรวิหาร” ทั้งยังเจริญพระราชศรัทธาในอดีตเจ้าอาวาส คือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระราชโอรสคือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมถึงพระราชโอรสอีกหลายพระองค์มาทรงพระอักษรกับเจ้าประคุณสมเด็จฯ  0 เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ขึ้นครองราชย์ ทรงมีพระราชศรัทธาปฏิสังขรณ์วัดให้บริบูรณ์งดงามยิ่งขึ้น จากนั้นทรงขนานนามชื่อวัดใหม่ว่า “วัดโมลีโลกสุธารามอาวาศวรวิหารพระอารามหลวง” […]

ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ “ชีวิตนี้ผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”

อีกหนึ่งบทสัมภาษณ์ที่คุณไม่ควรพลาดแม้แต่บรรทัดเดียว!

โจอี้ บอย… ผู้ชายมาดร้ายกับ “บางสิ่ง” ที่ซ่อนไว้หลังแว่นดำ

ขาเป็นแร็พเปอร์คนแรกๆ ของประเทศ  ที่อัลบั้ม Fun Fun Fun ของเขามียอดขายเกินล้านชุด

“ความสุข” ตัวชี้วัดความสำเร็จของ ฌอห์ณ จินดาโชติ

“ความสุข” ตัวชี้วัดความสำเร็จของ ฌอห์ณ จินดาโชติ สิ่งที่วัดความสำเร็จของใครหลายๆ คน อาจจะเป็นหน้าที่การงานดีๆ หรือเงินทองที่ได้มามหาศาล แต่สำหรับผู้ชายคนนี้ ฌอห์ณ จินดาโชติ คิดต่างจากนั้น   “ผมวัดความสำเร็จของผมจากความสุขครับ เงินมันตัดสินอะไรไม่ได้จริงๆ เงินมากไม่ได้แปลว่าประสบความสำเร็จ นักแสดงบางคนอาจได้เงินน้อยแต่มีละครเข้ามาเรื่อยๆ แล้วเขามีความสุขที่ได้ทำงานออกมาให้ดี อันนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเหมือนกัน แต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับผม ผมรู้สึกว่า ถ้าได้ขับรถออกไปทำงานแล้วผมมีความสุขที่จะไป นั่นคือความสำเร็จอย่างหนึ่งแล้ว และแสดงว่า ผมยังรักอาชีพนี้อยู่ ผมมีความสุขที่คนเจอผมแล้วเดินมาบอกว่า เป็นคนดีนะ ดีใจแทนพ่อแม่ นั่นคือความสุขในการใช้ชีวิตของผมเหมือนกัน ว่าสิ่งที่ผมเป็นมาจากการปลูกฝังของพ่อแม่ จนคนอื่นรู้สึกว่าดีน่าเอาเป็นแบบอย่าง เวลาดูผลงานตัวเองแล้วคนดูมีความสุข ผมก็มีความสุขแล้ว ไม่ต้องดังตลอด แค่ได้ทำเรื่อยๆ ก็เพียงพอแล้ว”               หนุ่มนักคิดคนนี้ยังมีมุมมองดีๆ อีกมาก ติดตามได้ในนิตยสาร Secret คอลัมน์ Idol Secret ปก ฌอห์ณ จินดาโชติ ฉบับวันที่ 10 พ.ย.2558   เรื่อง: อุรัชษฎา […]

Dhamma Daily: กรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศล จะถึงผู้รับได้จริง ๆ ไหม

Dhamma Daily: กรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศล จะถึงผู้รับได้จริง ๆ ไหม พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ตอบปัญหานี้ไว้ว่า กรวดน้ำ ไม่ถึงผู้รับหรอก กรวดน้ำบริเวณไหน น้ำก็ซึมอยู่แค่บริเวณนั้น เพราะสาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่น้ำ แต่อยู่ที่บุญที่ทำ เมื่อทำบุญแล้ว ได้บุญแล้ว

จักรยานให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด 3 ข้อคิดดี ๆ จากการปั่นจักรยาน

จักรยาน ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด 3 ข้อคิดดี ๆ จาก การปั่น จักรยาน ช่วงนี้ผู้คนหันมาใช้จักรยานกันมากขึ้น ทั้งจักรยานแม่บ้าน จักรยานสําหรับท่องเที่ยว หรือจักรยาน  ออกกําลังกาย ยิ่งมีกิจกรรมปั่นจักรยานของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ยิ่งทําให้กระแส การปั่นจักรยาน ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ปั่นจักรยานอย่างไรให้ปลอดภัย มีหลัก 3 ข้อ คือ 1. รู้จักรถจักรยาน เนื่องจากจักรยานแต่ละประเภทมีประสิทธิภาพในการใช้งานไม่เหมือนกัน ผู้ปั่นต้องรู้ว่าจักรยานมีประสิทธิภาพเพียงใด มีสภาพเป็นอย่างไร คอยตรวจเช็กเรื่องอุปกรณ์อย่างสม่ําเสมอ ทั้งลมยาง เบรก โซ่ปั่นจักรยานตอนกลางคืนควรตรวจสอบเรื่องไฟหรือแถบสะท้อนแสง และที่สําคัญคือ หมวกนิรภัย 2.รู้จักตนเอง ผู้ปั่นจักรยานต้องรู้ความสามารถในการปั่นของตนเองว่าเร็วหรือช้าเพียงใด สุขภาพร่างกายเหมาะกับการปั่นตอนกลางวันหรือไม่ ที่สําคัญต้องมีสติเพราะบางครั้งการปั่นจักรยานทําให้ผู้ปั่นเพลิดเพลินจนอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย 3.รู้จักเพื่อนร่วมทาง  เพื่อนร่วมทางหมายถึงคนที่ใช้ถนนร่วมกับเรา ต้องรู้จักรถยนต์ รู้มุมอับของรถคันใหญ่เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ปั่นจักรยาน รู้กฎจราจรต่าง ๆ ไม่ใช่ปั่นได้ตามใจ เพราะถึงแม้เป็นรถเล็กก็ต้องปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดรู้จักท้องถนนและศึกษาเรื่องภูมิประเทศเช่น ทางลาด ทางชัน เหว เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นหลักพื้นฐานที่จะทําให้เราใช้ท้องถนนร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข เลือกจักรยานให้เหมาะกับตนเอง ก่อนอื่นต้องถามตัวเองว่าใช้จักรยานเพื่ออะไร […]

เทพ โพธิ์งาม “ไม่เสียใจที่ทำแล้วเจ๊ง แต่เสียดายกว่าถ้าไม่ได้ทำ”

เทพ โพธิ์งาม “ไม่เสียใจที่ทำแล้วเจ๊ง แต่เสียดายกว่าถ้าไม่ได้ทำ” สำหรับคนที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป…น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักตลกระดับปรมาจารย์ที่ชื่อ “เทพ โพธิ์งาม” ไม่ว่าจะด้วยเอกลักษณ์ในการกระดกหน้าผากที่ไม่มีใครเหมือน  หรือลีลาการปล่อยมุกที่เปี่ยมไปด้วยไหวพริบ  ซึ่งเรียกเสียงฮาให้กับผู้ชมรุ่นแล้วรุ่นเล่า  ทั้งทางหน้าจอภาพยนตร์  จอโทรทัศน์  และบนเวทีคาเฟ่คลับบาร์มากมายทั่วฟ้าเมืองไทย อย่างไรก็ตาม  ชีวิตที่เจิดจรัสด้วยชื่อเสียงเงินทองและการยอมรับจากผู้คนนั้นก็ยังมีอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นที่เล่าขานกันมานานเช่นเดียวกัน…นั่นคือด้านของความล้มเหลวในธุรกิจของเขา  ไล่มาตั้งแต่ธุรกิจร้านอาหารร้านขายของชำ  อู่ซ่อมรถ  ค้าข้าวสาร  น้ำข้าวกล้อง  ฯลฯ  ธุรกิจทั้งหมดที่กล่าวมานั้นมีผลประกอบการอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า “เจ๊งระนาว” ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามมากมายถึง ชีวิตทั้งสองด้านของตลกอาชีพผู้นี้ไม่ว่าจะเป็น ทำธุรกิจพลาดแล้วพลาดอีก ไม่เข็ดบ้างหรือไง…เล่นตลกอย่างเดียวก็ไม่ล้มละลาย  เป็นหนี้เป็นสินให้ต้องเดือดร้อนแล้วจะทำไปทำไม…ทุกวันนี้ใช้หนี้หมดหรือยัง…และอื่น ๆ อีกมากมาย คงไม่มีใครตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีไปกว่าเจ้าตัว  ผู้มีชื่อและนามสกุลจริงว่า“สุเทพ  โพธิ์งาม”  ซึ่งทุกวันนี้ได้ห่างหายไปจากวงการแห่งแสงสีแสงไฟ  ปลีกตัวไปมีชีวิตอย่างสงบเรียบง่ายในไร่ของตัวเอง…ที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตรจากกรุงเทพมหานคร  เมืองที่เขาใช้ชีวิตและทำมาหากินมานานกว่า 40 ปี ก่อนอื่นอยากถามถึงที่มาของที่นี่ซึ่งเป็นบ้านที่อยู่ในปัจจุบันสักเล็กน้อยครับ ที่ดินผืนนี้ป๋าซื้อเอาไว้นานแล้ว  เดิมมีประมาณ 50 ไร่  แต่ความที่ทั้งคนและสัตว์ที่อยู่ที่นี่ต้องกินต้องใช้  ก็เลยต้องแบ่งขายไปบ้างเพื่อเอามาเป็นค่าใช้จ่าย  ปัจจุบันนี้เหลืออยู่ประมาณ 20 ไร่  นอกจากนั้นเราก็ต้องประหยัดและพยายามทำทุกอย่างเองหมด  รวมถึงต้องไปตัดหญ้าในนามาเป็นอาหารให้สัตว์ทุกวัน  ทั้งร้อนทั้งเหนื่อยในชีวิตไม่เคยคิดว่าต้องมาทำอย่างนี้  แต่ในอีกมุมหนึ่ง  พอมาลองนึกดูแล้วสิ่งที่ได้ลงแรงลงไปก็ถือได้ว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งนะ  เพราะพออายุมากขึ้น  เราก็เริ่มอยากจะคืนสู่ธรรมชาติ ได้เห็นไก่ออกลูกเห็นนกหนูมาทำรังใกล้ๆ ที่เราอยู่  สัตว์ทุกตัวเหมือนจะรับรู้ได้ว่าเราไม่ทำร้ายเขาพวกเขาก็ไม่หนีไปไหน  พอเราได้เห็นเขามีกิน  มีชีวิตชีวา  เราก็รู้สึกสบายใจไปด้วยส่วนภรรยากับลูก  เขาก็ไป ๆ มา ๆ  แต่ก็จะช่วยดูแลทุกอย่าง  ถ้าอาหารปลาหรือของอะไรหมด  เขาก็จะซื้อมาให้ ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนแล้วเริ่มต้นเลี้ยงสัตว์พวกนี้ได้อย่างไรครับ ตอนแรกก็มีคนจูงวัวมาขาย  สภาพผอมเหลือแต่กระดูก  ตัวใหญ่กว่าหมานิดเดียว  เดินแบบแทบไม่มีแรง  คิดว่า คงใกล้ตายแล้วแน่ ๆ  ป๋าสงสารเลยรับซื้อมา  เตรียมจะฝังอยู่แล้ว  ปรากฏว่าไม่ตายตอนนี้ตัวใหญ่เบ้อเร่อ  ออกลูกมาหลายสิบตัวแล้ว  มีคนมาขอซื้อเยอะ  แต่ป๋าไม่ขาย  ให้เป็นล้านก็ไม่ขาย  ต่อให้ไม่มีเงินก็ไม่ขาย  สัตว์ตัวอื่น ๆ ในไร่ก็เหมือนกันไม่ว่าจะงูเงี้ยวเขี้ยวขอ  เราก็ห้ามไม่ให้ใครไปตีไปฆ่ามันเด็ดขาด  ป๋าคิดเสมอว่า ถ้าเราไม่ทำมัน  มันก็จะไม่ทำเรา  ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ  เพราะตั้งแต่ป๋าอยู่มาก็ไม่เคยโดนสัตว์ทำร้ายเลย  นอกจากโดนแมลงกัดต่อยบ้าง  ก็หาหยูกยามาทาไป มีโครงการจะทำอะไรกับที่ดินผืนนี้บ้างครับ เดิมทีป๋าก็ไม่ได้คิดว่าจะซื้อไว้ทำอะไรหรอก  แต่ความที่เราไม่เคยมีที่เหมือนคนอื่นเขา  พอมีโอกาสเลยซื้อเอาไว้ เผื่อใช้ทำไร่ทำสวนตอนแก่  ตอนแรกก็ไม่ได้จริงจังสักเท่าไหร่  เพราะดินไม่ดี  ต้นไม้ก็ไม่ค่อยแข็งแรง  แต่สุดท้ายก็ให้ผลผลิตมาเรื่อย ๆ  เราไม่ได้เอาไปขายหรอก  เพราะมันไม่คุ้มแล้วเราเองก็ไม่มีเวลา  ขี้เกียจด้วย  เลยเก็บเอาไว้ให้สัตว์ที่เราเลี้ยงกินดีกว่านอกจากนั้นก็เก็บไว้กินเองบ้าง  แล้วก็แจกญาติพี่น้อง  แจกคนอื่นบ้าง  ตอนนี้หลัก ๆแล้วป๋าอยากจะมุ่งมาทางเกษตรกรรมโครงการที่คิดเลยเป็นการต่อยอดจากสภาพไร่นาที่เป็นอยู่  อย่างโครงการลงทุนทำสวนอาหารป่าบรรยากาศธรรมชาติ  ใครอยากกินผลไม้ชนิดไหนก็ไปเก็บเอาเองได้  นอกจากนั้นต่อไปอาจจะปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ ทำเป็นโฮมสเตย์ให้เช่า  แต่ไม่ว่าจะเป็นสวนอาหารหรือโฮมสเตย์  ก็จะอยู่ในสภาพที่เป็นธรรมชาติแบบนี้แหละ ลุยเต็มที่ขนาดนั้น  ได้เผื่อใจสำหรับความผิดหวังมากน้อยแค่ไหนครับ ป๋าไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำไปหรอกแน่นอนว่าอาจรู้สึกท้อแท้บ้าง  แต่จะเสียดายมากกว่าถ้าไม่ได้ทำ  ถามว่าทำไมไม่เสียใจเพราะป๋าเชื่อว่า  ทุกสิ่งในโลกไม่มีอะไรจริงแท้แน่นอนหรอก  การที่เรายึดถือแนวคิดแบบนี้มาตลอด  ทำให้เราไม่คิดมากและไม่หวังกับอะไรมากจนเกินไป  ทุกอย่างล้วนแต่เป็นของปลอมทั้งนั้น  เดี๋ยววันหนึ่งก็ต้องหมด  เป็นคนเดี๋ยวก็ตาย  ทุกอย่างจบแล้วเราจะไปจริงจังอะไรกับมัน  บ้านก็ไม่ใช่ของเรา  ลองไปสำรวจดูสิว่า ย้อนไป 100 - 200 ปีน่ะ เคยมีคนอาศัยอยู่ที่ตรงนี้มากี่ร้อยกี่พันคนแล้ว  แม้แต่ลูกกับภรรยาก็ไม่ใช่ของเรา  ต่อให้รักกันขนาดไหนสักวันก็ต้องจากกัน  ไม่จากเป็นก็จากตายแถมเวลาตายอยู่บนเมรุยังไม่กล้าขึ้นไปดูด้วยนะ  ป๋าเคยเจอมาหมดแล้ว  ไปงานศพมาเยอะ  ไปทุกทีป๋าก็จะไปช่วยเขาแบกโลงสมัยก่อนยังไม่มีการฉีดน้ำยากันเน่า  เปิดโลงเห็นศพนอนอยู่ในนั้นมีหนอนเต็มหน้าเลย  เวลาเผาก็จะเอาฟืนมากองเผาศพกันตรงกลางป่า  มีหลายทีที่อยู่ ๆ ศพก็เด้งขึ้นมานั่ง  เส้นมันตึงมันดึง  ป๋ารับรู้ถึงสัจธรรมเหล่านี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว เมื่อต้องพบปัญหาหนักๆ  มีวิธีสร้างกำลังใจให้ตัวเองอย่างไรบ้าง ความที่ชีวิตป๋าลำบากมาตั้งแต่เด็ก ๆพ่อแม่ไม่มีเงิน เราเลยต้องประหยัด  บางครั้งต้องซื้อข้าวมาผสมกับมัน  เพื่อให้พอกินกันทั้งครอบครัว  แต่ตอนนั้นเราไม่ได้มองว่าชีวิตที่เป็นอยู่เป็นความลำบากหรอก  แต่มองเหมือนเป็นเรื่องปกติ  เพราะเรากินแบบนั้นมาตลอด  ป๋ายังบอกแม่เลยว่าใส่มันเยอะ ๆหน่อย  หรือวันไหนโชคดีได้กินข้าวกับหัวปลาทูแห้ง ๆ คลุกน้ำปลากับพริกป่นหน่อย  เติมเกลือนิด  ก็ถือว่าอร่อยมากแล้วพออายุ 6 - 7 ขวบก็เริ่มนั่งรถไฟไปขายเสื้อผ้าตามตลาดนัดแล้ว  แบกกล่องผ้าไปทีหนึ่ง2 - 3 กล่อง  บางครั้งไปกับพ่อ  บางครั้งก็ไปคนเดียว  อาจจะลำบากลำบนบ้าง  แต่ป๋าก็ถือว่าชีวิตในตอนนั้นเป็นแค่ชั้นประถมที่เราต้องเรียนรู้อีกเยอะ  ป๋าเลยไม่มีปัญหาอะไรเวลาพบกับความยากลำบาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่ทำให้เราผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ก็คือ  การมองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตโดยมีธรรมะอยู่ในใจ  ธรรมะก็คือธรรมชาติ  หากเราเข้าใจธรรมชาติของชีวิตเข้าใจในธรรมชาติของสิ่งที่เกิดขึ้น  มองทุกอย่างตามธรรมชาติของมัน  คือไม่มองสวยงามเกินไปหรือแย่เกินไปได้  ต่อให้ต้องพบกับปัญหาหนัก ๆ เราก็จะสามารถปรับอารมณ์ของตัวเองให้คงที่อยู่ตรงกลางได้แล้วเราก็จะไม่ทุกข์นาน  และจะสามารถผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้  เช่น  เราเป็นหนี้เขา  แน่นอนว่าทั้งเรากับเขาย่อมต้องเครียดดังนั้นสิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่หนี  แต่ต้องพูดคุยกัน  อย่างกรณีของป๋าเครียดมาก 2 - 3 เดือนใช้สมองหาทางแก้ไขแทบตาย  พอตัดสินใจไปเจอตัวและเจรจากัน  แป๊บเดียวเดี๋ยวก็คลี่คลายกันได้  ปัญหาอื่น ๆ ก็เช่นกัน อุปสรรคปัญหาที่ผ่านมาทำให้มุมมองเกี่ยวกับความสำเร็จเปลี่ยนไปบ้างไหมครับ ความสำเร็จสำหรับป๋าคือการที่เราได้คิด  ได้ทำ  และได้ลงทุนออกแรงไปจริง ๆไม่ใช่ว่าพูดแล้วไม่ทำ  ส่วนจะไปได้ยาว  ไปได้ไกลแค่ไหน  ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจแค่ไหน  ตอนที่เริ่มทำเราไม่มีทางรู้ได้หรอก  แต่อย่างน้อยเราได้ทำแล้ว  ป๋ามีความรู้สึกตื่นตัวทุกครั้งที่ได้เริ่มคิดและทำสิ่งใหม่ ๆ  ถ้าทำได้เราก็จะก้าวก่อนคนอื่นแม้ว่าจะต้องเสี่ยงบ้าง  แต่ถามว่า เราเลือกที่จะออกไปเสี่ยงหรืออยู่เฉย ๆ  นอนนิ่ง ๆรอเวลาล่ะ  ในชีวิตจริง  บางครั้งเราก็รอแบบนั้นไม่ได้หรอก  แล้วอย่างที่บอกว่าชีวิตมนุษย์มันต้องลุย  ดูอย่างคนขายไก่ปิ้งไก่ย่างตามข้างถนน  เขายังรวยกันได้  หรือคนขายขยะ  คนขายขี้วัว  เขาก็ยังอยู่กันได้คนเรามีอะไรให้คิดให้ทำเยอะแยะ  ส่วนใหญ่จะติดหรือถือกันว่างานนี้ต่ำทำไม่ได้อายเขาหรืองานนี้ไม่สมศักดิ์ศรี  ดังนั้นทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเราคิดจะทำหรือไม่ก็เท่านั้นเองสิ่งที่ผิดพลาดก็ถือเป็นบทเรียนที่เราสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองจากสิ่งที่เกิดขึ้นและคนรอบ ๆ ตัว บทเรียนเหล่านี้ถือเป็นมหาวิทยาลัยชีวิต  ซึ่งไม่มีอยู่ในตำราของสถาบันแห่งไหนว่าเขาจะต้องเอาชีวิตรอดอย่างไร  จะต้องทำยังไงให้อยู่กับภรรยาอย่างมีความสุขได้เหล่านี้คือวิชาใหม่ของชีวิต  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใคร  จะเป็นครูบาอาจารย์หรือเรียนจบดอกเตอร์มา  พอพ้นจากรั้วมหาวิทยาลัยก็ต้องมาต่อสู้ชีวิตเรียนรู้วิชาใหม่นี้เหมือนกันหมด  คนส่วนมากมักคิดว่าการเรียนจบรับปริญญานั้นคือความสำเร็จของชีวิตแล้วไม่ใช่  นั่นเป็นแค่บันไดก้าวแรกที่จะเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยชีวิตเท่านั้น ที่ผ่านมาป๋าอาจจะเคยเป็นหนี้เขาเป็นสิบล้าน  ถึงวันนี้ก็ยังมีอยู่  แต่มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ  รู้สึตื่นเต้น  ใจพองโตขึ้นทุกครั้งที่ได้ทำ  มันทำให้รู้สึกว่า ชีวิตนี้เรายังสู้ได้อีก  ป๋ามีความสุขและภูมิใจมากที่เกิดมา  เรียนจบแค่ ป. 4  แต่ก็มีชื่อเสียงได้ไปเมืองนอกถึงครึ่งค่อนโลก  ไม่รู้ว่าจะต้องการอะไรอีก เอกลักษณ์หนึ่งที่หลายคนพูดถึงเทพ  โพธิ์งาม คือความยึดมั่นในความคิดตัวเองมาก  จนทำให้บางครั้งส่งผลถึงชีวิตและงานที่ทำถึงตอนนี้เอกลักษณ์นี้ได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือยังครับ ป๋าคิดว่าอุดมการณ์ที่มีก็ยังคงอยู่กับเรานะ  เพียงแต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าทำแบบนี้ไม่ประสบความสำเร็จ  เราก็ต้องเปลี่ยนทางใหม่  โดยที่อุดมการณ์เดิมของเราก็ยังคงอยู่อุดมการณ์ตรงนั้นก็คือความเชื่อมั่นของเราที่มีมาตั้งแต่เด็ก  และเป็นสิ่งที่ทำให้ป๋าเอาตัวรอดมาได้จนทุกวันนี้  คนอื่นอาจไม่เห็นด้วยกับเรา  แต่จากชีวิตที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่า เราคิดถูกมากกว่าผิด  ป๋าถึงเลือกทางที่เป็นอยู่นี้ อย่างมีคนถามว่า ป๋าออกมาอยู่แบบนี้เลี้ยงวัว 20 ตัว  ควาย 5 ตัว  และสัตว์อีกเยอะ  ทั้งที่งานก็ไม่มี  แต่ทำไมถึงอยู่ได้ป๋าเองก็ยังงงตัวเองเหมือนกันว่าอยู่มาได้ยังไง  แต่ด้วยเรามุ่งมั่นทำตามความเชื่อของตัวเอง  สุดท้ายมันก็ไปต่อได้  บางทีเงินจะหมด ๆ  แป๊บเดียวก็มีงาน  มีอะไรเข้ามาก็พอมีเงินมาซื้อของให้เขากิน  เป็นอย่างนี้ตลอด  ป๋าถึงเชื่อมั่นว่า  แม้ทางที่เลือกจะดูมืดครึ้มและไม่ค่อยมีใครเข้าใจก็ตาม  แต่ถ้าเราปฏิบัติให้ถูกต้องนะ  เราก็จะอยู่ได้อย่างสบายแน่นอน หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมามากถึงวันนี้มองชีวิตที่ผ่านมาอย่างไร เมื่อมองย้อนกลับไปถึงความสำเร็จสมัยก่อนโน้น  เราเพียงแต่คิดว่า  เป็นไปได้หรือนี่  จากจุดเริ่มต้นที่เล่นตลกกันมา 3คน (คณะ เด่น  เด๋อ  เทพ)  มีคนรู้จักแค่ประมาณหนึ่ง  แต่พอมาอยู่กรุงเทพฯแค่3 - 4 เดือน  ได้ออกทีวี  คนก็เริ่มรู้จักมากขึ้นแล้วพอมาเล่นหนัง (เทพบุตรต๊ะติ๊งโหน่ง)ก็ดังเลย  ค่าตัวจากหมื่นห้าก็กลายเป็นห้าหมื่น  จากที่ไม่มีอะไรเลยก็เริ่มมีรถขับเริ่มสร้างบ้านได้  ใครจะเชื่อว่าก่อนหน้านั้นไม่นานป๋ายังต้องเข็นรถขายก๋วยเตี๋ยว  เงินจะไปซื้อเส้นก๋วยเตี๋ยวยังแทบไม่มี  อยู่ ๆทุกอย่างก็พลิกฟื้นขึ้นมา  แต่ก็เท่านั้นน่ะนะพอทำไปนาน ๆ ก็เบื่อ  ป๋าทำอะไรนาน ๆซ้ำ ๆ จำเจไม่ได้  เบื่อแล้วก็อยากจะไปหาอย่างอื่นทำ ทุกวันนี้ถ้าถามว่า ป๋าลาวงการเลยไหมคงไม่ถึงกับลาขาดหรอก  เพราะว่าก็ยังมีคนโทร.มาขอให้เราไปทำงานกับเขาอยู่เรื่อย ๆเพียงแต่เราต้องดูให้ดีก่อนทุกครั้ง  อะไรที่ปัญญาอ่อนมากก็ไม่ไหว  ละครหลายเรื่องป๋าก็ปฏิเสธไป  เพราะฟังชื่อแล้วไม่ไหว  คือป๋าก็ไม่ได้มีกฎอะไรในการรับงานหรอกเพียงแต่เราจะรู้ตัวเองดีว่างานไหนที่มีความเป็นไปได้  บางทีเงินก็ไม่ใช่จะมี  แต่ก็ไม่เอาเพราะพอนึกภาพคนแก่ ๆ อย่างเราต้องไปทำปัญญาอ่อน  ทำเป็นซื่อไม่รู้เรื่องแล้วก็รู้สึกทุเรศตัวเอง  เลยไม่เอาแล้ว  ไม่ขำแล้วนอกจากนั้นป๋ารู้ตัวเองดีว่าตอนนี้เราเริ่มความรู้สึกช้าลง ใครพูดอะไรจะโต้กลับก็ไม่ทันแล้ว  หรือจะให้รวดเร็ว  กระโดดโลดเต้นเหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่ได้แล้วบางทีเล่นแป๊บเดียวมานั่งหอบแล้วแต่ไม่ว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นอีก  ป๋าก็ไม่กลัว  ชีวิตป๋าต้องดิ้นรนมาตั้งแต่เด็ก  ต้องพบกับเรื่องดีบ้างร้ายบ้างมาเยอะแยะ  แม้ตอนนี้ชีวิตจะเดินมาไกลจากจุดนั้นมากแล้ว  แต่ถ้าวันหนึ่งต้องกลับไปจุดนั้นอีกก็ไม่เป็นไร   ตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังมีหนทางสู้  อย่าไปกลัวมัน… เรื่อง พีรภัทร  โพธิสารัตนะ  ภาพปกและภาพประกอบ วรวุฒิ  วิชาธร   ผู้ช่วยช่างภาพ สรยุทธ  พุ่มภักดี,  ศุภิดา  กิจจะตุกายา,ภูติรัตน์  เหลืองชูเกียรติ   สไตลิสต์ รุจิกร  ธงชัยขาวสอาด,  อารยา  แคล้วภัยพาล  ผู้ช่วยสไตลิสต์ นรรชนก  แซ่ชี บทความน่าสนใจ อย่าเป็นคน “ขยัน” ที่ “ไร้ความสามารถ” True Story: รักนี้จัดหนัก… ชีวิตคู่ที่แตกยับของเมียนักมวย “วันเฉลิม” นอกจอ…เรื่องจริงของชายผู้ เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกเป็นได้ […]

keyboard_arrow_up