7 เทคนิค บริหารเวลา จัดการทุกนาทีให้มีค่าดั่งทองคำ

นี่คือ 7 เทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยคุณ บริหารเวลา เพื่อที่จะช่วยคุณจัดการกับทุกนาทีอย่างมีประสิทธิภาพ คุณจะต้องทำตัวเป็น 7 อย่างต่อไปนี้

7 เคล็ดลับ สลัด ” ตัวขี้เกียจ ” ที่กำลังเกาะหนึบตัวคุณ

ใครเริ่มสงสัยว่า ตัวขี้เกียจ กำลังเกาะหนึบตัวคุณเข้าให้แล้ว Secret จะพาคุณสลัดมันออกให้ไกล ด้วยเจ็ดวิธีง่าย ๆ เชื่อเถอะว่า มันจะไม่กล้าเข้าใกล้คุณอีกต่อไป

4 ขั้นตอนง่าย ๆ จัดระเบียบความคิด ให้ชีวิตลงล็อก!

ใครรู้สึกว่าช่วงนี้ชีวิตยุ่งเหยิงพัลวัน มีงานเต็มมือแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน ซีเคร็ต จะพาคุณไป จัดระเบียบความคิด จัดการชีวิตด้วยแผนที่ความคิดอย่างง่ายๆ 

ให้ทานอย่างไรให้เป็นทานแท้ ไม่ใช่เพียงแค่เป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง – ว.วชิรเมธี

ถ้าจะให้ ทานแท้ โดยเฉพาะวัตถุทานให้ถูกต้อง เราต้องให้เพื่อกำจัดความตระหนี่ถี่เหนียว ตั้งเจตนารมณ์ให้เป็นบุญเป็นกุศลแล้วให้ทาน

เสพศิลป์เคล้าธรรมะสู่ความเป็นปราชญ์ นิทรรศการศิลป์ สุ จิ ปุ ลิ

เสพศิลป์เคล้าธรรมะสู่ความเป็นปราชญ์ นิทรรศการศิลป์ สุ จิ ปุ ลิ   นิทรรศการศิลป์ สุ จิ ปุ ลิ เป็นนิทรรศการรวมผลงานศิลปะ ทั้งภาพวาด ภาพถ่าย ภาพปั้น หรือการนำวัตถุมาสร้างเป็นงานศิลปะ ของศิษย์เก่า คณะศิลปกรรมศาสตร์ รุ่นที่ 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้นที่ หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นิทรรศการเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 1 – 24 พฤษภาคม 2561 วันจันทร์-ศุกร์ เปิด 10.00-19.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิด 11.00-18.00 น. หอศิลป์จามจุรีชั้น 1 นิทรรศการศิลป์  สุ จิ ปุ ลิ  นอกจากจัดขึ้นเพื่อแสดงผลงานศิลปะแล้ว ยังจัดขึ้นเพื่อย้อนวันวานของศิษย์เก่าคณะศิลปกรรมศาสตร์ รุ่นที่ 2 ได้หวนกลับมาพบปะกันอีกครั้ง ให้ระลึกถึงบรรยากาศ ความหลัง และความทรงจำที่ดีในตอนจัดศิลปนิพนธ์เมื่อ พ.ศ.2530 […]

บานเย็น - โทนี่ รากแก่น สองแม่ลูกกับความผูกพันแบบ “ไม่ใกล้…แต่ก็ไม่ไกล”

บานเย็น - โทนี่ รากแก่น สองแม่ลูกกับความผูกพันแบบ “ไม่ใกล้…แต่ก็ไม่ไกล” หากเอ่ยถึงสองแม่ลูกที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศ หนึ่งในนั้นย่อมไม่พ้นแม่ลูกคู่นี้ …บานเย็นและ โทนี่ รากแก่น สำหรับฝ่ายคุณแม่นั้น คนจำนวนมากต่างจดจำนักร้องสาวใหญ่คนนี้ได้ในฉายา“ราชินีลูกทุ่งหมอลำประยุกต์” รวมทั้งในฐานะศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน - หมอลำ) ประจำปี พ.ศ.2556 ในขณะที่ฝั่งคุณลูกก็เป็นนักแสดงหนุ่มขวัญใจสาว ๆ ที่มีตำแหน่งสไตลิสต์ทรงผมซึ่งมีลูกค้าจำนวนมากติดใจในฝีไม้ลายมือพ่วงตามมาด้วย อย่างไรก็ดี กว่าที่เส้นทางชีวิตของทั้งครอบครัว (รวมทั้ง แอนนี่ กับ แคนดี้ รากแก่นพี่สาวทั้งสองคนของโทนี่) จะมาบรรจบกันจนเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์เช่นทุกวันนี้ ก็ต้องพบกับการพลัดพรากจากกันครั้งแล้วครั้งเล่า และเมื่อกลับมาอยู่ด้วยกันแล้วแต่ละคนก็ยังมีภารกิจของตัวเองจนไม่ค่อยได้พบกันเหมือนครอบครัวอื่น ทว่าทุกคนก็ยืนยันว่านั่นไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย   ก่อนอื่นอยากให้คุณบานเย็นช่วยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวสักเล็กน้อยครับ ดิฉันแต่งงานตั้งแต่อายุ 25 สมัยนั้นถือว่าอายุเยอะแล้วนะคะ ความจริงคุณแม่อยากให้แต่งงานตั้งนานแล้ว แต่ความที่เรามีงานแสดงเยอะมากมาตั้งแต่อายุ 17 มีงานทุกวันทั่วประเทศเลยค่ะ จึงไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง และไม่ได้แต่งงานสมใจท่านเสียทีนอกจากนั้นก็ยังไม่ค่อยได้รู้จักใคร จะมีก็แต่คุณพ่อน้องโทนี่ (เทพบุตร วิมลชัยฤกษ์)ที่เป็นเจ้าของสำนักงานสยามธุรกิจบันเทิงต้นสังกัดเราเท่านั้น ก็คบกับเขามาเรื่อย ๆดูใจกันมา 8 ปีจึงตัดสินใจแต่งงานกัน   สำหรับคนที่ทำงานมาตั้งแต่วัยรุ่นพอแต่งงานและต้องรับงานน้อยลงรู้สึกเหงาบ้างไหมครับ ไม่เหงาเลยค่ะ เพราะเราต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการดูแลลูกอ่อน ซึ่งแต่ละคนเกิดห่างกัน 2 ปี หมายความว่าในขณะที่ลูกคนแรกอายุ 2 ปี ซึ่งเป็นวัยที่กำลังซุกซนก็มีลูกคนที่สองตามมาอีก เราก็ยิ่งมีภาระให้ดูแลหนักขึ้นไปอีก แล้วในขณะที่ลูกสองคนแรกกำลังซน คนที่สามก็ตามมาอีกตอนนั้นก็เลยเหนื่อยกับการเลี้ยงลูก ไม่มีเวลาเหงาหรอกค่ะ   ดูแลลูก ๆ ใกล้ชิดแบบนี้ เมื่อแยกทางกับสามีและต้องอยู่ห่างจากลูกน่าจะทำใจยากมากนะครับ (พยักหน้า) ค่ะ ร้องไห้คิดถึงลูกตลอดตอนนั้นต้องไปแสดงที่อเมริกานานเหมือนกันลูก 3 คนเลยต้องอยู่กับคุณพ่อ พยายามโทร.มาหาเขาตลอด คอยเช็กว่าลูก ๆ เป็นยังไงบ้าง ส่งเงินเข้าบัญชีคุณป้าไว้ให้ใช้ ถึงจะไม่ได้มากมายอะไร แต่เราก็อยากให้ลูก ๆมีไว้จะได้ไม่ลำบาก   ขอถามคุณโทนี่บ้างนะครับ ตอนที่คุณแม่ไปอยู่อเมริกานานหลายปีคุณได้มีโอกาสพบคุณแม่บ้างไหมครับ ช่วงนั้นความที่ยังเด็กมาก ผมก็จะจำได้แค่คร่าว ๆ ว่า แม่จะมาหาบ้าง…นาน ๆ ทีแต่พ่อนี่จะเจอทุกปีตอนปิดเทอม เพราะพวกเรา 3 คนจะไปหาพ่อที่กรุงเทพฯ แล้วพ่อก็จะพาไปเที่ยว ส่วนแม่เราจะรู้จักจากคำพูดของคนอื่นเป็นส่วนใหญ่ อย่างเช่นพอครูเห็นนามสกุลเราก็จะถามว่า “เธอเป็นลูกคุณบานเย็นเหรอ คุณบานเย็นเก่งมากดังมาก แล้วก็สวยมากเลยนะ” เราจะรู้แค่นี้แต่ไม่เคยเห็นผลงานแม่แบบเป็นเรื่องเป็นราวเลย   การหย่าร้างของคุณพ่อคุณแม่มีผลกระทบกับคุณมากน้อยแค่ไหนครับ ถ้าถามว่าผมรู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมีผลกระทบหรือ คิดว่าตัวเองขาดอะไรไหมผมไม่ค่อยรู้สึกว่าขาดอะไรนะครับ เพราะพ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่ผมยังเด็กมาก อายุยังไม่ถึง 2 ขวบและยังจำความไม่ได้เลยถึงแม้ว่าต่อมาแม่จะไปใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาส่วนพ่อก็ไปทำงานที่กรุงเทพฯ แต่พวกเรา3 คนก็ได้คุณย่ากับอานางที่ดูแลเราอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่เล็ก จึงไม่ค่อยมีสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าเราขาดแม่หรือขาดพ่อนะครับ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็คงไม่สามารถพูดได้ว่าไม่มีผลกระทบเลยนะ เดาว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก็คงกระทบผมกับพี่ ๆ ไปคนละแบบ แต่ส่วนใหญ่ก็มารับรู้ว่าเรามีปมแบบนี้ ๆ ที่ทำให้เกิดผลลัพธ์บางอย่างกับชีวิตก็ตอนที่โตกันแล้ว ตัวอย่างเช่น ตอนเด็ก ๆผมมีปัญหาเรื่องคิดไม่ค่อยทันคนอื่นเขาพอเห็นรุ่นพี่เขาคิดและตัดสินใจได้เร็ว เราก็เลยคิดได้ว่า อ๋อ สงสัยเขาคงมีพ่อแม่คอยอยู่ให้คำแนะนำตลอดเวลา เราก็เลยใช้วิธีมองรุ่นพี่พวกนี้แหละ   เคยมีคำถามบ้างไหมว่า ทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน ไม่มีครับ ส่วนหนึ่งเพราะเราได้รับรู้ความจริงตั้งแต่เด็กแล้วว่าพ่อแม่แยกทางกันเพราะอะไร ยังไง เรื่องราวเป็นอย่างนี้เราก็ต้องใช้ชีวิตแบบนี้ พอโตขึ้นมาเราก็ค่อย ๆ ได้เรียนรู้ว่า จริง ๆ แล้วพวกเขาก็เป็นแค่คนคู่หนึ่งที่ไม่เข้าใจกัน คนหนึ่งอยากจะทำแบบหนึ่ง ในขณะที่อีกคนก็คิดอีกแบบหนึ่ง เมื่อไม่เข้าใจกัน สุดท้ายก็ต้องแยกทางกันไป แต่ถึงเราจะไม่ค่อยได้เจอกัน แถมบางทีเราก็แอบกลัวแม่ด้วย เพราะเรามองเขาเหมือนเป็นคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่อยู่ดี ๆก็เข้ามาในชีวิตเรา แต่ทุกครั้งที่แม่มาหาก็จะรู้สึกอบอุ่นนะครับ สิ่งหนึ่งที่ผมจะจำได้แม่นเกี่ยวกับแม่ในตอนนั้นคือ แม่จะมีกลิ่นหอมในแบบของเขาที่ต่างจากคนทางบ้านพ่อ รวมถึงบุคลิกภายนอกด้วย อย่างคุณย่าคุณอานี่ทุกคนจะมาทางสายตรงไปตรงมาพูดอะไรตรง ๆ ห้วน ๆ ส่วนแม่จะมาสายหวาน ๆ นุ่มนวล แม้จะไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันนาน ๆ แต่เราก็รู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้เจอผมกับพี่ ๆ ก็โตขึ้นมาในลักษณะนี้ ก่อนที่เราจะย้ายไปเรียนที่ออสเตรเลียเมื่อปี 1994   คุณแม่กับคุณลูกได้กลับมาใกล้ชิดกันตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ พอดิฉันกลับมาอยู่เมืองไทย ลูก 3 คนเขาก็คุยกันเองว่า ตอนนี้แม่อยู่คนเดียวจะมีใครมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ไหม แคนดี้เขาก็อาสา แคนดี้ก็เลยกลับมาเรียนต่อที่มหา-วิทยาลัยรังสิต คือปกติเราก็จะกลับมาเที่ยวเมืองไทยทุกปีอยู่แล้ว ช่วงแรกเราก็ยังกลับไปมหาสารคามอยู่บ้าง แต่ช่วงหลังพอแม่กลับมาอยู่เมืองไทยแล้วเราก็เลยมาอยู่กับแม่เป็นหลัก ทำให้เริ่มรู้จักแม่มากขึ้น พอได้กลับมาอยู่ด้วยกัน ดิฉันก็พยายามชดเชยให้ลูกในทุก ๆ อย่าง โดยเฉพาะแคนดี้ เขาเป็นคนที่คิดมากมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วอย่างเวลาไปบ้านเพื่อน เห็นเพื่อนนอนหนุนตักคุยกับแม่ เขาก็จะคิดขึ้นมาว่า น่าจะเป็นเรานะที่ได้นอนหนุนตักแม่ดิฉันเลยตั้งใจมากว่าตัวเองจะต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ให้ลูกให้ได้ พยายามเข้าใจลูกเสมอรวมทั้งไม่มีแฟน อยู่คนเดียวมาตลอดลูกจะได้เข้ามาหาแม่ กอดฟัดแม่ได้อย่างสนิทใจ และก็เป็นสิ่งที่ทำมาจนทุกวันนี้   คุณโทนี่ล่ะครับ การได้กลับมาใช้ชีวิตกับคุณแม่ถือเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากไหม รู้สึกว่าตัวเองมีกำแพงอยู่บ้างนะครับเหมือนเป็นความฝังใจมาตั้งแต่เด็กว่าแม่ทิ้งพ่อไป ผมว่าเรื่องแบบนี้ต้องใช้ระยะเวลาคงไม่สามารถมีเรื่องอะไรมากระทบเราแล้ว ทำให้ความรู้สึกพลิกได้แบบปุ๊บปั๊บ แต่โชคดีอย่างหนึ่งว่า โดยส่วนตัวแม่เขาเป็นคนที่ดีมากและพร้อมที่จะให้ตลอดเวลา ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นเมื่อได้อยู่ใกล้ ๆ และความรู้สึกผูกพันก็ค่อย ๆ พัฒนามาเรื่อย ๆ จากที่มีกำแพงก็ค่อย ๆ หายไปเองโดยไม่รู้ตัวเราก็รู้สึกดีใจและมีความสุขที่ได้อยู่กับแม่ ดิฉันเองโชคดีค่ะที่ลูก ๆ ทั้งสามคนรักและดูแลกันดี แม้จะมีปัญหาบ้าง แต่ดิฉันก็พยายามเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่น แต่พี่น้องเขาก็ไม่ค่อยจะเปิดทั้งหมดหรอกว่ามีปัญหาอะไรบ้างเราก็เลยได้รู้แต่เรื่องดี ๆ   แล้วอย่างปัญหาเรื่องการเรียนของโทนี่ล่ะครับ พวกเขาก็พยายามปิดกัน บอกว่าสบายดีทุกคน เราก็เลยไม่รู้ จนแคนดี้บอกมาว่า “แม่ โทนี่ไม่ตั้งใจเรียนนะ” ความ ที่เขากลัวแม่จะเสียใจ แต่ตอนหลังเขาก็ปิดแม่ไม่ได้แล้ว เพราะหลัง ๆ แม่เริ่มนับเดือนนับวันคอยโทนี่เรียนจบ จะได้กลับมาอยู่ด้วยกัน แคนดี้ก็เลยบอกว่า “โทนี่คงไม่จบนะ” ดิฉันเลยโทร.ไปคุย เขาก็สารภาพผิดบอกว่าต่อไปจะตั้งใจเรียน ไม่ทำให้แม่เสียใจอีกแล้ว จากนั้นมาเขาก็ตั้งใจและพิสูจน์ตัวเองจากคำพูดนั้นจนมีวันนี้ค่ะ(ยิ้มภูมิใจ)   คุณบานเย็นมีโครงการให้ลูกชายคนนี้บวชเรียนบ้างไหมครับ ดิฉันเพิ่งพูดกับเขาเมื่อเร็ว ๆ นี้เองค่ะโทนี่เขาชอบไปนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าเป็นสิบวัน แล้วพอกลับมาเจอกันปุ๊บ เขาก็มาพูดเรื่องธรรมะให้แม่ฟัง จนดิฉันบอกเขาว่าถ้าโทนี่ชอบเรื่องพวกนี้ก็บวชให้แม่ได้แล้วสิเขาบอกว่า “ถ้าไม่ติดละคร ไม่ติดเรื่องทรงผมเนี่ย โทนี่บวชให้แม่ได้เลยนะ กลัวแต่ว่าบวชแล้วจะไม่สึกน่ะสิ” ดิฉันก็เลยบอกว่า ไม่ได้ ๆต้องสึกมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ก่อน (หัวเราะ) ทุกอย่างเป็นไปได้ครับ แต่ส่วนตัวผมก็ไม่ได้ซีเรียสว่าชีวิตจะบวชหรือไม่บวช เพราะธรรมะของผมนั้นหมายถึงธรรมชาติจิตใจของเราก็เป็นธรรมชาติ แค่เราฝึกปรับสมดุลให้ใจ และฝึกให้ตัวเราอยู่กับธรรมชาติได้อย่างสมดุล นั่นก็ถือเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่งแล้ว ดังนั้นเรื่องของธรรมะหรือศาสนาจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผมมองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งแม่อยากให้บวช ผมก็บวชได้ ไม่มีปัญหาเลยครับ   คุณโทนี่เริ่มสนใจปฏิบัติธรรมตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ ผมเริ่มปฏิบัติธรรมตั้งแต่ปี 2551 ครับตอนแรกได้รับคำแนะนำจากรุ่นน้องคนหนึ่งเขาเป็นเด็กเฟี้ยวเหมือนผมนี่แหละ แต่พอเขากลับประเทศไทยได้ปีนึง แล้วกลับมาเมลเบิร์น เขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ถามดูปรากฏว่า เขาไปเป็นทหาร แล้วไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่สำนักท่านอาจารย์โกเอ็นก้ามา เขาบอกผมว่า “นั่งสมาธิน่ะมันดีนะ ต้องลองเอง” พอผมกลับมาไทยยังไม่มีอะไรทำเลยลองไปดูบ้าง 4 วันแรกที่ไม่ได้คุยกับใครทรมานมากเลยแต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ทำไมถึงอดทนจนผ่านมาได้ล่ะครับ เพราะว่าในความทรมานนั้นมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่เยอะมาก จนผมรู้สึกว่า ทำไมถึงไม่มีใครเอาความรู้แบบนี้มาสอนในชั้นเรียนเช่น ให้เราทำจิตให้นิ่ง ๆ อยู่เฉย ๆ กับลมหายใจ ซึ่งพอได้ทำแล้วก็รู้สึกว่าช่างเป็นอะไรที่แปลกและมหัศจรรย์มาก และสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตได้จริง ๆ เพราะการที่ทำให้จิตเราอยู่นิ่งได้นั้น ก็คือการฝึกฝนให้เรามีสติอยู่กับปัจจุบัน ที่ผ่านมาเราอาจจะเคยได้ยินมาว่า เราต้องอยู่กับปัจจุบันนะอย่าฟุ้งซ่านนะ แต่ไม่เคยรู้วิธีที่ทำให้ไปถึงจุดนั้นเลย หลังจากไปครั้งแรกที่ปราจีนบุรีผมก็ไปอีกครั้งที่พิษณุโลก   สิ่งที่คุณได้จากการปฏิบัติธรรมคืออะไรครับ […]

ความสำเร็จ ที่ไม่ได้มาจากโชคชะตา แต่มาจากความ “มีอันจะทำ” ของคุณฉัตรแก้ว คชเสนีย์

ความสำเร็จ ที่ไม่ได้มาจากโชคชะตา แต่มาจากความ “มีอันจะทำ” ของคุณฉัตรแก้ว คชเสนีย์ “นักธุรกิจสตรีดีเด่นประจำภาคใต้” เธอได้รับการยกย่องเช่นนั้น… เธอเป็นใคร มาจากไหน มีความเป็นมาก่อนที่จะมาเป็น “สตรีดีเด่น”อย่างไร เราไม่สามารถหาข้อมูลได้ สิ่งที่ทราบมีเพียง ชื่อ - สกุล  “ฉัตรแก้ว  คชเสนีย์”  ตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการบริษัทฉัตรทอง  พร็อพเพอร์ตี้  บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้คนในภาคใต้ต่างรู้จักเท่านั้น …ทันทีที่คุณฉัตรแก้วเดินเข้ามา เราก็เริ่มต้นสัมภาษณ์ในบรรยากาศที่เป็นกันเองเธอหัวเราะเมื่อเราบอกว่า ประวัติเธอช่างลึกลับ  ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง… “บ้านเรามีพี่น้อง 7 คน พี่เป็นคนที่ 2 เป็นลูกสาวคนโต แม่เป็นแม่ค้าขายของในตลาด ทำงานเช้าถึงค่ำทุกวัน พ่อก็ค้าขายตามแต่โอกาส พอถึงหน้าเงาะ ก็รับเงาะมาขาย ถึงหน้าไก่ ก็ซื้อไก่ “พ่อเป็นคนมุ่งมั่น แต่ด้วยความที่โชคไม่ค่อยดี หรือคงเพราะไม่มีความรู้ ทำให้ทำอะไรไม่ค่อยประสบความ สำเร็จ  แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังเห็นพ่อทำงานหนัก ล้มลุกคลุกคลานอยู่จนเราโต พ่อบอกเสมอว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตาม  เราต้องไม่โกงใคร” เมื่อนึกถึงพ่อคราใด ภาพที่พวกเราจดจำได้ไม่ลืมคือ ไม่ว่าจะล้มกี่ครั้ง พ่อจะลุกขึ้นมาใหม่ได้เสมอ แม้จะไม่ร่ำรวยเงิน แต่ครอบครัวนี้กลับร่ำรวยความรัก ทุกเช้าแม่ของคุณฉัตรแก้วจะไปขายของที่ตลาดแต่เช้ามืดส่วนพ่อก็ขี่จักรยานไปส่งเด็ก ๆ ที่โรงเรียนพอถึงเวลาเที่ยง คุณย่าก็จะไปส่งกับข้าวเด็ก ๆ จะมานั่งรวมตัวกันเพื่อทานอาหารคุณย่าก็จะใช้ช่วงเวลานั้นสอนเด็ก ๆ “ตอน ป. 1 เคยสอบตก ได้ที่สุดท้ายของห้อง เพราะเรามักจะไปช่วยแม่ค้าขายมากกว่า พ่อเลยบอกว่า ถ้าสอบตกจะไม่ให้เรียน พอปลายเทอมเลยตั้งใจเรียนจนสอบได้ที่ 9 ของห้อง” ทุกวันเสาร์ - อาทิตย์  คุณฉัตรแก้วจะทำหน้าที่พาน้อง ๆ หิ้วปิ่นโตออกไปทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเก็บสตางค์ไว้ใช้เป็นค่าขนมบางคนไปรับจ้างปอกหัวหอม บ้างไปหั่นกุ้งปอกกระเทียม หรือห่อลูกอม เมื่อโตขึ้น  จากที่เคยเป็นลูกจ้างคุณฉัตรแก้วเริ่มรับของมาขาย ขนมบ้างข้าวต้มมัดบ้าง โตขึ้นมาอีกหน่อยก็ขายฉลากจับเบอร์  โตขึ้นอีกนิดจึงขอให้ที่บ้านทำเพิงเพื่อทำลอดช่องขาย “ราว ๆ ม. 3 ที่บ้านเริ่มวิกฤติจากการที่พ่อส่งข้าวสารไปขายมาเลย์ แม่ก็เลยต้องตระเวนซื้อข้าวสารในหาดใหญ่ โดยขอเชื่อเขาไว้ก่อน สุดท้ายเรือล่ม ข้าวสารจมลงทะเลหมด พ่อกับแม่ต้องกลายเป็นหนี้พอไม่มีเงินจ่ายหนี้ก็เลยต้องหนีไป” ราวกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด  เมื่อหัวหน้าครอบครัวทั้งสองคนต้องระหกระเหินออกจากบ้าน ลูก ๆ จึงต้องช่วยกันทำงานหาเงินตัวเป็นเกลียว  ในช่วงเวลานั้นเองแม่ก็ส่งข่าวมาบอกว่าเป็นมะเร็ง… “ช่วงนั้นปิดเทอม เราเริ่มไม่อยากเรียนแล้ว เพราะแม่เป็นมะเร็ง ทำให้ไม่มีเงินเรียน และเราต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวแถมตอนนั้นย่าก็เป็นอัมพาตพอดี…หลังเลิกเรียนต้องรีบไปหาย่าที่โรงพยาบาลประสาทที่อยู่อีกจังหวัดหนึ่ง เพื่อทำกายภาพบำบัดเสร็จแล้วก็อ่านหนังสือ นอน ตอนเช้าต้องตื่นมาช่วยเช็ดตัว ทำกายภาพบำบัดให้ย่า แล้วรีบไปขึ้นรถเที่ยวแรกให้ทันเข้าโรงเรียน” ชีวิตของเธอวนเวียนอยู่อย่างนี้กว่า 3 - 4 เดือน ก่อนที่ผู้เป็นย่าจะได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ ความทุกข์และความลำบากที่โหมกระหน่ำเข้ามาทำให้เธอเกือบท้อแท้ ทว่าคำพูดของน้าสาวที่ว่า “คนเราอย่าอยู่ให้เขาสงสาร ทำอย่างไรก็ได้ให้คนอื่นเขาอิจฉา”ทำให้คุณฉัตรแก้วตัดสินใจปาดน้ำตาแล้วกัดฟันสู้ต่อ จนสามารถสอบเข้าเรียนเคมีที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ “ตอนที่เรียนอยู่ ไปฝึกงานที่กรมวิชาการเกษตร ด้วยความที่ขยัน เวลารุ่นพี่ใช้อะไรเราก็ทำ พอเราจบปุ๊บ เขาก็เลยชวนไปสมัครงานในกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นลูกจ้างชั่วคราว  แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากเลยออกมาทำโรงงานปลากระป๋อง ‘โชติวัฒน์’ที่เพิ่งเปิด ตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายผลิต ตอนอายุ 24 ปี “โรงงานเปิดเจ็ดแปดโมง แต่ไม่ว่าจะเลิกกี่โมงก็ตาม เราต้องเดินออกมาจากโรงงานเป็นคนสุดท้าย งานทุกอย่างเราจะเข้าไปฝึกหัด เข้าไปคลุกคลีกับคนงานตลอดเลยทำได้หมดทุกอย่าง ‘ทุกอย่าง’ ที่ว่านี้หมายถึงสากกะเบือยันเรือรบ ตั้งแต่ตรวจเอกสารยันติดฉลากปลากระป๋อง” ด้วยความที่จบเคมี ไม่ใช่ฟู้ดไซน์ (สายอาหาร) โดยตรง คุณฉัตรแก้วจึงต้องอาศัยความพยายามมากกว่าคนอื่น ตั้งแต่ไปขอคำแนะนำจากอาจารย์มหาวิทยาลัย ขอความรู้จากเพื่อน ไปฝึกงานที่โรงงานอื่น หรือแม้แต่ไปค้นหาหนังสือจากกระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ แล้วถ่ายเอกสารมาอ่านด้วยตัวเอง “ตอนที่ทำงานอยู่ บางทีก็มีลูกน้องที่กร่าง ๆ แต่เก่ง เป็นพวกหัวกะทิ จะมารังแกเราก็มี  แต่พ่อเคยสอนตั้งแต่เล็ก ๆ ว่าเราต้องสู้ จะกลัวไม่ได้ พ่อบอกว่า คนเราต้องมีทั้ง ‘พระเดชและพระคุณ’ พระเดชคือการใช้อำนาจอย่างเหมาะสม และพระคุณคือเอื้อเฟื้อ มีน้ำใจกับเขา เพราะฉะนั้นใครที่ดี เราเลี้ยงดีมาก แต่ใครที่ไม่ดีเราต้องกล้าเชือดเลย” จากนั้นไม่นาน คุณฉัตรแก้วก็แต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกับสามีอย่างมีความสุข ทว่า…หลังจากมีลูกคนที่ 3 สามีก็เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ “ตอนนั้นพี่ชายบอกว่า ถ้าเรายังเป็นลูกจ้างคงไปไม่ถึงไหน เลยตัดสินใจลาออกมาทำปั๊มน้ำมัน ก่อนจะทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตั้งบริษัทฉัตรทอง พร็อพเพอร์ตี้ขึ้นมา” ทว่า…ปี 2540 วิกฤติต้มยำกุ้งส่งผลกระทบต่อธุรกิจทุกภาครวมถึงธุรกิจของคุณฉัตรแก้วที่ทำเอาเธอแทบล้มทั้งยืน “ด้วยความที่เราไม่เชี่ยวชาญในการทำธุรกิจ เลยปล่อยหนี้ ปล่อยเครดิต พอปี  40 ธุรกิจอสังหาฯล้ม  เราก็เลยสะเทือนตอนนั้นออฟฟิศยังเป็นห้องแถว เช้า ๆ พอส่งลูกไปโรงเรียนเสร็จก็กลับมานั่งกลุ้มแต่ไม่เคยคิดฆ่าตัวตาย เพราะแม่บอกว่าให้ดูคนอื่น ๆ ที่เขามีหนี้เป็นพันเป็นหมื่นล้าน เรามีหนี้แค่ร้อยล้านเอง “ตอนแรกคิดจะปิดกิจการ เพราะตอนนั้นหากเขายึดบริษัท ยึดทรัพย์ไปก็ยังพอใช้หนี้ได้ แต่เราคำนึงถึงลูกน้องที่เขาร่วมเดินทางเติบโตมาพร้อมกับเรา เลยบอกตัวเองว่าล้มไม่ได้” สุดท้ายคุณฉัตรแก้วก็เลือกที่จะประคองบริษัทต่อไป  แม้ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม “หลังจากนั้น 2 - 3 ปี น้องชายแนะนำให้ไปเรียน Effective Personal Productivity Program กับอาจารย์จุมพจน์  เชื้อสายซึ่งทำให้เราเปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนพฤติกรรมทุกอย่าง และตั้งเป้าหมายชีวิตได้ชัดเจนกว่าเดิม ตอนนั้นบอกตัวเองเลยว่า ‘เราเคยจนเคยลำบากมาแล้ว เราจะไม่ยอมกลับไปลำบากอีกแล้ว’” และเป้าหมายนั้นเองส่งผลให้คุณฉัตรแก้วกู้ธุรกิจตัวเองกลับคืนมาได้ ปัจจุบันคุณฉัตรแก้วขึ้นแท่นเป็นผู้บริหารกรรมการผู้จัดการและมีหุ้นอยู่ในกลุ่มบริษัทเครือฉัตรทอง ซึ่งมีทั้งกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง และกลุ่มการเกษตร อาทิ บริษัทพีแอนด์ซีปิโตรเลียม บริษัทสตูล อความารีน คัลเจอร์จำกัด และอื่น ๆ อีกกว่า 9 บริษัท…และเป็นนักธุรกิจสตรีดีเด่นประจำภาคใต้ “ทุกวันนี้ถือว่าประสบความ สำเร็จ แล้วเพราะว่าเรามาจากดิน คือมาจากระดับล่างคนทั่วไปอาจจะพูดว่าเรามีอันจะกิน แต่จริง ๆ แล้วเราเป็นคน ‘มีอันจะทำ’ มากกว่า คืออยากจะทำอะไรก็ได้ทำ ได้ผู้ใหญ่สนับสนุนอยากทำกิจกรรม ช่วยงานตรงไหนก็มีคนให้เราไปช่วย  แค่นี้ก็พอใจแล้ว” เพราะความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งในการ “มีอันจะทำ”  นั้นเอง ส่งผลให้เธอประสบความสำเร็จอย่างเช่นทุกวันนี้…   เรื่อง ณัฐนภ  ตระกลธนภาส ภาพ วรวุฒิ  วิชาธร บทความน่าสนใจ อรรณพ จิรกิติ เจ้าของสีลมคอมเพล็กซ์ นักธุรกิจผู้คืนกำไรสู่สังคม 3 นักธุรกิจใจดีมีแต่ให้ อาจารย์หมอประทีป ไวคำนวณ […]

ดร.บุญยง ว่องวานิช ผู้เป็นดั่งอริยทรัพย์ในพุทธศาสนา

ดร. บุญยง ว่องวานิช ผู้เป็นดั่ง อริยทรัพย์ ในพุทธศาสนา “ในความรู้สึกของข้าพเจ้าคุณ บุญยง ว่องวานิช เป็นบุคคลของพระธรรม โดยพระธรรม เพื่อพระธรรม เป็นเสมือนผู้มีพุทธศาสนาเป็นตัวเอง…เป็นผู้มีทรัพย์เป็นทรัพย์สมบัติ ( อริยทรัพย์ )ของพระศาสนา” - ท่านพุทธทาสภิกขุ “คุณบุญยง ว่องวานิช เป็นปูชนียบุคคลอันสำคัญของประเทศชาติ เป็นผู้มีกุศลจิตและมีปณิธานอันมั่นคงต่อการอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาทั้งในและต่างประเทศ เป็นผู้เสียสละประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวมด้านการสงเคราะห์อนุเคราะห์…สมควรยกย่อง” - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม “คำว่า ‘เศรษฐี’ ที่เขาใช้เรียกขานคนมั่งมีทั่วไปนั้น มิใช่คำที่ควรใช้กับคนมั่งมีทั่วไป เพราะคนมั่งมีไม่ควรเรียกขานว่าเป็นเศรษฐี แต่คุณบุญยงว่องวานิช มีองค์คุณที่ควรร้องเรียกว่า‘เศรษฐี’ ได้เต็มที่ เพราะเป็นคนมีน้ำใจงาม มีเงินและใช้เงินให้เป็นประโยชน์แก่สังคม…เป็นคนที่ทำความดีตลอดมา…สนับสนุนบุคคล องค์กรให้ทำดีทุกวิถีทาง เป็นบุคคลตัวอย่างในการดำรงตนในพุทธธรรม จึงควรได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีปัญญาอย่างแท้จริง” - หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ จะมีคนสักกี่คน ที่พระสุปฏิปันโนพากันกล่าวขานถึงความดีงามเช่นนี้อีกทั้งจะมีสักกี่คนที่ได้รับการยอมรับในความสามารถ และได้รับการยกย่องสรรเสริญจากบุคคลทั่วไปให้เป็น“แบบอย่างของนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม” ดร.บุญยง ว่องวานิช คือเจ้าของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และน่าภาคภูมิใจนี้ท่านเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีมูลค่ารวมกว่าห้าพันล้านบาท โดยหนึ่งในนั้นคือผลิตภัณฑ์ตรางูที่คนไทยทั้งประเทศรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ท่านยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และอีกหลายองค์กรการกุศลที่มุ่งก่อประโยชน์ต่อสังคมโดยไม่มีผลประโยชน์เคลือบแฝง ดร.บุญยง ว่องวานิช เกิดเมื่อปีพ.ศ. 2468 เป็นบุตรคนที่สองของ หมอล้วนและ นางเพิ่มพูล ว่องวานิช ก่อนตั้งครรภ์มารดาของท่านฝันว่า มีคนแต่งกายคล้ายเซียนเดินมาหา มือข้างหนึ่งถือเจดีย์  อีกข้างจูงเด็กมามอบให้ ไม่นานท่านก็ตั้งท้องบุตรชายคนที่สอง เด็กชายบุญยงเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก ซึ่งเป็นโรงเรียนเดียวกับที่หมอล้วนผู้เป็นบิดาเคยร่ำเรียนมา เขาให้ความเคารพรักและยำเกรงบิดามารดามาก ดร.บุญยงได้เห็นตัวอย่างความขยันขันแข็งของพ่อที่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจนเป็นเจ้าของห้างขายยาอังกฤษ (ตรางู) ด้วยตัวเองตั้งแต่ยังหนุ่ม นอกจากหมอล้วนผู้เป็นบิดาจะเป็นต้นแบบทางธุรกิจให้แก่ลูก ๆ แล้ว ทั้งท่านและภรรยาก็ยังเป็นเบ้าหลอมคุณธรรมให้ลูก ๆ ผ่านการพร่ำสอนและทำตนเป็นแบบอย่างอีกด้วย โดยสิ่งที่ลูก ๆ ได้รับการสั่งสอนอยู่เสมอคือ การรู้จักเป็นผู้ให้และการตอบแทนคืนสู่สังคมด้วยการนำกำไรจากธุรกิจมาสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ตกทุกข์ได้ยาก ดร.บุญยงกล่าวว่า “คุณป๋าเป็นบูรพาจารย์ของลูก คุณป๋าได้สอนลูกในวิชาร้อยแปดพันประการ นับตั้งแต่การค้าขาย การต่อยมวย มาจนกระทั่งการวางตัวในสังคม…ลูก ๆ ยังจำได้ว่าตอนหนึ่งคุณป๋าสอนไว้ว่า อย่าได้เอาเปรียบคนอื่น เพราะคนที่เสียเปรียบเขาจะเกลียดเรา ถ้าเรายอมเสียเปรียบบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ คนที่ได้เปรียบเขาจะรักเรา วันหลังเขาจะช่วยเราเองโดยไม่ต้องขอร้อง…” มรดกแห่งความดีงาม ปี พ.ศ. 2482 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2ดร.บุญยงและครอบครัวต้องลี้ภัยทางการเมืองไปพำนักที่เกาะฮ่องกง ระหว่างนั้นท่านศึกษาต่อที่วิทยาลัยเซนต์สตีเว่น ซึ่งต่อมาที่นี่ถูกกองกำลังทหารญี่ปุ่นเข้ายึดพร้อมเกิดเหตุการณ์จราจลอย่างรุนแรงดร.บุญยงและเพื่อนนักศึกษาชาวไทยกว่าสามสิบชีวิตถูกกักขังไว้ภายในวิทยาลัย ครั้นเมื่อถูกปล่อยตัว หมอล้วนก็ให้ความเมตตาส่งตัวนักศึกษาทั้งสามสิบคนกลับประเทศไทยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทั้งที่ขณะนั้นเป็นสภาวการณ์ที่ยากลำบาก เสี่ยงต่อการที่เรือโดยสารจะถูกโจมตี และอาจมีอันตรายถึงชีวิต แต่หมอล้วนก็ยังช่วยด้วยความเต็มใจเหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ ดร.บุญยงได้รับจากบิดา หลังกลับถึงเมืองไทยได้ไม่นาน ดร.บุญยงก็มุ่งมานะฟื้นฟูกิจการของครอบครัวจึงไม่ได้เรียนต่อเช่นเดียวกับเพื่อนคนอื่น ๆความตั้งใจอย่างหนักบวกกับการเดินทางที่แสนทรหดทำให้ท่านป่วยเป็นโรคปอดจนร่างกายซูบผอม การแพทย์ไทยในขณะนั้นไม่สามารถรักษาอาการของท่านให้ทุเลาลงได้ดร.บุญยงจึงถูกส่งไปรักษาตัวที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นานกว่าหนึ่งปี และได้รับการผ่าตัดใหญ่ถึงสองครั้งเพื่อดูดน้ำที่ค้างอยู่ในช่องปอดออกมา ตลอดระยะเวลาการรักษาที่แสนทรมานนั้น ท่านไม่เคยย่อท้อหรือหมดหวังเลย แต่กลับคิดวางแผนการณ์ในอนาคตเสมอ ด้วยพลังของความตั้งใจจริงและความอดทน อาการของท่านจึงดีขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นปกติ จากนั้น ดร.บุญยงได้ขออนุญาตพ่อและแม่ทำตามแผนที่วางไว้ ด้วยการไปศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาตรีทางด้านเคมี จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ภรรยาผู้ชี้ทางธรรม ด้วยนิสัยขยันขันแข็งในการทำงานทำให้ ดร.บุญยงไม่ค่อยได้พบปะหญิงสาวคนใด กระทั่งบุญชักนำให้ท่านได้พบกับสาวิกา ออสกุล ดอกรักจึงผลิบานเป็นครั้งแรก หลังเดินทางขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของฝ่ายหญิงเป็นเวลานานพอสมควร ทั้งคู่จึงแต่งงานกัน ซึ่งท่านก็ได้ทำหน้าที่ของสามีที่ดี ให้ความรักและดูแลภรรยาไม่เคยขาดตกบกพร่อง อีกทั้งยังชักชวนกันเข้าวัดทำบุญทำทานเสมอ ภรรยาของท่านได้ให้กำเนิดลูกชายและลูกสาวรวมทั้งสิ้นสี่คน คือ อัญญา, อนุรุธ,ล้วนชาย และ เพิ่มหญิง ลูก ๆ ทุกคนจบการศึกษาจากต่างประเทศ โดย ดร.บุญยงได้ขอร้องให้ภรรยาไปอยู่ดูแลไม่ห่าง เพราะอยากให้ลูกเติบโตขึ้นมาอย่างอบอุ่น มีกิริยามารยาทดีงาม ระหว่างนั้นท่านก็เทียวไปหาอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งครบรอบปีที่ยี่สิบห้าของชีวิตคู่ ภรรยาของท่านก็ล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งช่องท้อง และจากไปในเวลาเพียงเจ็ดเดือน สร้างความทุกข์ระทมให้ดร.บุญยงเป็นอย่างมาก ซึ่งท่านได้ระบายความในใจผ่านหนังสือที่ระลึกงานศพว่า “…ผมเคยคิดเสมอว่า พ่อบ้านเป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่สุดในบ้าน เพราะพ่อบ้านเป็นทั้งผู้นำและเป็นผู้หารายได้มาเลี้ยงครอบครัว แต่บัดนี้ผมรู้สึกตัวว่าผมคิดผิดไปเสียแล้ว บุคคลที่สำคัญที่สุดในครอบครัวคือ ‘แม่บ้านที่ดี’ ต่างหากเพราะแม่บ้านที่ดีเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างในบ้าน เป็นศูนย์กลางของความรักของสามี ของบุตรธิดา และของบุคคลที่อาศัยอยู่ในบ้าน แม้แต่สัตว์เลี้ยงในบ้าน” ความเสียใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ในครั้งนี้เองที่ส่งผลให้ ดร.บุญยงได้พบกับคุณแม่สิริ กรินชัย และได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนคลายความทุกข์ลงไปได้ ธุรกิจควบคู่คุณธรรม ดร.บุญยงได้ชื่อว่าเป็นนักธุรกิจที่ซื่อสัตย์ ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค รวมถึงยังไม่เอาเปรียบคู่แข่งขันด้วย ครั้งหนึ่งเมื่อท่านทราบว่าเกษตรกรมีปัญหาหนี้สินรุงรังจึงได้ชักชวนเพื่อนก่อตั้งบริษัทอาหารสากลจำกัด เพื่อช่วยเกษตรกร ทั้งที่ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านอาหารเลย แต่ด้วยความมุ่งมั่นท่านจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และไม่เป็นหนี้ จนเกิดธุรกิจผลไม้กระป๋องยี่ห้อ UFC ซึ่งเป็นเจ้าแรก ๆ ของประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม-ราชินีนาถ ได้เคยเสด็จฯขึ้นมาดูงานเป็นการส่วนพระองค์ เพราะทรงเห็นว่าเป็นกิจการที่ช่วยยกระดับเกษตรกรให้อยู่ดีกินดีขึ้นได้ “คนส่วนมากเข้าใจว่า ธรรมะกับธุรกิจไปด้วยกันไม่ได้ ธุรกิจต้องฉวยโอกาสต้องเฉือนกันให้ถึงที่สุด ให้ได้กำไรมาก ๆแต่ในด้านธรรมะนั้นมีแต่ความเมตตาไม่ทำให้ใครเดือดร้อน…ผมเป็นนักธุรกิจที่ได้ศึกษาธรรมะมาบ้างตามสมควร ผมคิดเอาเองว่า เป็นหน้าที่ของผมที่จะมาบอกมาทำความเข้าใจว่า ธุรกิจนั้นขาดธรรมะไม่ได้” นี่คือปณิธานอันแน่วแน่ที่นักธุรกิจสมัยนั้นน้อยคนนักจะกล้าทำตาม แต่ดูเหมือนยิ่งให้ก็ยิ่งได้รับ เพราะทุกธุรกิจของดร.บุญยงประสบความสำเร็จอย่างงดงามโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์แป้งเย็นตรางูที่ยอดขายทะลุเป้าทุกปี จนได้ชื่อว่า “เจ้าพ่อแป้งเย็น” อีกสิ่งที่การันตีความสำเร็จทางธุรกิจได้เป็นอย่างดีคือ ความสุขในการทำงานของพนักงานในบริษัท เพราะท่านไม่เพียงมอบงานหรือรายได้ให้เท่านั้น แต่ยังมุ่งพัฒนาจิตใจให้พนักงานด้วย โดย ดร.บุญยงกล่าวว่า “การอบรมทางใจนั้น เราเห็นว่าไม่มีทางอื่น นอกจากนำเอาพระพุทธศาสนาเข้ามาอบรมให้เขาเข้าใจว่า คนเราเกิดมาไม่เหมือนกันเพราะอดีตกรรม กรรมดีส่งผลให้คนเกิดมาดี กรรมชั่วส่งผลให้คนเกิดมาไม่ดี ฉะนั้นปัจจุบันจะต้องทำแต่กรรมดี ๆให้งดเว้นการทำชั่ว…ถ้าบริษัทเรามีพนักงานที่ดีทั้งทางกายและใจแล้ว การปกครองก็จะง่าย กิจการก็จะเจริญรุ่งเรือง เพราะเรามีพนักงานที่มีคุณสมบัติพร้อมที่จะทำงานให้เจริญก้าวหน้าได้ นี่เป็นปรัชญาในการทำงานของเรา” นอกเหนือจากการพัฒนาคุณภาพจิตใจแล้ว ดร.บุญยงยังแบ่งปันที่ดินส่วนตัวเพื่อสร้างบ้านให้พนักงานผ่อนส่ง เพื่อพวกเขาจะได้มีบ้านเป็นของตัวเอง ในขณะที่นักธุรกิจทั่วไปมักใช้ที่ดินสร้างบ้านจัดสรรขายในราคาสูงเพื่อเก็งกำไรเข้ากระเป๋าตัวเอง การเป็นผู้ให้ด้วยความจริงใจนี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้พนักงานทุกคนรักและเคารพ ดร.บุญยง จนส่วนใหญ่ขออยู่ทำงานให้บริษัททั้งที่อายุเลยวัยเกษียณแล้ว และหลายคนก็มีอายุงานยาวนานกว่า 40 ปี กำเนิดยุวพุทธิกสมาคมฯ ปี พ.ศ. 2491 ดร.บุญยงและเพื่อนอีกสองคนคือ คุณสุพจน์ แสงสมบูรณ์และ คุณเสถียร โพธินันทะ มองเห็นปัญหาเดียวกันว่า ผู้คนในสมัยนั้นเริ่มห่างไกลพระพุทธศาสนา จึงชวนกันก่อตั้งชมรมศึกษาธรรมะของคนรุ่นใหม่ หรือ Y.B.A (Young Buddhist Association) ขึ้น ซึ่งในขณะนั้นทั้งสามท่านมีอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น จึงทำให้ Y.B.A กลายเป็นที่จับตามองของคนรุ่นใหม่หัวใจใฝ่พระธรรมจนมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นานองค์กรนี้ก็เปลี่ยนชื่อเป็น ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย มีความหมายว่า ผู้เยาว์ที่นับถือในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯรับยุวพุทธิกสมาคมฯ เข้าไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์จึงได้ชื่อว่า ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับแต่นั้นเป็นต้นมา โดยจุดประสงค์หลักคือ การจัดกิจกรรมเพื่อโน้มน้าวให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในพระพุทธ-ศาสนา ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน โครงการธรรมยาตราโครงการธรรมทายาท เป็นต้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2523 สมเด็จพระ-นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล็งเห็นว่า ยุวพุทธิกสมาคมฯ เป็นองค์กรทางธรรมที่เป็นสาธารณประโยชน์อย่างแท้จริง จึงพระราชทานที่จำนวน 5 ไร่บริเวณซอยเพชรเกษม 54 ให้เป็นที่ตั้งของสมาคมจวบจนทุกวันนี้ ที่นี่นับเป็นสถานปฏิบัติธรรม ที่มีพระภิกษุและนักปราชญ์ ผู้มีความรู้ทางธรรมแวะเวียนมาชี้ทางสว่างเป็นประจำแทบทุกวัน ทั้งการสวดมนต์ ฟังธรรมบรรยายและสถานที่แห่งนี้ยังโดดเด่นในเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน โดยมีคุณแม่สิริกรินชัย เป็นแม่ทัพธรรม ปัจจุบันยุวพุทธิกสมาคมฯขยายออกเป็น 5 ศูนย์ คือ สำนักงานใหญ่ ซอยเพชรเกษม 54, ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธฯเฉลิมพระเกียรติ, ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธฯสวนประไพธรรม, ศูนย์วิปัสสนาเกษมธรรมทัต และศูนย์วิปัสสนายุวพุทธฯเกียรติภักดีกุล มีคุณอนุรุธ ว่องวานิชลูกชายคนโตของ ดร.บุญยงเป็นผู้สืบทอดมรดกทางธรรม และเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างศูนย์ย่อยร่วมกับผู้มีจิตกุศลจากทั่วทั้งประเทศ ดวงจิตมุ่งสู่นิพพาน ครั้นเมื่อถึงวัย 72 ปี ดร.บุญยงได้ตั้งปณิธานที่จะออกบวชตลอดชีวิต ท่านยกธุรกิจทั้งหมดให้ลูก ๆ รวมทั้งฝากฝังงานสาธารณประโยชน์นานัปการไว้ด้วย ซึ่งการบวชครั้งนี้ก่อให้เกิดคำถามจากผู้ที่ไม่เข้าใจว่า เหตุใด ดร.บุญยงซึ่งมีทรัพย์สมบัติหลายพันล้านจึงคิดบวชตลอดชีวิต ดร.บุญยงหรือ พระอมตธัมเมสโก ในเวลานั้นกล่าวว่า “ข้าพเจ้าตัดสินใจเปลี่ยนทรัพย์สินที่เก็บสะสมมาเพื่อใช้ในบั้นปลายของชีวิตให้เป็นอริยทรัพย์ ซึ่งสามารถจะนำติดตามตัวไปได้ทุกชาติทุกภพ…เพื่อนฝูงว่าอาตมาบ้า…มีเงินทองมากมาย ถ้าจะหาเวลาพักผ่อนควรไปเที่ยวรอบโลกจะดีกว่า…การเที่ยวรอบโลกนั้น สมัยเมื่อเป็นฆราวาส อาตมาไปมาแล้วหลายรอบ…เหนื่อยมาก เพราะต้องแข่งกับเวลา คิดว่าบวชจะดีกว่า…” แต่แล้วหลังจากบวชได้เพียงปีเศษท่านก็เริ่มควบคุมการเดินไม่ได้ แพทย์วินิจฉัยว่าท่านเป็นโรคทางสมอง ต้องรีบเข้ารับการผ่าตัดด่วน ทางครอบครัวจึงขอร้องให้ท่านสึกเพื่อรักษาตัว ดร.บุญยงป่วยหนักเป็นระยะเวลายาวนานร่วมสิบปี จากเดิมที่เคยกระฉับกระเฉงก็กลายเป็นเคลื่อนไหวร่างกายแทบไม่ได้ พูดไม่ได้ และแทบจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย หลายคนอาจสงสัยว่า เพราะเหตุใดผู้ที่มีจิตใจดี ทำแต่บุญกุศลจึงต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้ในบั้นปลายชีวิต พระชาญชัย อธิปัญโญ อดีตผู้อำนวยการยุวพุทธิกสมาคมฯ ได้อธิบายว่า “ความเจ็บป่วยแบบนี้พระอรหันต์ยังหนีไม่พ้นเลยนะภัยของวัฏสงสาร สังขารของเรานี้เป็นที่รวมของกองทุกข์ ผู้ที่จะผ่านบททดสอบทุกข์ไปได้ก็ล้วนต้องผ่านทุกขเวทนาจากความเจ็บป่วย…การทำบุญมามากหรือปฏิบัติธรรมมานานแล้วจะไม่ต้องมาพบสภาพเจ็บป่วยนั้น เป็นคนละเรื่องกัน ทำบุญมากก็มีโภคทรัพย์มาก รักษาศีลได้ดี ก็มีอายุยืนยาว ปฏิบัติภาวนาดี ใจก็มีแต่ความสุขร่างกายนี้เรารักษามันไว้ไม่ได้หรอก เป็นไปตามเหตุปัจจัยของเขา” […]

หลิง จันทิมา ติยะวัชรพงศ์ เจ้าของสินค้าสุขภาพแบรนด์ Healthy Mate กับการค้นพบธรรมะ

หลิง จันทิมา ติยะวัชรพงศ์ เจ้าของสินค้าสุขภาพแบรนด์ Healthy Mate กับการค้นพบธรรมะ “แม้จะร่ำรวยประสบความสำเร็จทางโลก แต่สุดท้ายชีวิตก็ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่กับธรรมะอยู่ดี” นั่นคือสัจธรรมที่ คุณ หลิง จันทิมา ติยะวัชรพงศ์ เจ้าของสินค้าสุขภาพแบรนด์ Healthy Mate ค้นพบ ธรรมะเข้ามามีบทบาทในชีวิตเธอได้อย่างไร ช่วยให้เธอประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจหรือไม่ ไปหาคำตอบกัน คุณหลิงโตมาในครอบครัวแบบไหนคะ หลิงเกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ เรียกว่าเป็นคุณหนูมาตลอด คุณพ่อ (สุรสิทธิ์ ติยะวัชรพงศ์) ทำธุรกิจสิ่งทอ ท่านเป็นนักธุรกิจเต็มตัว ชอบเข้าสังคม ส่วนคุณแม่(มนทิรา ติยะวัชรพงศ์) กินมังสวิรัติ ชอบเข้าวัด ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นคุณแม่ตื่นตีสามทุกวันเพื่อไปวัดทำวัตรเช้า ท่านสนใจธรรมะมาก สอนให้เรามีศีล 5 ไม่ให้ตบยุง ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ตอนนั้นยังไม่เข้าใจเรื่องมังสวิรัติจึงไม่ยอมทำตาม คุณแม่ไม่แต่งตัว ไม่ใส่ต่างหู ไม่แต่งหน้าเลยสักนิด ต่อมาหลิงไปเรียนไฮสกูลที่อเมริกา ไปอยู่กับแฟมิลี่จากที่เคยเป็นคุณหนูก็ต้องฝึกช่วยเหลือตัวเอง อยู่คนเดียวทำอะไรเองคนเดียว ช่วงนั้นโทร.คุยกับคุณแม่บ่อยมาก เล่าถึงความยากลำบากให้ฟัง ตอนนั้นตั้งใจไว้ว่าถ้าอยู่ยังไม่ครบ 1 ปีจะไม่กลับเมืองไทย จึงได้ฝึกเรื่องความอดทนเยอะมาก โดยมีคุณแม่คอยให้กำลังใจ สุดท้ายก็เรียนจนจบไฮสกูลและได้เกียรตินิยมมาฝากคุณพ่อคุณแม่สมความตั้งใจ ตอนอยู่ที่อเมริกา คุณแม่บอกให้กินมังสวิรัติอยู่เสมอแต่หลิงก็ยังไม่สนใจ จนกระทั่งกลับมาเมืองไทย มาเรียนต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยมหิดล วันหนึ่งไปเดินตลาดเพื่อซื้อปลาไปปล่อยกับเพื่อน ระหว่างยืนอยู่ที่ร้านก็เห็นแม่ค้ากำลังจับปลามาทุบหัว เห็นปลาดิ้นทุรนทุราย น่าสงสารมาก ไม่คิดมาก่อนว่าการฆ่าสัตว์จะทารุณขนาดนี้ ตั้งแต่วันนั้นจึงตัดสินใจว่าจะเลิกกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด รวมถึงเลิกกินนมและไข่ด้วย การกินมังสวิรัติมีผลต่อชีวิตอย่างไรบ้างคะ ตอนนั้นหลิงถือศีล 5 อยู่แล้ว พอกินมังสวิรัติด้วย รู้สึกว่ามีแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต คงเป็นเพราะเราไม่ได้เบียดเบียนชีวิตใคร การกินมังสวิรัติยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมาสนใจทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารสุขภาพ โดยจะขายเฉพาะสิ่งที่เห็นว่าดีต่อสุขภาพเท่านั้น ตอนเรียนจบปริญญาตรีใหม่ ๆ แล้วได้ไปช่วยงานคุณพ่อที่โรงงาน หลิงเอาอาหารสุขภาพเล็ก ๆน้อย ๆ มาขายให้พนักงาน อย่างพวกข้าวกล้อง จมูกข้าวแชมพูสมุนไพร เอาใส่หลังรถกระบะ แล้วยืนขายหลังเลิกงานโดยไม่สนใจว่าตัวเองเป็นลูกเถ้าแก่ เพราะคิดแต่ว่าอยากให้พนักงานได้กินได้ใช้ของดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เลยขายแค่พอมีกำไรบ้างเล็กน้อย หลังจากช่วยงานคุณพ่อได้พักหนึ่งก็อยากจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกา แต่คุณพ่อไม่อยากให้ไป จึงไปเรียนคอร์สอินเตอร์ภาคค่ำที่นิด้าแทน พอดีมหาวิทยาลัยอยู่ใกล้กับสันติอโศก ซึ่งคุณแม่มาช่วยงานอยู่เป็นประจำ หลิงจึงมีโอกาสเข้าไปที่นี่ หลังเลิกเรียนก็จะค้างคืนที่นี่บ่อย ๆ เป็นช่วงชีวิตที่ดีมาก ๆ หลิงได้รู้จักคนดี ๆ ได้ใกล้ชิดธรรมะ คือก่อนเข้านอนได้ฟังธรรม ตื่นเช้าขึ้นมาได้ทำบุญใส่บาตร บางทีก็ช่วยตักอาหารมังสวิรัติขาย หลิงอินกับธรรมะมากจนรู้สึกอยากเลิกเรียนปริญญาโทและหันหน้าเข้าวัดอย่างจริงจัง อยากอยู่วัดมากจนเอ่ยปากขอคุณแม่ ตอนนั้นได้พบสัจธรรมอะไรคะจึงคิดจะทิ้งชีวิตทางโลกแล้วเข้าวัด หลิงได้ฟังธรรมะเยอะจนคิดได้ว่า สุดท้ายแล้วชีวิตคนเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จทางธุรกิจหรือเงินทอง แต่ขึ้นอยู่กับความดีที่ต้องสั่งสม แม้วันนี้อาจประสบความสำเร็จในชีวิตแต่นั่นไม่ใช่ที่สุดของชีวิต เพราะกิเลสไม่ได้น้อยลงเลย ยังไงที่สุดแล้วเราก็ต้องหันมาเริ่มต้นตัดกิเลสอยู่ดี แล้วเดินอ้อมไปเพื่ออะไร หันมาเดินทางตรงมุ่งตัดกิเลสเสียแต่ตอนนี้เลยดีกว่าพอบอกคุณแม่ ท่านก็เบรกเอาไว้ และบอกว่าเรียนให้จบก่อนแล้วค่อยเข้าวัดก็ได้ ถ้าเลิกเรียนแล้วไปอยู่วัดตอนนี้ เราจะตามสังคมข้างนอกไม่ทัน เพราะในวัดจะเป็นอีกแบบหนึ่ง อีกท่านหนึ่งที่ให้ข้อคิดกับหลิงคือ แม่ชีที่วัด ท่านถามว่าต้องใช้เวลาเรียนนานเท่าไหร่จึงจะจบ เราตอบท่านว่า สองปีค่ะท่านก็แนะนำว่าให้ตั้งใจเรียนให้จบก่อนดีกว่า หลังจากนั้นจะตัดสินใจอย่างไรค่อยว่ากัน ทั้งคำพูดของคุณแม่และแม่ชีทำให้หลิงกลับมาเรียนต่อจนจบ และได้เกียรตินิยมคนเดียวของรุ่นด้วย ถือเป็นปีทองของหลิงเลย เมื่อคุณพ่อเห็นเราขายของที่โรงงาน จึงเปิดร้านสหกรณ์เล็ก ๆ ให้ในโรงงาน หลิงจึงตัดสินใจเปิดบริษัทนำเข้าสินค้าสุขภาพอย่างจริงจัง คิดว่าแม้เราไม่ได้เข้าวัดเต็มตัว แต่ก็มีธรรมะหล่อเลี้ยงชีวิตเราอยู่ตลอดเวลา ธรรมะมีความสำคัญต่อครอบครัวคุณหลิงอย่างไรคะ ธรรมะสำหรับครอบครัวหลิงอยู่ในชีวิตประจำวัน ทุกเรื่องที่เจอหลิงสามารถเอามาสอนลูกได้หมด ลูก ๆ ของหลิงท่องศีล 5 ได้ทุกคน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราขอให้เขายึดไว้จนโต ทุกวันนี้ปลูกฝังธรรมะให้ลูก โดยก่อนนอนจะนำลูกสวดมนต์และให้ท่องตามว่า ข้าพเจ้าจะขอยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่ตั้งและจะยึดเป็นหลักตลอดไป ข้าพเจ้าจะประพฤติตนเป็นคนดี ปฏิบัติตนอยู่ในศีล 5 ข้อ หลิงจะอธิบายให้ลูก ๆ ฟังว่าแต่ละข้อหมายถึงอะไรบ้าง สำหรับข้อ 3 ไม่ประพฤติผิดในกาม ก็จะอธิบายว่า ไม่พูดจาทะลึ่ง ไม่แต่งตัวโป๊ ทุกวันที่ผ่านมาหลิงมีสติมาก ทำให้ทำความดีได้เยอะงานหลักตอนนี้คือการให้ธรรมะกับลูก สอนเขาให้เป็นคนดีอย่างพระท่านว่า ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ปัจจุบันของหลิงก็คือลูก หลิงจะสอนเขาเสมอว่า เรียนไม่เก่งไม่เป็นไร แต่ขอให้เป็นคนดี มีศีล 5 ให้เขารู้จักช่วยเหลือคนอื่น รู้จักให้อภัยเอาใจเขามาใส่ใจเรา เสียสละ มีน้ำใจกับคนอื่น ลูกทำให้เรามีดวงตาเห็นธรรม โดยเฉพาะน้องกิมมีทำให้หลิงเข้าใจคนอื่นมากขึ้น สมัยก่อนหลิงไม่เข้าใจพนักงานที่ลาป่วย เพราะตัวเองไม่เคยป่วย แต่พอลูกสาวต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อย ๆ ทำให้หลิงเข้าใจและเห็นใจคนป่วยมากขึ้นเรียกได้ว่าลูกทำให้เรามองเห็นชีวิตอีกมุมหนึ่งของโลกใบนี้ ปกติธรรมดาของชีวิตคนเรามักปล่อยวางบางอย่าง แต่กลับไปยึดติดอีกอย่างคุณหลิงคิดว่าตัวเองกำลังอยู่ในภาวะเช่นนั้นหรือเปล่าคะ เห็นภาพตัวเองเหมือนกันนะ เพราะตอนนี้แม้จะปล่อยวางกับโรงงาน แต่ก็มายึดติดกับลูก ยึดติดกับบ้าน เพราะเราดูแลเองหมด หลิงพยายามเตือนสติและสอนตัวเองว่า ชีวิตคนเราเกิดมาเพื่อเรียนรู้ แต่พอเรียนรู้มากเข้าก็กลับไปยึดติดมันตอนนี้หลิงก็ไม่ต่างอะไรกับตอนทำโรงงานเลย ผิดแต่ว่าเป็นบ้านของเราเอง ส่วนลูก ๆ ก็เป็นเหมือนของของเราทุกวันนี้มีคนบอกให้หลิงแยกห้องนอนกับลูกได้แล้ว แต่เราก็ยังอยากนอนกับลูก อยากอยู่ใกล้เขา แต่หลิงมีสติรู้ตัวและบอกตัวเองอยู่เสมอว่าไม่ให้ยึดติด ไม่ว่าจะเรื่องลูกหรือเรื่องบ้าน ถือเป็นธรรมะอีกขั้นหนึ่งที่จะต้องก้าวผ่านไปให้ได้ Secret ขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวติยะวัชรพงศ์มีความเจริญรุ่งเรืองในธรรมตลอดไป เพราะเราเชื่อมั่นว่า“ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม” เสมอ  Secret BOX ‘ขอบคุณทุก ๆ ความทุกข์ที่ทำให้พบสัจธรรมของชีวิต จันทิมา ติยะวัชรพงศ์ เรื่อง ธันยาภัทร์ รัตนกุล ภาพ วรวุฒิ วิชาธร สไตลิสต์ ณัฏฐิตา เกษตระชนม์ บทความน่าสนใจ เบื้องหลังความสำเร็จของ ระเฑียร ศรีมงคล ผู้บริหารบริษัทบัตรกรุงไทย 3 นักธุรกิจใจดีมีแต่ให้ อรรณพ จิรกิติ เจ้าของสีลมคอมเพล็กซ์ นักธุรกิจผู้คืนกำไรสู่สังคม ทักษะ 4.0 เมื่อเทคโนโลยีพลิกอุตสาหกรรม ทักษะที่คนและธุรกิจต้องมีคืออะไร อาจารย์หมอประทีป ไวคำนวณ เมื่อชีวิตพลิกจากนักธุรกิจสู่การเป็นหมอจิตอาสา  

แบกความกล้า…ตามหาฝัน กาญจนา รอดประดิษฐ์ 

แบกความกล้า…ตามหาฝัน กาญจนา รอดประดิษฐ์ แบกความกล้า…ตามหาฝัน กาญจนา รอดประดิษฐ์  “เที่ยวรอบโลก” อาจเป็นฝันฟุ้งในวัยเด็กของใครหลายคน แต่ด้วยวันและวัยที่เดินหน้าไป หลายเหตุหลายปัจจัยเข้ามาย้ำเตือน เราว่าสิ่งที่คิดคงไม่มีวันเป็นจริงได้ หลายคนจึงจำใจต้องพับเก็บความฝันที่เคยคุกรุ่นนั้นไว้ แล้วปล่อยให้มันเป็นเพียงแค่ฝันลอย ๆ 6 ปีกับการเดินทางไปเยือนกว่า 24 ประเทศรอบ โลก อาจฟังดูไม่น่าประหลาดใจ เพราะเพียงแค่มีเงิน ใคร ๆ ก็สามารถไปไหนก็ได้ตามใจต้องการ แต่สำหรับ กาญจนา รอดประดิษฐ์ หรือ กาญจน์ สาวมั่นผู้โด่งดังจากบันทึกการเดินทางในเว็บไซต์พันทิปกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น กาญจนา แบกเป้ตะลุยเดี่ยวไปทั่ว โลก ด้วยเงินเพียงน้อยนิด เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และตามหาฝันได้อย่างไม่น่าเชื่อ ความสำเร็จจากการบินไปสู่ฝันของ กาญจนา มีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์ในวัยเยาว์ของเธอ ซึ่งนับเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจออกเดินทาง “เรามาจากครอบครัวยากจนที่สุดของตำบลหนึ่งในนครศรีธรรมราช พ่อเป็นลูกจ้างของกรมการข้าว ส่วนแม่เป็นชาวนา ยากจนขนาดที่ว่าไข่ฟองหนึ่งยังต้องแบ่งกันกินกับพี่น้องอีกห้าคน หรือบางอย่างให้คนนี้กิน อีกคนหนึ่งก็ต้องไม่ได้กิน…” กาญจนา เล่าถึงความคับแค้นในวัยเด็กด้วยแววตาจริงจัง แม้ฐานะทางบ้านจะไม่สู้ดี แต่โชคยังเข้าข้างที่พ่อแม่เห็นความสำคัญของการศึกษา ถึงขั้นกระเสือกกระสนไปหยิบยืมเงินคนอื่นมาส่งลูกเรียน โดยไม่สนใจสายตาหยามเหยียดของชาวบ้านกาญจนา ได้เข้าเรียนในโรงเรียนคุณภาพดี พร้อมกันนั้นเธอก็ตั้งปณิธานไว้อย่างแน่วแน่ว่า จะไม่ทำนาเหมือนพ่อแม่ และจะไม่ให้ชาวบ้านดูแคลนอีกต่อไป “เราจนแต่เรียนโรงเรียนคนรวย เลยไม่ค่อยมีเพื่อน เพราะฉะนั้นที่ที่เหมาะสำหรับเราคือห้องสมุด หนังสือช่วยเปิดโลกกว้างให้เรา ทำให้เรารู้จักประเทศนั้นประเทศนี้สั่งสมมาเรื่อยๆ…อยากจะไป แต่ก็รู้ว่าคงเป็นไปไม่ได้” กระทั่งวันหนึ่งการศึกษาสามารถปูทางไปสู่อนาคตของเธอได้ดังหวัง เธอเข้ารับราชการครูที่โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ในกรุงเทพฯ พ่อแม่ก็เปลี่ยนมาทำสวนยางพารา มีรายได้มาใช้จ่ายไม่ขาดมือ ชีวิตครอบครัวเริ่มพลิกผัน กลับกลายมาเป็นครอบครัวที่สุขสบายที่สุดในตำบล แม้แต่ชาวบ้านที่เคยด่าว่า ก็แทบไม่อยากจะเชื่อสายตา แม้ชีวิตจะเปลี่ยนไป ทว่าสิ่งที่เคยใฝ่ฝันไว้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เธอรวบรวมเงินและความฝันแบกเป้ออกตะลอนทุกปิดเทอม ทริปเปิดโลกครั้งแรกของเธอเริ่มต้นที่ประเทศกัมพูชากับเงินเพียงแค่ห้าพันกว่าบาท เมื่อรู้แล้วว่าการเดินทางไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายเธอก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะออกเดินทางไป รอบโลก ให้ได้ หลังจากนั้นทุกปิดเทอม กาญจน์ตัดสินใจแบกเป้ตะลุยเดี่ยวเที่ยว รอบโลก ปิดเทอมหนึ่งครั้งไปหนึ่งประเทศ โดยควานหาที่พักราคาถูกจากทั่วโลก และใช้ชีวิตอย่างประหยัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เราชอบเดินไปเรื่อย ๆ ตามถนน ไม่นั่งรถเมล์ ไม่ขึ้นรถไฟฟ้า ไม่เคยเปลืองเงินกับเรื่องพวกนั้น เราไปเพื่อให้เห็น เราไม่ได้ไปเพื่อสบาย ถ้าอยากสบายนอนบ้านตัวเองก็ได้ ส่วนเรื่องกินก็กินอะไรเท่าที่เรามีความสามารถจะกินได้ก็พอ… “ตอนไปเนปาล ชาวบ้านที่นั่นเดินไปตรงไหนถ้าอยากถ่ายก็จะถ่ายลงตรงนั้น เราต้องนั่งกินข้าวข้างกองอุจจาระตลอดเวลา ถ้าไม่กินก็ตาย เวลานอนก็ต้องนอนบนลานที่ปูด้วยขี้จามรี นอนท่ามกลางผู้ชายที่เป็นคนนำทาง จากนั้นมา เรากินอะไร นอนที่ไหนได้หมดเลย เพราะที่นั่นลำบากที่สุดแล้ว” ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้หญิงตัวคนเดียวจะออกไปโลดแล่น รอบโลก ได้โดยปราศจากอุปสรรคหรือไม่เสี่ยงอันตราย ไม่เพียงแค่ตกรถ ตกเครื่อง หรือหลงทาง บ่อยครั้งที่หญิงสาวตัวเล็ก ๆ ผิวคล้ำคนนี้ถูกมองว่าเป็นหญิงขายบริการ ถูกหญิงจัณฑาลในอินเดียรุมตีหัวเพราะไปถ่ายรูปพวกเขา ถูกขโมยกระเป๋าทั้งยังถูกจี้จนต้องวิ่งหนีเตลิด …แม้บางครั้งถึงกับต้องเสียน้ำตา ทว่าขาของเธอก็ไม่เคยหยุดก้าวเดิน… จากประสบการณ์เลวร้ายที่ผ่านมาหลายครั้งหลายคราทำให้เธอต้องหาวิธีป้องกันตัวสารพัด “ตั้งแต่วันที่ตัดสินใจเดินทางคนเดียว เราก็ตัดสกินเฮดเพื่อจะได้ดูเป็นทอม แม้ว่าจะชอบไว้ผมยาวมากก็ตาม ไม่แต่งตัวยั่วยวน ไม่แต่งหน้า ถ้าวันไหนต้องนอนรวมกับผู้ชาย เราจะใส่กางเกงยีนนอน แล้วก็ใส่แหวนนิ้วนางข้างซ้ายตลอด ให้คนคิดว่าเราแต่งงานแล้ว” การแบกเป้ออกเดินทางของ กาญจนา ไม่ได้เป็นไปเพื่อความสนุกและความสุขของตัวเองเท่านั้น แต่เธอยังได้แบ่งปันประสบการณ์และมีส่วนสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ ที่โรงเรียนโดยการจัดกิจกรรม หรือจัดบอร์ดรูปภาพสถานที่ท่องเที่ยวที่ไปเยี่ยมเยือนทุกครั้งที่เดินทางกลับมา “เด็กในโรงเรียนของเราคือเด็กยากจน เราเองก็จน แต่ทำไมเราถึงไปเที่ยวรอบ โลก ได้ล่ะ เราใส่ความคิดนี้ลงไปเพื่อให้เด็ก ๆ เกิดแรงบันดาลใจ กล้าที่จะฝัน แล้วไปให้ถึงฝันนั้น…มีเด็กที่เราไม่ได้สอนเดินมาบอกว่า…‘ครูคะ ๆ รู้ไหมคะว่าครูคือไอดอลของหนู ครูทำให้หนูมีกำลังใจ’…เราจะสอนเขาว่า อย่าดูถูกตัวเอง…เราเชื่อว่าที่เราเป็นแบบนี้ได้เพราะความฝันในวัยเยาว์เช่นกัน” ในวัยนี้ แม้คนส่วนใหญ่จะมองว่าเธอควรเก็บเงินไว้เลี้ยงตัวเองยามแก่ชรา แต่นางสาวกาญจนา กลับไม่คิดเช่นนั้น เธอใช้เงินที่ได้มาจากหยาดเหงื่อแลกกับการออกเดินทางเพื่อเป็นรางวัลให้ตัวเอง เธอเชื่อว่าชีวิตคนเรานั้น การจะอยู่ได้อีกนานเท่าไรเป็นเรื่องไม่แน่นอน และความสุขก็อยู่ที่เส้นทางที่เราเลือกเอง “คิดว่าคงจะเดินทางไปจนกว่าขาจะเดินไม่ได้หรือร่างกายจะไปไม่ไหว…ที่ตลกมากคือเดินทางรอบ โลก […]

Dhamma Daily : อุทิศบุญให้เทวดา เจ้าที่ เจ้ากรรมนายเวร…บุญจะถึงหรือไม่ – ท่าน ว. มีคำตอบ

อุทิศบุญให้เทวดาประจำตัว เจ้ากรรมนายเวร เจ้าที่เจ้าทางที่บ้าน หลังจากทำบุญเสร็จแล้ว ท่านเหล่านั้นจะได้รับจริงหรือไม่ ท่าน ว.วชิรเมธี มีคำตอบ

” สองหน้าของ สัจธรรม ” ข้อคิดที่ได้จากอ่างขาง

” สองหน้าของสัจธรรม ” ข้อคิดที่ได้จาก อ่างขาง “ถ้าความสุขคือ ดอกไม้งามในวันนี้ ความทุกข์ก็คือดอกไม้โรยในวันหน้า” มันคือสัจธรรม ที่ได้จากตอนไปเที่ยวที่ อ่างขาง   ตอนที่บอกเพื่อนว่า ภาพซากดอกไม้บนหลังคาเก่านี้เป็นหนึ่งในภาพโดนใจ 20 ภาพของฉันสำหรับทริปอ่างขาง เพื่อนถึงกับอึ้งและพูดอย่างรักษาน้ำใจว่า “คนมีศิลป์ มองอะไรก็ศิลป์ไปหมด” ฉันได้แต่ยิ้ม รู้เลยว่าเพื่อนคงจะคิดว่า ภาพนี้มันสวยตรงไหนดูไม่ออกเลย ถ้าจะบอกว่าโดนใจตรงที่มันไม่สวยนี่แหละ ก็ดูเหมือนคนพูดจากวนประสาท แต่มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ บนดอยอ่างขางเต็มไปด้วยดอกไม้สวยงาม เรียกได้ว่าถ้าจะเดินถ่ายรูปทั้งหมดคงต้องใช้เวลาเป็นวัน ฉันมาที่นี่เป็นครั้งที่สาม ทุกครั้งได้ภาพดอกไม้สวย ๆ กลับมามากมาย แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้รูปซากดอกไม้ ซากใบไม้ ซึ่งหาความงามมิได้กลับมาด้วย ท่ามกลางสิ่งสวยงามยั่วยวนใจ ฉันได้เห็นสัจธรรมของความร่วงโรย ซากของความงามในอดีต   หลวงพ่อชา สุภทฺโท แห่งวัดหนองป่าพงเคยกล่าวไว้ในเรื่อง “สองหน้าของสัจธรรม” ว่า “คนเราไม่รู้จักคิดย้อนหน้าย้อนหลัง เห็นแต่หน้าเดียวไปเลยจึงไม่จบสักที ทุกอย่างมันต้องเห็นสองหน้า มีความสุขเกิดขึ้นมาก็อย่าลืมทุกข์ ทุกข์เกิดขึ้นมาก็อย่าลืมสุข มันเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน” ตอนที่เราเห็นดอกไม้สวยงามก็มีความสุข อีกไม่กี่วันกลับมาดูใหม่ ดอกไม้ดอกนั้นเหยี่วเฉา ร่วงโรยไปซะแล้ว มันก็ทุกข์ […]

7 เรื่องเล่าน่ารู้ของ หลวงพ่อชา สุภทฺโท พระอริยสงฆ์แห่งเมืองดอกบัวงาม

คนจำนวนมากจดจำ หลวงพ่อชา สุภทฺโท ได้เป็นอย่างดี ในฐานะที่เป็นพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ผู้เพียรเผากิเลสแห่งตนและหมู่ชนให้หมดสิ้นไป 

พระราหุล บุตรผู้คู่ควรแก่บิดา

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทราบว่าพระมเหสีทรงให้กำเนิดพระโอรส พระองค์ทรงรักและห่วงลูกยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก จึงเปล่งคำอุทานออกมาว่า ห่วงเกิดขึ้นเสียแล้ว พระกุมารจึงมีนามว่า “ พระราหุล ”

ชีวิตคือความไม่แน่นอน โอ๋ - เพชรลดา เทียมเพ็ชร

สมัยเรียนมัธยม โอ๋(เพชรลดา เทียมเพ็ชร เป็น “เด็กกิจกรรม” ตัวยงของโรงเรียนไม่ว่าดรัมเมเยอร์ ถือป้าย แสดงความสามารถพิเศษ ฯลฯ โอ๋ทำหมด

วัดสังฆทาน สัปปายะสถานบำบัดใจด้วยธรรม (ชาติ)

วัดสังฆทาน ตั้งอยู่ในจังหวัดนนทบุรีนับเป็นวัดที่ร่มรื่น เหมาะสำหรับผู้ต้องการแสวงหาความสงบสุขทางจิตใจ

มีทุกอย่าง แต่ยังทุกข์… ความสุขหายไปไหน ?

ความสุขหายไปไหน ? คุณเคยถามตัวเองด้วยประโยคนี้ไหม แม้ชีวิตมีพร้อมทุกอย่าง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีครอบครัวที่อบอุ่น แต่ก็ยังหาสุขไม่เจอ

Dhamma Daily : เราจะมีวิธีดับจิตที่ชอบขุ่นเคือง ไม่พอใจ อารมร์ร้ายอย่างไรครับ

Dhamma Daily : วิธีดับจิตที่เป็นปฏิฆะ (สภาพที่ ขุ่นเคือง ไม่พอใจและประทุษร้ายอารมณ์) ต้องทำอย่างไรครับ Q: วิธีดับจิตที่เป็นปฏิฆะ (สภาพที่ ขุ่นเคือง ไม่พอใจและประทุษร้ายอารมณ์) ต้องทำอย่างไรครับ A: ทุกข์เกิดขึ้นที่ใจ เวลาดับก็ต้องดับที่ใจ เราสามารถดับความทุกข์ของตัวเราได้ ถ้าหากเข้าใจวิธีในการดับทุกข์ การดับทุกข์ทางใจนั้น เราจะต้องเข้าใจก่อนว่าที่เป็นทุกข์นั้นเกิดจากอะไร ให้เอาใจที่เป็นทุกข์มามองดู ซึ่งขณะที่เรามองดูใจที่กำลังเป็นทุกข์อยู่นั้น เราก็จะหยุดดำริถึงเรื่องหรือบุคคลที่ทำให้ใจของเราเป็นทุกข์ไปเอง พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเอาไว้ว่า ทุกข์เกิดจากการดำริถึง คิดถึง ปรารภถึง เหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ใจของเราเป็นทุกข์ ถามว่าดำริถึงอะไร ก็ดำริถึงสิ่งที่ทำให้ใจเป็นทุกข์นั่นแหละ ถ้าดำริถึงสิ่งที่เราไม่ค่อยชอบใจก็จะคิดถึงเรื่องนั้นในเชิงลบ คิดถึงในทางเลวร้าย ใจของเราก็เกิดอาการขัดเคือง มัวหมอง จากนั้นใจก็จะเป็นทุกข์ เมื่อเป็นอย่างนั้นให้ลองย้อนกลับไปดู ให้นึกทบทวนทุกข์ทางใจที่เกิดกับตัวเรา ที่ทำให้เราเดือดร้อนใจ ไม่สบายใจ น้อยใจ เสียใจ กลุ้มใจ หนักใจ กังวลใจ หวั่นวิตก ไปจนถึงความกังวลต่างๆ แล้วจะเห็นว่าใจของเรานั้นกำลังคิดถึงใครคนใดคนหนึ่งอยู่ เราเป็นทุกข์เพราะคิดถึงเขา ก็แสดงว่าสิ่งที่ทำให้ใจของเราเป็นทุกข์นั้นเกิดจากการดำริถึงเขา ดังนั้นถ้าไม่ต้องการเป็นทุกข์ ก็หยุดดำริถึงเขาเท่านั้นเอง   ธรรมะจากพระอาจารย์มานพ อุปสโม : […]

keyboard_arrow_up