ไหว้พระ ไม่ “ถูกพระ” แต่ “ถูกไสย” บทความธรรมะดีๆ จาก ท่าน ว.วชิรเมธี

คนจำนวนมากไหว้พระกันอยู่ทุกวัน แต่ไม่รู้เป็นการไหว้พระที่ “ถูกพระ” หรือเปล่า เพราะมีอยู่เสมอที่บางคนไหว้พระ แต่ “ ถูกไสย ”

ดูแลผู้สูงอายุสมองเสื่อมอย่างไร ไม่ให้ใจเราเสื่อมตาม

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังทำหน้าที่ดูแล ผู้สูงอายุสมองเสื่อม รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงรวิวรรณ นิวาตพันธุ์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีคำแนะนำดี ๆ มาฝาก

ฝึกสติเชิงประยุกต์ ณ วัดลาดพร้าว

ฝึกสติเชิงประยุกต์ ณ วัดลาดพร้าว วัดลาดพร้าว สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2413 เป็นวัดเก่าแก่ อายุนับร้อยปี ปัจจุบันยังคงมีประชาชนเข้าไปปฏิบัติธรรมอย่างสม่ําเสมอ เพราะวัดแห่งนี้เปิดสอนการเจริญสติเชิงประยุกต์ ซึ่งนําหลักจิตวิทยามาช่วยแก้ไขปัญหาชีวิต  0 อาจารย์อณิวัชร์ เพชรนรรัตน์ วิปัสสนาจารย์ผู้สอนการเจริญสติประจําวัดลาดพร้าว เล่าว่า เดิมวัดลาดพร้าวมีโครงการปฏิบัติธรรมสําหรับบุคคลทั่วไปเดือนละครั้ง ครั้งละ 3 วัน 2 คืน และมีกิจกรรมสวดมนต์ ทุกวัน เวลา 16.30 น. – 17.30น. ส่วนใหญ่ผู้ร่วมกิจกรรมเป็นผู้สูงอายุที่อาศัยในละแวกใกล้เคียง เขาจึงอยากเปิดสอนการเจริญสติรูปแบบใหม่ที่สามารถดึงดูดคนทุกเพศทุกวัยให้มาร่วมปฏิบัติได้ จึงขออนุญาตพระมหาอัมรินทร์ อมรินโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เปิดคอร์สสอนการเจริญสติเป็นธรรมทานไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ต่อมาเมื่อพระครูปลัดนิคม นาควโรเป็นเจ้าอาวาส ท่านก็สนับสนุนเรื่อยมาจนปัจจุบันเปิดสอนมาเป็นปีที่ 3  0 การเจริญสติตามแนวทางของอาจารย์อณิวัชร์นั้น ไม่เพียงสอนการนั่งสมาธิและเดินจงกรมเท่านั้น ยังผสมผสานความรู้ทางจิตวิทยาเข้ามาช่วยแก้ปัญหาชีวิตของผู้ปฏิบัติด้วย โดยได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการจากน.ท.หญิงนภัสกมล เพชรนรรัตน์ (ภรรยา) พยาบาล กองสุขภาพจิตและบําบัดยาเสพติดโรงพยาบาลทหารเรือกรุงเทพ  0 “ก่อนเริ่มสอนการเจริญสติผมจะสอบถามผู้ปฏิบัติก่อนว่า เขากําลังประสบปัญหาอะไรอยู่หรือเปล่าและให้เล่าให้ฟัง จากนั้นเราจะวิเคราะห์ว่าควรช่วยเหลือเขาอย่างไร […]

ความเรียบง่าย สมถะ และมัธยัสถ์ ของมหาเศรษฐี วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทเบิร์กเซีบร์ แฮธาเวย์

ความเรียบง่าย สมถะ และมัธยัสถ์ ของ มหาเศรษฐี วอร์เรน บัฟเฟตต์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐี ชาวอเมริกันวัย 80 ปี ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงความร่ำรวยติดอันดับต้น ๆ ของโลกมาตลอดทศวรรษนี้ นอกเหนือจากอัจฉริยภาพในการลงทุนของเขาแล้ว เรื่องราวการประสบความสำเร็จของบัฟเฟตต์ยังเป็นแรงบันดาลใจในหลาย ๆ ด้านให้แก่ผู้ร่วมงาน     เริ่มจากการทำงาน ที่นอกจากจะยึด “คุณค่าการลงทุนเป็นหลัก” แล้ว (ปรัชญาการลงทุนของบัฟเฟตต์คือ ข้อ 1. อย่าเสียเงิน ข้อ 2. อย่าลืมกฎข้อ 1.) ผู้บริหารยังต้องมีความซื่อสัตย์ ทำงานอย่างโปร่งใส ยึดถือประโยชน์ของหุ้นส่วนทุกคนเป็นที่ตั้ง บัฟเฟตต์ได้รับการกล่าวขวัญอย่างมากในเรื่องการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สมถะ และมัธยัสถ์ที่สุด แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินชื่อดัง แต่เขาก็ไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวเลยสักครั้ง และแม้จะเป็นซีอีโอบริษัทที่มีผลประกอบการดีเยี่ยม บัฟเฟตต์กลับได้รับเงินเดือนราวสามแสนบาทต่อเดือนเท่านั้น นอกจากนี้ บัฟเฟตต์ยังบริจาคทรัพย์สินกว่าร้อยละแปดสิบ หรือประมาณสามหมื่นเจ็ดพันล้านเหรียญ ให้กับมูลนิธิบิลล์และเมลินดา เกตส์ เพราะเขาเชื่อว่าเงินทุกเหรียญที่เขาได้รับมาในวันนี้ล้วนมาจากสังคมทั้งนั้น ดังนั้นก็ควรคืนหนึ่งบางส่วนกลับคืนสู่สังคมบ้าง พร้อมกับชักชวนให้ผู้มีฐานะร่วมกันนำเงินมาบริจาคเพื่อทำประโยชน์แก่สังคมต่อไป วิถีชีวิตของบัฟเฟตต์เป็นแรงบันดาลใจให้คนทั้งหลายได้เห็นว่า “ยิ่งสูงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องน้อมตัวลงให้ใกล้กับผืนดินมากเท่านั้น” […]

5 วิธีหลีกหนีอัลไซเมอร์

5 วิธีหลีกหนีอัลไซเมอร์ เรามาหา วิธีหลีกหนีอัลไซเมอร์ กัน ถ้าวันหนึ่งคุณตื่นมาแล้วพบว่ามี “คนอื่น” รายล้อมรอบตัวคุณเต็มไปหมด มิหนําซ้ำพวกเขายังพร่ำพูดกับคุณว่า “คุณแม่จําหนูได้ไหม หนูลูกสาวของคุณแม่ไงคะ” หรือ “คุณย่าจําผมได้ไหมครับ หลานที่คุณย่าเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กไงครับ” แต่ไม่ว่าพวกเขาจะอธิบายอย่างไร คุณก็นึกไม่ออกเสียทีว่า “พวกเขาเหล่านี้เป็นใครกัน” ชื่อแน่ว่าคงไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์ข้างต้นเกิดขึ้นกับตัวเองเป็นแน่ เพราะนั่นหมายความว่าคุณอาจป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือมีภาวะสมองเสื่อม ซึ่งพบบ่อยในผู้สูงอายุ มีผลทําให้เกิดความผิดปกติด้านความจํา ความคิด และพฤติกรรมในปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคนี้ให้หายขาด แต่หากคุณอ่านบทความนี้จบ แล้วหันมาดูแลตัวเองเสียตั้งแต่วันนี้ ก็ยังคงพอมีทางที่คุณและคนที่คุณรักจะห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ได้ กินแบบนี้ดีกับสมอง คําว่า “You Are What You Eat” เป็นคํากล่าวที่เป็นจริงเสมอ ในช่วงกลางปี 2010 ที่ผ่านมา วารสารทางการแพทย์ Archives of Neurology ได้รายงานผลการวิจัยว่า มีอาหารบางชนิดที่อาจมีองค์ประกอบช่วยในการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ นั่นคือ น้ำสลัด(ที่ทําจากน้ำมันมะกอกและน้ําส้ม) ถั่วเปลือกแข็ง ปลา มะเขือเทศ สัตว์ปีก ผักตระกูลครูซิเฟอรัสผลไม้ และผักใบเขียวจัดในขณะเดียวกัน งานวิจัยดังกล่าวยังพบอีกว่าอาหารบางประเภทอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อสมอง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ นั่นคืออาหารจําพวกผลิตภัณฑ์นมไขมันสูง […]

3 พระเอกหนุ่ม ผู้ดำเนินชีวิตด้วยธรรมะ

3 พระเอกหนุ่ม ผู้ดำเนินชีวิตด้วยธรรมะ ธรรมะสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตได้กับทุกเพศทุกวัย และ 3 พระเอกหนุ่ม ฌอห์ณ จินดาโชติ  พระเอกหนุ่ม ที่ขึ้นว่ามีความคิดดีคนหนึ่งของวงการ เจมส์ มาร์ พระเอกหนุ่ม มากฝีมือ และ อาร์ม – กรกันต์ สุทธิโกเศศ ที่โด่งดังจากการเป็น พระเอกหนุ่ม ละครเวทีเรื่องโหมโรง จะมาบอกเล่าถึงการนำธรรมะมาใช้ในชีวิตได้อย่างลงตัว   ฌอห์ณ จินดาโชติ “พกสติเหมือนสตังค์”     “ผมใช้เรื่องสติครับ ต้องรู้จักจิตและตัวตนของเรา วันนี้เราตื่นแล้วรู้ว่าต้องไปไหน ทำอะไร สวมหัวโขนเป็นใคร เราไปเล่นละครเป็นชาวเลคนหนึ่งที่อกตัญญูมาก เราก็ต้องทำใจและยอมรับในจุดๆนั้น เริ่มแรกของวันต้องมีสติ ถ้าเริ่มต้นวันไม่ดี วันนั้นจะรวนมาก และถ้าวันนั้นแย่จริงๆ ก็พยายามมองถึงเป้าหมายที่เรากำลังจะไปถึง คุณแม่กำลังรอเราอยู่ หรือการเห็นหลานมีความสุข ตอนนี้เราก็กำลังไปทำสิ่งที่ทำให้เขามีความสุข ฉะนั้นเราก็มีความสุขเหมือนกัน ธรรมะเป็นเรื่องใกล้ตัวมากครับ อยู่ที่เราจะหยิบยกมาใช้ไหม พกสติเหมือนสตังค์ เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้ในหนังสือ Present Perfect เพราะวันนี้…ดีที่สุดแล้ว พกสติติดตัวไว้ให้เคยชิน หยิบขึ้นมาใช้ให้บ่อยๆ […]

ธรรมะเยียวยาใจเมื่อต้องพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก

ธรรมะเยียวยาใจเมื่อต้อง พรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก มีหลายคนที่ พรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การพรากจากเป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง ทุกข์เพราะรักและผูกพันมาก ตั้งแต่อดีตกาลนานมา มีเหตุการณ์ที่สร้างความเศร้าโศกให้มวลมนุษยชาติมาอย่างต่อเนื่อง ดังพุทธพจน์ที่ว่า “คนเราเสียน้ำตามาตลอดสังสารวัฏที่เวียนว่ายนั้น มีปริมาณมากกว่าน้ำในห้วงมหาสมุทรทั้ง 4” (มหาสมุทรที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุในคติไตรภูมิ ได้แก่ ปิตสาคาร ผลิกสาคร ขีรสาคร และนิลสาคร ) พระพุทธเจ้าทรงสอนการวางใจให้ละจากความเศร้ามาหลายกรณี อย่างกรณีที่ปรากฏใน วิสาขาสูตร นางวิสาขามหาอุบาสิกา หญิงผู้ยึดมั่นและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาตลอดชีวิต เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดบุพพาราม (วัดที่นางสร้างอุทิศให้กับพระพุทธศาสนา) ในสภาพที่เศร้าโศกเสียใจ จนผมและกายเปียก (น่าจะมาจากการร้องไห้ของนางวิสาขา) พระพุทธเจ้าตรัสถามนางว่า “วิสาขาเธอเศร้าโศกด้วยเรื่องอะไร” นางวิสาขาตอบว่า “เสียใจที่หลานอันเป็นที่รักมาด่วนจากไปเจ้าคะ” พระพุทธเจ้าจึงถามนางว่า “วิสาขา… เธอรักชาวเมืองสาวัตถีแห่งนี้เหมือนอย่างที่เธอรักหลานของเธอหรือไม่” นางวิสาขาตอบว่า “รักเจ้าคะ” พระพุทธเจ้าตรัสถามนางวิสาขาต่อว่า “แล้วเธอทราบหรือไม่ว่า..ชาวเมืองสาวัตถีตายกันวันละกี่คน” นางวิสาขาตอบพระองค์ว่า “บางวันก็สองคน แต่มากสุดก็วันละสิบคนเจ้าคะ” พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “หากเป็นเช่นนี้ ชาวเมืองตายวันละสองคน สิบคน หรือมากกว่านั้น เธอคงร้องไห้ทุกข์ทรมานในการจากไปเช่นนี้ทุกวัน ผมและกายก็เปียกเช่นนี้ทุกวัน เพราะเธอรักพวกเขามาก” นางวิสาขาตอบว่า “ไม่เจ้าคะ […]

3 เรื่องราว “ล้มได้ แต่ลุกให้เป็น” ข้อคิดดี ๆ จาก เต๋อ กัน และท็อป

3 เรื่องราว “ล้มได้ แต่ลุกให้เป็น” คนบางคนตีความคำว่า “ล้ม” เท่ากับ “แพ้” เมื่่อแพ้ก็พานล้มเลิก ไม่อยากจะลุกขึ้นสู้ใหม่ ยอมรับความพ่ายแพ้ไปโดยปริยาย 3 เรื่องราว “ ล้มได้ แต่ลุกให้เป็น ” 3 หนุ่มที่ Secret ยกมานี้ เคย “ล้ม”มาแล้วเช่นกัน แต่พวกเขาเลือกที่จะ “ลุกขึ้นสู้ใหม่” และเก็บเรื่องราวเหล่านี้ไว้เป็นบทเรียน   เต๋อ – ฉันทวิชช์ ธนะเสวี บทเรียนจากทุเรียนเน่า     ถึงแม้ว่าความฝันสูงสุดของผมคือการได้เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ แต่เมื่อได้รับโอกาสให้เป็นนักแสดงควบคู่กับการเขียนบท (ก่อน) ผมก็ยินดีเพื่อจะได้เก็ บเกี่ยวข้อมูลการแสดง และการทำงานในกองถ่าย ฯลฯ ไปในตัว ก่อนหน้านั้นชีวิตผมก็ราบรื่นดี มาสะดุดเพราะภาพยนตร์เรื่องที่สองที่ผมเล่นนี่แหละ เรื่องนี้ผมถูกโหวตให้ได้รับ “รางวัลทุเรียนเน่า สาขานักแสดงนำชายยอดแย่” ครับ ถึงจะเป็นแค่รางวัลล้อเลียนขำๆ ที่จัดขึ้นในเว็บไซต์หนึ่ง แต่นั่นก็หมายความว่า “ตลอดปีนั้นผมเป็นดารานำชายที่แสดงได้ห่วยที่สุด” ตอนนั้นเครียดครับ เพราะผมมั่นใจว่าผมทำดีที่สุดแล้วแต่ในเมื่อทำตรงนี้แล้วไม่ดี ผมก็ยอมกลับไปเขียนบทอย่างเดียวตอนน้นั […]

เคล็ดลับความสำเร็จของ 3 ธุรกิจเงินล้าน แม่กิมไล้ ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว พรานทะเล

เคล็ดลับความสำเร็จของ 3 ธุรกิจเงินล้าน แม่กิมไล้ ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว พรานทะเล กว่าที่คนๆ หนึ่งจะประสบความสำเร็จเป็น ธุรกิจเงินล้าน ไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาต้องฝันฝ่าอุปสรรคนับไม่ถ้วน เคล็ดลับความสำเร็จของพวกเขาคืออะไร ไปติดตามกันได้เลยค่ะ   แม่กิมไล้ ขนมไทยเมืองเพชร   เคล็ดลับความสำเร็จของแม่กิมไล้ บุญประเสริฐ เจ้าของขนมไทยเมืองเพชร ไม่ได้มีขั้นตอนมากมายและไม่ต้องอาศัยทฤษฎีการตลาดใดๆ มาเกี่ยวข้อง แต่อาศัยใจที่ซื่อสัตย์และความขยันเท่านั้น กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นธุรกิจขนมหวานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในจังหวัดเพชรบุรี แม่กิมไล้ต้องผ่านอุปสรรคและความยากลำบากมามากมาย ทั้งคำสบประมาท “คนอย่างมึง ชาตินี้ไม่มีทางได้จับเงินหมื่น” แต่หญิงแกร่งคนนี้ไม่เคยนำคำพูดนั้นมาคิดน้อยใจ แต่กลับใช้เป็นแรงผลักดันในการสู้ชีวิตต่อไป จากกล้วยงอมๆ แค่เครือเดียว แปลเปลี่ยนเป็นธุรกิจเงินล้านในเวลาไม่กี่ปี โดยสิ่งที่เป็นคติประจำใจของเธอคือ “แม่อ่านให้ตัวเองฟังทุกวันว่า…อย่านอนตื่นสาย เพราะการนอนตื่นสายทำให้เสียเวลาทำงาน“อย่าอายทำกิน…เพราะถ้าเป็นงานสุจริตที่เกิดจากมันสมองและสองมือ ก็ไม่มีอะไรต้องอาย “อย่าหมิ่นเงินน้อย…เพราะหากขาดเงินไปเพียงสลึงเดียว เงินร้อยก็ไม่เต็มร้อย เงินล้านก็ไม่เต็มล้าน “อย่าคอยวาสนา…เพราะการสร้างวาสนาขึ้นมาเองเป็นสิ่งที่แน่นอนยิ่งกว่า   ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว บะหมี่พันล้าน   กว่าจะเป็นชายสี่บะหมี่เกี๊ยว หนึ่งในร้านบะหมี่ที่มีแฟรนไชน์มากที่สุดในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จากลูกชาวนาจนๆ ไม่มีใบปริญญา ไม่เคยศึกษาวิธีการทำตลาด แต่คุณพันธ์รบ  กำลา ก็กัดฟันสู้ชีวิต สร้างเนื้อสร้างตัวจนได้เป็นเถ้าแก่ใหญ่อย่างปัจจุบัน “ผมเป็นนักวางแผน…วางแผนทุกเรื่อง […]

5 พลัง 5 ธรรมาจารย์หญิง…ผู้พลิกหัวใจให้เบิกบาน

5 พลัง 5 ธรรมาจารย์หญิง… ผู้พลิกหัวใจให้เบิกบาน พระพุทธศาสนาดำรงอยู่มาแล้วกว่า 2,600 ปี ซึ่งผู้ที่สืบทอดพระศาสนาให้ยืนยาวมาจนถึงทุกวันนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพุทธบริษัท 4 อันประกอบด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา วันแม่ปีนี้ Secret จึงชวนผู้อ่านทำความรู้จัก 5 ธรรมาจารย์หญิง ผู้พลิกหัวใจให้เบิกบาน ในรสพระธรรม   แม่พระของ “ลูกโยคี” คุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย     นางสิริ กรินชัย หรือที่ผู้ปฏิบัติธรรมมักเรียกเธอว่า “คุณแม่สิริ” เกิดมาในครอบครัวที่ชอบทำบุญทำกุศลและเป็นคนธรรมะธัมโม จังหวัดนครราชสีมา  ทำให้เธอและพี่น้องอีก 4 คนในบ้านคุ้นเคยกับคำสอนทางพุทธศาสนาตั้งแต่ยังเล็ก คุณแม่สิริเป็นคนเรียนหนังสือเก่ง สอบได้ที่ 1 ตลอดทุกครั้ง หากทำงานอะไรก็จะทำได้ดีมาก หลังแต่งงาน คุณแม่จึงเลือกที่จะประกอบอาชีพร้านเสริมสวย ตัดเสื้อ และขายอุปกรณ์เสริมสวยในจังหวัด ครั้งหนึ่งคุณแม่สิริได้มีโอกาสเข้าวิปัสสนากรรมฐานอย่างเคร่งครัด 7 วันกับท่านเจ้าคุณพระธรรมธีรราชมหามุนี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร ท่านเจ้าคุณซึ่งเป็นผู้สอบอารมณ์ถึงกับเอ่ยปากว่า “มาโคราชเที่ยวนี้ไม่เสียเที่ยว ได้คนดีไว้คนหนึ่งคือคุณสิริ ต่อไปคนนี้จะสอนคนและทำประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก” คุณแม่สิริตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะเผยแผ่สิ่งที่ตนเองได้ไปรับรู้มาให้กับผู้อื่น จึงแปลงบ้านของตนเป็นสถานปฏิบัติธรรม แล้วจัดตั้งหลักสูตรวิปัสสนากรรมฐานที่มีชื่อว่า “การพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาและสันติสุข” ขึ้นมา หลักสูตรนี้สอนการปฏิบัติเพื่อให้เกิดสติ กำหนดรู้อารมณ์ปัจจุบันอย่างต่อเนื่องตลอด 7 คืน 8 วัน โดยอาศัยหลักสำคัญ 3 อย่างในการปฏิบัติ ได้แก่ การกำหนดรู้อิริยาบถปัจจุบันจากอารมณ์ที่มากระทบทวารทั้ง 6 ประกอบด้วยตา หูจมูก ลิ้น กาย และใจ การเดินจงกรม และการนั่งสมาธิโดยอาศัยการกำหนดอาการพองยุบของท้อง 50 กว่าปีผ่านไป ด้วยวิธีการสอนที่เข้าใจง่ายและน้ำเสียงที่อบอุ่นของคุณแม่สิริ ซึ่งมักเรียกผู้เข้ารับการอบรมว่า “ลูกโยคี”ทำให้ผู้คนมากมายจากทุกสารทิศ ต่างพากันมาขอความรู้จากท่าน โดยปัจจุบันมีผู้เข้าอบรมในหลักสูตรของคุณแม่สิริครั้งละ 100 - 500 คน และมีคนผ่านการอบรมไปแล้วหลายหมื่นคน คุณแม่สิริมักกล่าวกับลูกโยคีเสมอว่า…“ท่านเป็นผู้โชคดีได้มาพบพระพุทธศาสนา มีโอกาสรับของขวัญจากพระพุทธเจ้าคือความสุข ไพบูลย์ สงบเย็นด้วยคุณธรรมของศีล ทาน สมาธิและปัญญา ขอให้ทุกท่านมีความเพียร มีความอดทน มีความพอใจที่จะก้าวไปสู่ทางสันติสุขโดยยึดมั่นปฏิบัติธรรมะ อันเป็นทางตรงและถูกต้องแล้ว”   ภิกษุณีคามา เลกเช โทโม…ผู้นำทางให้สตรีมีที่ยืน     ว่ากันว่า ภิกษุณีคามา เลกเช โทโม เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยมหาศาล ถึงขนาดที่ว่าสามารถซื้อรถ เรือ และเครื่องบินได้ทุกปี ด้วยความที่เติบโตมาในรัฐที่ติดทะเล ทำให้ก่อนออกบวชสาวน้อยแพทริเซีย ฌอง เซนน์ ผู้นี้หลงใหลในสายน้ำและคลื่นลมของทะเลจนกลายเป็นนักโต้คลื่นในที่สุด สมัยที่เธอยังเล็ก แพทริเซียมักตั้งคำถามกับคนรอบตัวว่า “จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากเราตายไปแล้ว” ซึ่งคำตอบที่ได้รับไม่เคยทำให้เธอเข้าใจ ด้วยเหตุนี้เมื่อเจริญวัยเธอจึงไปค้นหาคำตอบไกลถึงธรรมศาลา ประเทศอินเดีย ครั้งแรกที่เข้าเรียนคลาสวิชาพระพุทธศาสนา เธอก็ได้รับคำตอบที่ตามหามานานจากพระสายทิเบต ส่งผลให้แพทริเซียตัดสินใจบวช โดยได้รับฉายาว่า “ภิกษุณีคามา เลกเช โทโม”และใช้ชีวิตนักบวชอยู่ในประเทศอินเดียนานกว่า 15 ปี ภิกษุณีเลกเชได้กล่าวถึงสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้จากคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ว่า… “พระพุทธเจ้าสอนวิธีเปลี่ยนแปลงจิตใจจากความสับสนความโลภ ความเกลียด ความหยิ่งยโสไปสู่การละและวาง ท่านสอนว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเวลาในปัจจุบัน…ดังนั้นไม่ว่าข้างหน้าจะแย่หรือจะดี เราจะไม่กังวล ไม่ทุกข์ เพราะเราอยู่กับปัจจุบันของเรา…แต่น่าเสียดายที่คนส่วนมากกว่าจะรู้ตัว ชีวิตก็หมดเวลาไปกับสิ่งไร้สาระจนหมดเวลาของชีวิต… “…คนเราส่วนมากทุกข์เพราะเราไปยึดติดว่านั่นเป็นตัวเราเป็นของเรา ทั้งที่จริงๆ แล้วทุกสิ่งเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน พระพุทธเจ้าสอนว่า เป็นการยากที่จะสลัดความเป็นตัวเป็นตนของเราออกไปได้ แต่ไม่ยากจนเกินไป แค่ก้าวข้ามคำว่า ฉัน ของฉัน” ด้วยความที่ภิกษุณีเลกเชอยู่ในอินเดียมานาน ท่านจึงเข้าใจความคิดของผู้หญิงอินเดียที่ว่า “หากมีโอกาสเกิดใหม่ ขอเกิดเป็นผู้ชายดีกว่า” ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเริ่มสอนให้สามเณรีและผู้หญิงทุกคนที่มาเรียนมีความมั่นใจมากขึ้น ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตนก็มีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาและปฏิบัติธรรมเหมือนกับผู้ชาย และนี่คือสาเหตุที่ทำให้ท่านก่อตั้งมูลนิธิแจมยัง (Jamyang Foundation) มูลนิธิที่นำเงินไปช่วยเหลือผู้หญิงในประเทศยากจนให้มีการศึกษายังขึ้น ท่านกล่าวว่า “เสียดายศักยภาพและโอกาสของบางคนที่ทุ่มเททั้งชีวิต แต่ต้องตายจากไปและไม่มีโอกาสทำสิ่งดีๆ ที่อยากทำ”   ภิกษุณีชุนโด อาโอยาม่า…งามตามวิถีแห่งเซน     ธรรมาจารย์ชุนโด อาโอยาม่า เดิมมีชื่อว่า มิสุโกะ มาจากครอบครัวชาวนา ตระกูลของท่านนับถือพุทธศาสนามาตลอด ตอนเด็กๆ ปู่ของท่านซึ่งเป็นนักพรตในลัทธิชูเก็นโดได้เคยทำนายไว้ตั้งแต่ท่านอยู่ในครรภ์มารดาว่า เด็กคนนี้จะต้องบวช เมื่อได้ยินดังนั้น ภิกษุณีซูซัน เจ้าอาวาสวัดชินชูผู้เป็นป้าจึงรับเด็กน้อยไปเลี้ยงดูตั้งแต่อายุ 5 ขวบ นอกจากการฝึกฝนและปฏิบัติธรรมแล้ว เด็กหญิงมิสุโกะยังต้องช่วยทำการเกษตรในไร่ของวัด แม้จะมีโอกาสเรียนหนังสือ แต่เธอก็ไม่ค่อยมีเวลาอ่านหนังสือ ช่วงเวลาในการท่องจำหนังสือ คือระยะทางหกกิโลเมตรที่เธอต้องเดินทางจากบ้านถึงโรงเรียน บางครั้งถึงกับต้องทำบัตรคำภาษาอังกฤษติดตัวไปท่องระหว่างทำงานในไร่นาหรือแม้แต่เวลาเข้าห้องน้ำ หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมต้นมิสุโกะตัดสินใจที่จะโกนหัวและบวชเป็นภิกษุณีที่วัดไอจิ เซ็มมน นิโซโด ซึ่งเป็นวัดที่ฝึกหัดภิกษุณี อยู่ที่เมืองนะโงะยะ ท่านเคยกล่าวถึงสาเหตุที่บวชทางโทรทัศน์ว่า “พระพุทธเจ้ามีความสุขทางโลกครบทุกอย่าง แต่พระองค์ทรงละทิ้งทุกอย่าง เพื่อหาความสุขที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่ความสุขทางโลก ไม่ใช่เงินหรือเกียรติยศใดๆ เพราะความสุขแบบนั้นไม่ได้อยู่กับเราถาวร นั่นเป็นความสุขที่มีเงื่อนไขและแปรเปลี่ยนอยู่เสมอ แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบคือหนทางความสุขที่ไม่มีเงื่อนไข ฉันจึงเชื่อว่า…ไม่ว่าใครที่เดินทางบนเส้นทางนี้ก็จะมีความสุขเช่นนี้เหมือนกัน” ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่วิถีของนักบวชหน้าใหม่ เธอก็ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อภิกษุณีที่วัดนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งภิกษุณีชุนโด อาโอยาม่า ได้พบธรรมะบทหนึ่งขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า…“อย่ามองหาความผิดของผู้อื่นในสิ่งที่พวกเขาทำหรือไม่ได้ทำ แต่ให้มองที่ตัวเธอมากกว่าว่าได้ทำอะไรลงไปและอะไรยังไม่ได้ทำ” ธรรมะบทนี้เธอตระหนักได้ว่า ไม่ว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร แต่ธรรมะของพระพุทธองค์ยังคงเรืองรองอยู่เสมอ เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองจบลง ภิกษุณีชุนโดตัดสินใจเรียนต่อมหาวิทยาลัยโคมาซาว่า ซึ่งมีผู้หญิงเข้าเรียนไม่ถึงสิบคน ในช่วงเวลาแห่งการเรียนนี้เองที่ภิกษุณีชุนโดมีโอกาสได้สอนการจัดดอกไม้และการชงชาในวัดที่ท่านอาศัยอยู่…ภิกษุณีชุนโด อาโอยาม่า ได้กลับไปอยู่วัดที่ชินชูเมื่ออายุได้ 30 ปี หลังจากที่กลับมาอยู่วัดบนเขานี้ ท่านได้รับเชิญให้ไปสอนที่วัดฝึกหัดที่ไอจิ เซ็มมน นิโซโด และได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรตามที่ต่างๆ อีกมากมายทั่วประเทศญี่ปุ่น หลังจากภิกษุณีผู้เป็นป้าจากไป ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสคนต่อไปของ วัดมุเรียวจิ ทั้งยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดฝึกหัดที่ไอจิ เซ็มมน นิโซโด เมื่ออายุเพียง 42 ปี นับว่าเป็นเจ้าอาวาสที่อายุน้อยที่สุดของวัดฝึกหัดแห่งนี้…ภิกษุณีชุนโด อาโอยาม่า ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ว่าจะเป็นการสอนธรรมะและสอนซาเซน (= วิถีแห่งเซน) ทั้งในและนอกประเทศ บางครั้งท่านก็ได้รับเชิญให้ไปสอนถึงอินเดีย ยุโรป และอเมริกา   ภิกษุณีเจิ้งเอี๋ยน…ผู้มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์อย่างหาที่สุดมิได้     ภิกษุณีเจิ้งเอี๋ยน กำเนิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 ที่ตำบลเล็กๆ ชื่อชิงสุ่ย ของเมืองไทจุง ประเทศไต้หวัน เดิมท่านมีชื่อว่า “หวัง จิ่น หยิน” เมื่อโตขึ้น บิดาของท่านถึงแก่กรรมโดยมีสาเหตุจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตัวท่านเอง สร้างความเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ตลอดทั้งวันเด็กสาวคิดคำนึงเพียงเรื่องเดียวว่า ขณะนี้บิดาไปอยู่ ณ ที่ใด เพื่อนคนหนึ่งจึงได้แนะนำหวัง จิ่น หยิน ให้ไปที่วัดฟงเหยียนท่านธรรมาจารย์ที่วัดมอบหนังสือให้ท่านเล่มหนึ่งและบอกว่า “โยมเอากลับไปอ่านแล้วจะรู้ว่าพ่อของโยมไปอยู่ที่ไหน” อันที่จริงแล้วหนังสือเล่มนั้นไม่ได้บอกอะไรเลย เพียงแต่เขียนว่า “คนเราเมื่อมีเกิดก็ต้องมีตาย” …ต่อมามีเพื่อนอีกคนหนึ่งพาท่านไปที่วัดฉือหยิน ท่านได้อ่านหนังสือ “เหลียงหวางเป่าซาน” ซึ่งทำให้สาวน้อยหวัง จิ่น หยิน ในขณะนั้นมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า “คนเราเมื่อตายไปแล้ว จะเอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ จะมีแต่กรรมดีหรือกรรมชั่วที่เราทำในชาตินี้ติดตัวไปเท่านั้น” นับตั้งแต่นั้นมาเธอก็ไปวัดทุกวันและออกบวชโดยได้รับฉายาว่า “เจิ้งเอี๋ยน” เมื่อท่านเดินทางกลับถึง ฮวาเหลียน อุบาสก สวี ซง หมินได้สร้างกระท่อมเล็กๆ หลังวัด ผู่หนิง ให้เป็นที่พำนัก ท่านธรรมาจารย์และสานุศิษย์ที่ติดตามมาทำงานอย่างหนัก ต้องต่อสู้กับลมและฝน บางครั้งต้องอดมื้อกินมื้อ แต่กระนั้นท่านก็ยังยึดมั่นในปณิธานที่จะไม่รับบิณฑบาต ไม่รับประกอบพิธีกรรม และตั้งกฎไว้ข้อหนึ่งว่า “วันใดไม่ทำงานวันนั้นจะไม่กิน” ดังนั้นทุกวันคนในวัดจะช่วยกันปลูกผักกินเอง เดินทางไปโรงงานเพื่อเก็บเอาด้ายที่เขาทิ้งแล้วเอามาถักเสื้อกันหนาวเพื่อหารายได้ยังชีพ ภิกษุณีเจิ้งเอี๋ยนเคยกล่าวถึงเรื่องของการทำงานไว้ว่า…“คนที่ไม่ทำงานใดๆ และปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไร้ประโยชน์ ชีวิตจะเต็มไปด้วยความเกียจคร้าน การปล่อยชีวิตให้ล่วงเลยไปโดยเอาแต่นอน จิตใจจะค่อยๆ ตกต่ำ สติปัญญาและความสามารถจะถดถอยลงเรื่อยๆ ผู้ที่ดำรงชีวิตแบบนี้เราเรียกว่า ‘คนหลับ’…” ปี พ.ศ. 2509 มีเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนใจท่านอย่างรุนแรง วันหนึ่งท่านเดินทางไปยังโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ท่านได้พบเลือดกองใหญ่นองอยู่บนพื้น เมื่อสอบถามก็ได้ความว่า เป็นกองเลือดของผู้หญิงชนบทแท้งลูก เพราะใช้เวลาเดินทางมานานถึง […]

นัท มีเรีย เบนเนเดตตี้ เชื่อมั่นในความดีว่ามีอยู่จริง

นัท มีเรีย เบนเนเดตตี้ เชื่อมั่นในความดี ว่ามีอยู่จริง ก่อนตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง แม้กระทั่งการทำความดี นัท มีเรีย เบนเนเดตตี้ จะมีหลักคิดว่า “ทำในสิ่งที่เชื่อและเชื่อในสิ่งที่ทำ” เพราะถ้าเชื่อและมีศรัทธาแล้ว เราจะทำสิ่งนั้นด้วยใจและด้วยศักยภาพทั้งหมดที่เรามี ดัง เชื่อมั่นในความดี ว่ามีอยู่จริง แม้แต่เรื่องการทำความดี นัทก็จะเริ่มต้นจาก “ต้องเชื่อก่อนว่าความดีมีอยู่จริง ความชั่วก็มีอยู่จริง” ทำสิ่งไหนก็ย่อมได้รับสิ่งนั้นคืนกลับมา คุณแม่ของนัทถือเป็นต้นแบบการทำความดีที่ใกล้ตัวที่สุด นอกจากคุณแม่จะชอบไปวัด ชอบทำบุญ ช่วยทำนุบำรุงศาสนาแล้ว คุณแม่ยังรักที่จะเป็น “ผู้ให้” ด้วยค่ะ เริ่มตั้งแต่ช่วยอุปการะส่งเสียหลาน ๆ แม้แต่คนทั่วไป ไม่ว่าใครเดือดร้อนมาคุณแม่ช่วยหมด รวมทั้ง “น้องหมา” ใกล้ ๆ บ้าน คุณแม่ก็จะเตรียมข้าวเป็นกะละมัง ๆ เอาใส่รถไปเลี้ยงทุกวัน จนน้องหมาทุกซอยกลายเป็นลูกสมุนคุณแม่กันหมด คุณแม่ทำอย่างนี้มากว่า 20 ปีด้วยความสุขค่ะ ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยหรือเบื่อเลยสักครั้ง ท่านทำเพราะอยากทำ ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำตามโอกาสหรือวาระสำคัญ…นั่นทำให้นัทอยากทำเหมือนคุณแม่บ้าง ยิ่งโตขึ้น ความรู้สึกนี้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่า คนเราอยู่ในโลกคนเดียวไม่ได้ ต้องเกื้อกูลกัน วันนี้เราอาจโชคดีที่มีมากกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้น เราก็ต้องแบ่งปันสิ่งเหล่านี้ให้เขาบ้าง นัทมีหลักว่า “จะช่วยเหลือใคร เราต้องมองลึกลงไปให้ถึงความรู้สึกของเขาก่อน เขาเดือดร้อนตรงไหนก็ช่วยตรงนั้นแล้วต้องช่วยอย่างมีสติ” ถ้าบางเรื่องจำเป็นต้องใช้เงิน เราก็ใช้ เช่น ถ้าใครอยากบวชแต่ไม่มีสตางค์ นัทก็อาสาเป็นเจ้าภาพให้ ถ้าใครไม่มีเงินทำศพหรือเป็นศพไม่มีญาติ นัทก็จะช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายให้ วิธีนี้ไม่ยุ่งยากเลยค่ะ ใครจะทำบ้างก็ได้ แค่ไปแจ้งความจำนงไว้กับมูลนิธิ เมื่อมีคนเดือดร้อนด้วยกรณีเหล่านี้เข้ามา เขาก็จะประสานงานมายังเรา เราก็สามารถส่งความช่วยเหลือไปได้ทันที แต่ถ้าไม่สะดวกเรื่องเงิน นัทก็ใช้แรงกายแรงใจของตัวเราเองแทน เช่น ไปพูดคุยให้กำลังใจ เพื่อให้เขารู้สึกว่า “ไม่ได้ถูกสังคมทอดทิ้งและตัวเขายังมีค่ากับโลกใบนี้” นัทว่า บางทีสิ่งเหล่านี้อาจจะสำคัญมากกว่าของเยี่ยมหรือเงินทองเสียอีก   นัทร่วมกับแฟนคลับนำเงินไปบริจาคที่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ดอนเมือง   นัทบริจาคกระดูกและเนื้อเยื่อที่ศูนย์เนื้อเยื่อชีวภาพ กรุงเทพฯในพระอุปถัมภ์ฯมาค่ะ   ไปให้กำลังใจ แจกขนมคุณลุงคุณป้าผู้ป่วยโรคไตที่โรงพยาบาลรามาธิบดี   เคยมีครั้งหนึ่ง น้องแฟนคลับโทรศัพท์มาเล่าว่า เขาเป็นคนที่ขาดความรักมาตลอด พ่อแม่แยกทางกัน มีความรักทีไรก็ผิดหวังจนเขารู้สึกว่า ตัวเองไม่มีค่าสำหรับใครหรืออะไรเลย ตอนแรกนัทก็อึ้งไปสักพัก ก่อนจะค่อย ๆ ทำความเข้าใจและคิดว่า ถ้านัทอยู่ในสถานการณ์แบบเขาบ้าง จะรู้สึกแย่แค่ไหนและควรทำอย่างไร แล้วนัทก็พูดคุยกับน้องคนนั้น โดยพยายามทำให้เขามี “สติ ความเข้มแข็ง และกำลังใจ” เพิ่มมากขึ้น หลังจากนั้นไม่กี่วัน น้องแฟนคลับคนเดิมก็โทรศัพท์กลับมาเล่าให้นัทฟังว่า วันนั้นเขาเกือบจะคิดสั้นกินยาตายอยู่แล้วแต่พอได้คุยกับนัท เขาก็เลยเปลี่ยนใจ เพราะรู้สึกว่าเขายังมีค่าอยู่บ้าง…อย่างน้อยก็สำหรับนัท พอได้รู้อย่างนั้น นัทดีใจนะคะ มันอธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก มันอิ่มใจที่เราได้ช่วยเหลือเขาโดยที่เราเองก็ไม่รู้ว่าเขากำลังจะคิดสั้น เรียกว่าเป็นจังหวะที่พอเหมาะพอดี ไม่ได้หมายความว่านัทเป็นที่ปรึกษาที่ดีหรือเก่งอะไร ใคร ๆ ก็ทำแบบนี้ได้ค่ะ เพียงแต่ต้องใส่ “ความจริงใจ” ลงไปด้วย ไม่ใช่แค่พูดหรือทำให้จบ ๆ หรือผ่าน ๆ ไป    คนเราจะอิ่มได้ ไม่ใช่แค่เพราะได้กินของอร่อย ๆ เท่านั้น“ทำความดีก็อิ่มได้เหมือนกัน” แถมยังอิ่มทนและอิ่มนานอีกด้วยค่ะ    เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี บทความน่าสนใจ งานอดิเรกของผมคือการสะสมความดี ชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์ “อานุภาพแห่งความดี” นึกถึงเรื่องดีในยามใกล้ตาย บทความธรรมะ จาก พระไพศาล วิสาโล ความดี…ไม่ต้องมีปริญญา พลังของการทำความดี… สุวรรณฉัตร พรหมชาติ เจ้าของฉายา แท็กซี่อุ้มบุญ ชีวิตที่เชื่อมั่นในความดี ของ ตั๊ก ศิริพร อยู่ยอด (ตอนที่ 1) ชีวิตที่เชื่อมั่นในความดี […]

พลังแห่งการคิดบวก นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์

พลังแห่งการคิดบวก นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการผู้จัดการโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ นอกจากธุรกิจประกันชีวิตและอสังหาริมทรัพย์แล้ว โรงเรียนนานาชาติ คือสิ่งที่ คุณ นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ลงแรงลงใจทำงานอย่างเต็มที่ไม่แพ้ธุรกิจอื่น ๆ ด้วย พลังแห่งการคิดบวก “คุณพ่อ (กฤษณ์ อัสสกุล) มีโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ที่เขาใหญ่ ส่วนดิฉันเปิดโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ที่กรุงเทพฯ หลังจากท่านเสียชีวิต ดิฉันเข้ามาบริหารโรงเรียนทั้ง 2 แคมปัส และปัจจุบันก็ก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจกรุงเทพฯ ซึ่งมีแนวทางการเรียนการสอนเหมือนกับไบรท์ตัน คอลเลจ ที่อังกฤษคือกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กอยากเรียน ถ้าเด็กมีพรสวรรค์หรือชอบด้านไหน โรงเรียนก็จะช่วยส่งเสริมเด็กอย่างเต็มความสามารถ นอกจากนี้เด็กไม่ได้เรียนรู้วิชาการเพียงด้านเดียว แต่จะได้เรียนรู้ทั้งด้านการเข้าสังคม ดนตรี กีฬา และหลาย ๆด้านควบคู่กันไป” แม้การทำธุรกิจจะเผชิญกับปัญหามากมายแค่ไหน แต่สิ่งที่พบเจอระหว่างการทำงานก็ทำให้คุณนุสราหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง “ถ้าเป็นธุรกิจประกันชีวิต ดิฉันมักภูมิใจและดีใจเวลาได้พบกับตัวแทนประกันชีวิตในต่างจังหวัด เขาจิตใจดี ซื่อสัตย์ รักบริษัทมาก บางคนพูดว่า เขามีทุกวันนี้ มีบ้าน 3 หลัง มีรถยนต์ 3 คัน มีเครื่องเพชรเพราะไทยสมุทรฯ ทั้งที่จริง ๆ ดิฉันคิดว่า เพราะเขานั่นแหละที่ทำให้ตัวเองมี เขาขยันเรียนรู้มีความซื่อสัตย์ และให้คำแนะนำที่ดีกับลูกค้าผู้ซื้อประกัน บางคนก็บอกว่า เดี๋ยวเขาจะทำยอดให้เราภูมิใจนะ อาจจะ 3 หรือ10 กรมธรรม์ เขาก็ยังอยากพยายามเพื่อเรามันปลื้มใจ ประทับใจค่ะ ส่วนโรงเรียนนานาชาติ การได้เห็นความสุข ความสำเร็จของเด็กที่เรียนจบไปแล้วคือความสุขของเราที่วัดเป็นเงินไม่ได้ เด็กบางคนจบโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ กรุงเทพฯ พอไปเรียนมหาวิทยาลัย เขาได้ทุนอานันทมหิดลเราก็ยินดีและมีความสุขไปกับเขาด้วย” เคล็ดลับที่ทำให้ไม่เกิดความท้อแท้ในการทำงานหลายอย่างไปพร้อม ๆ กันก็คือการคิดบวก “การเป็นผู้บริหาร ไม่มีใครสร้างพลังขับเคลื่อนให้ตัวเราได้เท่ากับเราสร้างเอง การคิดบวก มองเห็นสิ่งที่ดีในสิ่งที่ไม่ดี เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญมาก เวลาเจอปัญหาแล้วยังไม่รู้ว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร ต้องคิดไว้เสมอว่า เดี๋ยวมันมีทางแก้ ต้องใจเย็น ๆค่อย ๆ คิด การคิดแก้ปัญหาอาจไม่ใช่คิดคนเดียว ควรฟังจากคนอื่นด้วย บางทีรายละเอียดเหล่านี้สามารถตอบโจทย์ของเราว่าปัญหาคืออะไรกันแน่ พอเราเข้าใจปัญหาเดี๋ยวจะรู้ว่าทางแก้คืออะไร และทำให้เราไม่ย่อท้อต่อการทำงาน” นอกจากการคิดบวกแล้ว สิ่งสำคัญที่คุณนุสราขาดไม่ได้และต้องนำมาใช้ในการทำงานทุกวันก็คือ ธรรมะ “ดิฉันใช้หลักเรื่องของความเมตตาเวลาลูกน้องทำงานไม่ได้ดั่งใจ ถ้าเรามีเมตตาก็จะมองปัญหานี้ว่า อาจยังสอนเขาได้ไม่ดีพอหรือยังไม่เคยมีเจ้านายสอนเขา เขาจึงยังทำไม่ได้ เราต้องเมตตาและให้โอกาสเขา อีกเรื่องคือสติ ซึ่งดิฉันถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าเราไม่มีสติ เมื่องานมีปัญหา เรามักชี้นิ้วโทษคนอื่น แต่ถ้ามีสติแล้วหันมามองตัวเองบ้างบางทีปัญหาอาจเกิดจากเราก็ได้ ต้องค่อย ๆใช้สติไตร่ตรอง ถ้าเราเป็นคนจิตใจดี ละเว้นสิ่งไม่ดี สติก็จะเกิดง่าย พอมีสติก็จะเกิดปัญญาในการแก้ไขทุกปัญหาในที่สุด” หากมีสติทุกช่วงชีวิต ไม่ว่าเจออีกกี่ปัญหาก็สามารถฝ่าฟันไปจนถึงเส้นชัยแห่งความสำเร็จ    เรื่อง อุรัชษฎา ขุนขำ ภาพ วรวุฒิ วิชาธร ผู้ช่วยช่างภาพ กำพล  ยอดเมือง สไตลิสต์ ณัฏฐิตา เกษตระชนม์ บทความน่าสนใจ ลี คุน-ฮี แห่งซัมซุง: ไม่มีคำว่า “เป็นไปไม่ได้” สำหรับซีอีโอคิดบวก “คิดบวก ชีวิตบวก” ข้อคิดสู่ชีวิตเป็นสุข จาก ท่านว.วชิรเมธี เช็ก 7 สัญญาณ คุณเป็น คนคิดบวก รึเปล่า คิดบวกคิดลบ เราจะคิดยังไงดี 10 วิธีเพิ่มพลังความคิดบวก เมตตากรุณา - ยิ่งแบ่งยิ่งได้ เคล็ดลับความสุขความสำเร็จของสหรัถ สังคปรีชา หลิง จันทิมา ติยะวัชรพงศ์ เจ้าของสินค้าสุขภาพแบรนด์ Healthy Mate กับการค้นพบธรรมะ เบื้องหลังความสำเร็จของ ระเฑียร ศรีมงคล ผู้บริหารบริษัทบัตรกรุงไทย  

งานอดิเรกของผมคือการสะสมความดี ชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์

งานอดิเรกของผมคือการ สะสมความดี ชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์  ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือโฆษะกรุ๊ป   สิ่งที่ คุณ ชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์ ให้ความสำคัญไม่แพ้การบริหารงานบริษัทในเครือโฆษะกรุ๊ป คือการเพิ่มเรื่องราว “ความดีที่งดงาม” ลงในสมุดที่เขาเรียกว่า “สมุด สะสมความดี  ” “เรื่องการสะสมความดี ครอบครัวผมทำมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่-เถ้าแก่โค้วซาแล้วครับ เมื่อ 85 ปีที่แล้ว ท่านกับเพื่อน ๆ อีก 2 คน ร่วมกันซื้อที่ดิน 8 ไร่เศษ ซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงแรมโฆษะ และริเริ่มก่อสร้างโรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยาลัยขึ้น เพื่อการศึกษาของลูกหลาน และเปิดการเรียนการสอนมาจนถึงปัจจุบัน โดยเก็บค่าเล่าเรียนไม่แพง บริหารงานแบบ Non-profit Organization โดยสมาคมศิษย์เก่าฯ” คุณชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือโฆษะกรุ๊ปคนปัจจุบัน ซึ่งได ้รับการปลูกฝังเรื่องการแบ่งปันจากบิดา มีวิสัยทัศน์ว่าจะต้องนำพาโฆษะกรุ๊ปให้เป็นองค์กรที่มีคุณค่าต่อแผ่นดิน “ผมถือว่ามรดกที่ผมได้รับจากคุณพ่อเชษฐ์ที่มีค่าที่สุดมากกว่าทรัพย์สินเงินทองคือ ‘กระดาษ Napkin 1 แผ่น’ วันหนึ่งผมนั่งอยู่กับคุณพ่อที่ห้องอาหารโรงแรมโฆษะ ท่านนั่งบนรถเข็นและพูดไม่ได้ เพราะถูกคุณหมอเจาะคอเนื่องจากเป็นมะเร็งกล่องเสียง ท่านหยิบกระดาษ Napkin มาเขียนข้อความให้ผม3 ข้อเป็นภาษาอังกฤษ แปลเป็นไทยได้ดังนี้ พวกเราครอบครัวโฆษะ : ต้องมีความจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์ของในหลวง พวกเราครอบครัวโฆษะ : พร้อมที่จะแบ่งปันความมั่งมีให้กับสังคมของเรา พวกเราครอบครัวโฆษะ : ต้องดูแลความผาสุกของพนักงานของเราทุกคน” คุณชาติชายเริ่มเปิดสมุดทีละหน้า เล่าแต่ละเหตุการณ์ด้วยรอยยิ้ม  “ปี พ.ศ. 2547 เกิดสึนามิที่ภูเก็ต ผมมีโอกาสลงไปช่วยคนที่ประสบภัยตั้งแต่วันเกิดเหตุ 26 ธันวาคมจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม มีนักศึกษาชาวสวีเดนคนหนึ่ง เธอรอดชีวิต แต่ครอบครัวคนไทยที่เธอมาอาศัยอยู่ด้วยหายสาบสูญ เธอช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนทำอะไรไม่ถูก ผมจึงช่วยโทรศัพท์ติดต่อพ่อแม่ของเธอที่อยู่ประเทศสวีเดน และพาเธอไปที่ศูนย์ช่วยเหลือเพื่อไปพบกับตัวแทนสถานทูต “นอกจากนี้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิก็มีปัญหาด้านการขนส่ง คือรถบรรทุกสำหรับลำเลียงถุงพระราชทาน เพื่อไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นรถของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีอยู่ 4 คันนั้นยังไม่พอ เพราะภัยพิบัติกินพื้นที่ถึง 6 จังหวัดที่ติดทะเลอันดามันและระยะทางไกลมาก ผู้จัดการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯโทร.มาปรึกษาผมว่าทำอย่างไรดี เพราะเป็นช่วงปลายปี รถรับจ้างไม่มีใครวิ่ง หยุดปีใหม่กันหมด ผมจึงบอกให้ลูกน้องเอารถหกล้อช่วงยาวของบริษัทเฟอร์โกอุตสาหกรรม จำกัด ของเรา 2 คันวิ่งจากกรุงเทพไปถึงจังหวัดสตูลตลอดช่วงเวลานั้น พอเสร็จงาน คุณโชดก วีรธรรม พูลสวัสดิ์ เลขาธิการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯในสมัยนั้นเห็นศักยภาพเรา จึงมีจดหมายเชิญให้เป็นกรรมการฝ่ายบรรเทาทุกข์ ผมดีใจมากที่ได้มีโอกาสถวายงานพระองค์ท่านทางอ้อม ผ่านมูลนิธิฯของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”  อุทกภัยใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2554 เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่คุณชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์ ยังจำได้ไม่ลืม  “ผมลงพื้นที่กับสภากาชาดไปที่จังหวัดลพบุรี ซึ่งน้ำท่วมสูงมาก มองไปสุดสายตาก็เห็นแต่น้ำ ปัญหาที่เจอคือต้องขนน้ำไปให้ชาวบ้าน แต่เรือท้องแบนขนได้แค่ 20 แกลลอน เท่านั้น กว่าจะเดินทางถึงหมู่บ้านใช้เวลานานมากเกือบ 2 ชั่วโมง ผมจึงออกแบบแพชื่อว่า‘แพน้ำใจ’ เรามีโรงงานทำโฟม ผมจึงออกแบบให้ใช้โฟม 2 ก้อนใหญ่ แต่ใส่รถบรรทุกได้เจาะรูใส่ท่อแป๊บ ประกอบเป็นแพใหญ่สามารถขนน้ำได้กว่า 200 แกลลอน พอขนน้ำไปถึงชาวบ้านบอกว่าไม่ได้เห็นพื้นดินมา 1 เดือนแล้ว จึงขอให้ทิ้งแพไว้ให้ใช้ด้วย เพื่อขนถุงยังชีพและใช้มานั่งพูดคุยกันคลายเครียด     “พอน้ำมาถึงกรุงเทพฯและปริมณฑลน้ำท่วมขังนานเช่นกัน มีรายงานมาทางสภากาชาดว่ามีชาวบ้านหมู่บ้านหนึ่งเครียดมาก จึงอยากให้ไปช่วย ผมจึงเชิญแม่ชีศันสนีย์ลงเรือไปช่วยรักษาใจให้กับผู้ประสบภัย ช่วยให้ชาวบ้านมีกำลังใจขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด”  กิจกรรมเพื่อสังคมอีกประเภทที่คุณชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์ ทำเป็นประจำคือ การจัดโครงการที่ชื่อว่า ธรรมะเยียวยาสังคม  “ทางโรงแรมโฆษะร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ องค์การบริหารส่วนจังหวัด จัดทำโครงการธรรมะเยียวยาสังคม โดยเปิดโอกาสให้คนเข้ามาฟังธรรมะฟรีทุกเดือน ผมเชื่อว่าธรรมะช่วยให้บ้านเมืองสงบสุขได้”  เหนือสิ่งอื่นใด เรื่องที่เขาภาคภูมิใจมากอีกเรื่องหนึ่งคือ การจัดทำโครงการคืนแผ่นดินสู่พระเจ้าแผ่นดิน “เนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา ผมจึงจัดทำโครงการคืนแผ่นดินสู่พระเจ้าแผ่นดิน ด้วยการบริจาคที่ดิน 42 ไร่ ณ บ้านเหมือดแอ่อำเภอเมืองฯ จังหวัดขอนแก่น ให้มูลนิธิชัยพัฒนา เป็นที่ดินอุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำล้อมรอบ เพื่อทำเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เกษตรกร ผมดีใจมากที่มูลนิธิชัยพัฒนาได้พัฒนาที่ดิน ผืนนี้ตามความตั้งใจให้เป็นแหล่งเรียนรู้แก่เกษตรกร และผู้มาเยี่ยมชมงานจะได้เรียนรู้องค์ความรู้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วนำไปพัฒนาอาชีพของตนเอง เพื่อช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคม”   ท้ายที่สุด เขาอยากเชิญชวนทุกคนให้หันมาสะสมความดีเป็นงานอดิเรกของครอบครัว เพื่อช่วยกันสร้างสังคมที่น่าอยู่แก่ลูกหลานในอนาคตต่อไป   เรื่อง:อุรัชษฎา ขุนขำ  […]

“สำเร็จแล้ว” พระไตรปิฎกสากลฉบับภาษาไทย

“สำเร็จแล้ว” พระไตรปิฎกสากลฉบับภาษาไทย พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา เป็นแหล่งรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เก่าแก่ที่สุด การเผยแผ่พระไตรปิฎก เท่ากับเป็นการเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้า การแปล พระไตรปิฎกสากลฉบับภาษาไทย สำเร็จ เท่ากับพุทธศาสนิกชนชาวไทยมีโอกาสได้ศึกษาพระไตรปิฎกทั้ง เถรวาท และนิกายอื่น คือ มหายานและวัชรยาน มากขึ้น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีโครงการแปลพระไตรปิฎกสากล ประกอบด้วย (1) พระไตรปิฎกพุทธศาสานาเถรวาท  (2) พระไตรปิฎกพุทธศาสานามหายาน และ (3) พระไตรปิฎกพุทธศาสานาวัชรยาน มาตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 โดยมีกำหนดให้เสร็จทันก่อนวันวิสาขบูชา เพื่อแจกในวันงานวิสาขบูชาโลก ที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 พฤษาภาคม 2561   ล่าสุดพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส (ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) หัวหน้าคณะทีมแปลพระพุทธศาสนาเถรวาท กล่าวถึงความคืบหน้าของการแปลพระไตรปิฎกสากลว่า ขณะนี้คณะทำงานแปลพระไตรปิฎกฉบับสากลเป็นภาษาไทย ได้แปลและตรวจความสมบูรณ์ของการแปลเรียบร้อยแล้ว นอกจากในส่วนของภาษาไทย ยังตีพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษ และฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 ด้วย คาดว่าจะเริ่มตีพิมพ์ตั้งแต่วันที่ 5-20 พฤษภาคม นี้ โดยจัดพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ […]

ลี คุน-ฮี แห่งซัมซุง: ไม่มีคำว่า “เป็นไปไม่ได้” สำหรับซีอีโอคิดบวก

ลี คุน-ฮี แห่งซัมซุง: ไม่มีคำว่า “เป็นไปไม่ได้” สำหรับซีอีโอคิดบวก ใครคิดว่าการเป็นผู้บริหารต้องหน้านิ่วคิ้วขมวด เช้าบ่น กลางวันเบื่อ เย็นหมดเรี่ยวหมดแรง…อย่างน้อย ลี คุน-ฮี (Lee Kun-hee) ประธานกรรมการบริหารประธานบริษัทซัมซุง กรุ๊ป  ก็ไม่ใช่หนึ่งในนั้น  จากจุดเริ่มต้นด้วยเงินลงทุนเพียง 30,000 วอน เมื่อ พ.ศ. 2481 บริษัทการค้าเล็กๆ ชื่อ “ซัมซุง” ก็เจิดจรัสสมดังชื่อที่มีความหมายว่า “ดาวสามดวง” อย่างที่ “นายลี เบียง – ซอล” (Lee Byung-chul) ผู้ก่อตั้งวาดหวังไว้ ซัมซุงสามารถครองความเป็นเจ้าตลาดธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าในเกาหลีใต้ได้นับตั้งแต่ พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะทันทีที่ “นายลี คุน – ฮี” ก้าวขึ้นรับตำแหน่งซีอีโอแทนผู้เป็นพ่อ เขาก็ได้นำซัมซุงไปสู่ความท้าทายใหม่ๆ อีกมากมาย ครั้งนั้น ซัมซุงต้องต่อสู้กับคู่แข่งอย่างญี่ปุ่นทั้งในเรื่องนวัตกรรม การดีไซน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่า ซัมซุงเป็นสินค้าระดับล่าง ไม่มีคุณภาพ ซึ่งกระทบหูของลี  […]

จินต์เจษฎ์ จันทร์เพ็ญ จากเด็กยกของ สู่เจ้าของกิจการเงินล้าน

จินต์เจษฎ์ จันทร์เพ็ญ จากเด็กยกของสู่ เจ้าของกิจการเงินล้าน จินต์เขษฎ์ จันทร์เพ็ญ เจ้าของกิจการเงินล้าน กว่าจะมีวันนี้ได้ ต้องผ่าอุปสรรคมามาก หวังว่าเรื่องราวของคุณ จินต์เขษฏ์ จันทร์เพ็ญ จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอีกหลายคนได้ ผมเป็นเด็กหัวดี แต่ติดเพื่อน ติดเล่น ติดคุย เกรดบางวิชาจึงไม่ค่อยดีมาก แต่ถ้าชอบอาจารย์คนไหน เกรดก็จะดี ตอนเรียนจบสายอาชีพ พ่อถามว่าจะพาไปฝากช่อง 3 อยากไปหรือไม่ ผมตอบทันทีเลยว่าไป เหตุผลเดียวคืออยากเจอคุณจอย – ศิริลักษณ์ ผ่องโชค ตอนนั้นผมชอบเธอมาก คิดว่าถ้าได้เข้าช่อง 3 คงได้เห็นตัวเป็น ๆ จึงรีบตอบตกลงโดยไม่รู้ว่าให้ไปทำอะไร ปรากฏว่าตำแหน่งของผมเรียกให้สวยหรูคือผู้ช่วยช่างภาพ งานจริง ๆ คือ เด็กยกของ ยกทุกอย่างจริง ๆ ยกขากล้อง ยกสายเคเบิล ยกหนักสุดนี่คือเครน ก้านใหญ่ ๆ ยาว ๆ ที่ใช้ติดกล้องถ่ายมุมสูงนั่นละครับ และจากการยกเครนนี้เองทำให้ผมโดนล้อเครนหนีบนิ้วจนข้อนิ้วยุบลงไปเลย ผมแอบไปนั่งมองนิ้วในห้องน้ำด้วยความเจ็บปวดและบอกกับตัวเองว่า  “เราจะไม่อยู่แค่นี้ไปจนแก่แน่นอน” หลังจากนั้นผมจึงคิดเรียนต่อ เพราะวุฒิแค่ ปวช. ผมคงเป็นได้แค่เด็กยกของในกองถ่ายไปจนตาย ผมไปสอบเรียนระดับปริญญาตรีแบบที่เรียนเฉพาะเสาร์ - อาทิตย์ พร้อมกับทำงานไปด้วย แม้ระหว่างทำงานผมจะเจอคุณจอย -ศิริลักษณ์ ผ่องโชค ตามที่ฝัน แต่ด้วยความที่เรียนหนักและงานเยอะจึงตัดสินใจลาออก พอลาออกมาเรียนอย่างเดียวก็รู้สึกเบื่อ สุดท้ายไปอยู่ในวงการขายประกันชีวิต ซึ่งที่นี่ผมได้หลักการพูดโน้มน้าวซึ่งช่วยฝึกทักษะการพูดผมได้เป็นอย่างดี ผมทำงานนี้จนได้เป็นพรีแมเนเจอร์ พอเรียนจบปริญญาตรี ผมตัดสินใจไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อหาประสบการณ์ชีวิตด้วยเงินเก็บของตัวเอง เมื่อไปถึงจ่ายค่าที่พัก ค่าเรียนภาษาเรียบร้อยแล้ว เหลือเงินแค่ 125 เหรียญ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 3,000 บาทเท่านั้น สิ่งที่ต้องเร่งทำคือการหางานทำ ซึ่งก็ได้ทำงานร้านขนม ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เรียกว่าไม่ง่ายเลยกับชีวิตนักเรียนนอก ผมทำงานหนักเก็บกวาดร้าน เก็บขยะ ล้างห้องน้ำ ทำครัว ขายของหน้าร้าน มันหนักมากสำหรับคนที่มี พี่เลี้ยงและแม่บ้านทำให้มาตลอดอย่างผม วันหนึ่งผมแบกถุงขยะเหม็น ๆ ที่ถุงใหญ่กว่าตัวผมเสียอีกไปทิ้งยังจุดทิ้งขยะด้านนอกอาคารท่ามกลางอากาศหนาวจับจิต นาทีนั้นผมบอกกับตัวเองว่า    “จำเหตุการณ์นี้ไว้นะว่ามันหนักขนาดไหน วันข้างหน้าถ้ามันมีอะไรแย่ ๆ เกิดขึ้นเราจะผ่านไปได้” ต่อจากนั้นผมก็ผ่านทุกเหตุการณ์หนัก ๆ ในชีวิตมาได้ทุกครั้ง ด้วยการคิดถึงประสบการณ์ครั้งนี้จริง ๆ พอทำงานในร้านขนม ไม่นาน ผมก็ไปสมัครเป็นช่างภาพในทีวีไทยท้องถิ่น และได้ทำงานเบื้องหลังทุกอย่าง ทั้งการเขียนสคริปต์ กำกับ ตัดต่อผมใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเกือบ 5 ปี พอวีซ่าหมดจึงกลับประเทศไทย จากนั้นผมเริ่มหางานทำและได้มาเป็นโปรดิวเซอร์ช่องโมเดิร์นไนน์ทีวี ทำงานหามรุ่งหามค่ำตามประสาคนทำงานทีวี ผมทำงานมาเรื่อย ๆ จนมีดิจิทัล ผมอยู่ในส่วนของกลุ่มวางแผนงานดิจิทัลทีวีของอสมท. และเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายเกี่ยวกับเรื่องดิจิทัลทีวี ช่วงที่ผ่านมาพนักงานหลายคนในองค์กรต่างลาออกไปอยู่บริษัทใหม่ เพื่อเงินเดือนที่ดีกว่า ส่วนผมมาคิดว่า ถ้าลาออกแล้วไปเป็นพนักงานบริษัทอื่น ชีวิตคงไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ถ้าจะออก ชีวิตผมต้องเปลี่ยน ในที่สุดผมตัดสินใจลาออก เพื่อไปทำธุรกิจคอนเทนส์โพรไวเดอร์ของตัวเอง ชื่อว่าไนน์เฟส ครีเอชั่น แล้วชีวิตของผมก็ได้เปลี่ยนแปลงสมความตั้งใจอย่างแท้จริง ถ้าวันนั้นผมไม่กล้าที่จะเปลี่ยน ผลักดันตัวเองจากพนักงานประจำมาเป็นเจ้าของกิจการอย่างในวันนี้ ผมคงเป็นพนักงานกินเงินเดือนหลักหมื่นต่อไปเหมือนเดิม และคงไม่มีโอกาสได้เห็นเงินล้านในบัญชีของตัวเองอย่างนี้แน่นอน   Secret BOX ทุกช่วงเวลาของชีวิตมีจุดเปลี่ยนเสมออยู่ที่เราจะ “เห็น” และ “กล้า”ที่จะเปลี่ยนมันหรือเปล่า จินต์เจษฎ์ จันทร์เพ็ญ   เรื่อง จินต์เจษฎ์ จันทร์เพ็ญ เรียบเรียง อุรัชษฎา ขุนขำ ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี สไตลิสต์ ณัฏฐิตา เกษตระชนม์ บทความน่าสนใจ True Story: ผู้หญิง “โชคดี” กับชีวิตที่ “โชกโชน” จากหญิงขายบริการสู่เจ้าของกิจการที่สุขสุดๆ กว่าจะมีวันนี้ “ โจว ฉุนเฟย ” เศรษฐีจีน […]

เมตตากรุณา - ยิ่งแบ่งยิ่งได้ เคล็ดลับความสุขความสำเร็จของสหรัถ สังคปรีชา

เมตตากรุณา - ยิ่งแบ่งยิ่งได้ เคล็ดลับความสุขความสำเร็จของ สหรัถ สังคปรีชา ตลอดระยะเวลากว่า 28 ปีในวงการบันเทิง นอกจากไม่มีข่าวด่างพร้อยแล้วเขายังเป็นที่รักของประชาชนไม่เสื่อมคลาย เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้ ก้อง - สหรัถ สังคปรีชา ผู้ชายอบอุ่นคนนี้ประสบความสำเร็จ วันนี้เขามาเผยเคล็ดลับการใช้ชีวิต การงาน และความรัก รวมถึงพลังของความเมตตากรุณาและการให้   คุณก้องเติบโตมาในครอบครัวแบบไหนคะ ได้ยินว่าตอนเด็ก ๆ ถูกสปอยล์มาไม่น้อย ใช่ครับ ก่อน 10 ขวบผมเติบโตมาในครอบครัวใหญ่คุณตาเป็นเจ้าของบ้าน มีคุณแม่ คุณป้า และคุณน้าอยู่รวมกันผมเป็นหลานคนแรก คุณตาจึงค่อนข้างเห่อและเลี้ยงแบบเอาอกเอาใจ ผมจึงแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะที่บ้านมีคนงานสิบกว่าคน ผมเรียกใช้ได้หมด ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าตัวเองเอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็เรียกพี่เลี้ยงมาทำให้ ไม่ต้องทำอะไรเอง เคยถึงขนาดหิวแล้วเขวี้ยงจานทิ้ง แต่ตอนนั้นยังเด็กมาก เลยไม่ค่อยรู้ตัว พอย้อนกลับไปคิดแล้วเป็นพฤติกรรมที่น่าเขกกบาลมาก (หัวเราะ) จนผมอายุสิบกว่าขวบ คุณพ่อก็ซื้อบ้านเองและแยกครอบครัวออกมา ผมถึงเลิกเป็นเด็กสปอยล์   คุณพ่อสอนอะไรบ้างคะ คุณพ่อเน้นให้ผมรู้จักทำอะไรด้วยตนเอง พึ่งตัวเองอย่างตอนเป็นเด็กนักเรียน ถ้าวันไหนผมลืมเอาอุปกรณ์เกี่ยวกับชุดลูกเสือไป เช่น พู่ ผ้าพันคอ เข็มขัด คุณพ่อจะไม่ยอมซื้อให้ใหม่ ทั้งที่สามารถซื้อได้และราคาไม่แพงด้วย แต่คุณพ่อปล่อยให้โดนครูตี ท่านสอนว่าไม่ควรลืม ถ้าวันไหนมีเรียนลูกเสือ ก่อนนอนต้องเตรียมอุปกรณ์ชุดลูกเสือไว้ให้พร้อมตั้งแต่นั้นมาผมไม่ลืมอีกเลย นอกจากนั้นคุณพ่อยังสอนให้ทำอะไรเอง ตอนเด็ก ๆผมจึงต้องเป็นลูกมือให้คุณพ่อแทบทุกเรื่อง เช่น ซ่อมรถปลูกต้นไม้ บางครั้งผมก็บ่นว่าทำไมต้องทำ คนใช้ก็มี ทำไมไม่ใช้ เวลาเห็นผมโกรธมาก ๆ คุณพ่อมักบอกว่า “วันหนึ่งก้องจะรู้เองว่าทำไมพ่อต้องทำแบบนี้” พอโตขึ้นมาผมถึงเห็นคำตอบที่พ่อพูดไว้ เพราะเราทำอะไรได้หลายอย่าง ในขณะที่คนอื่นทำไม่เป็น ถ้าวันนั้นคุณพ่อไม่สอน วันนี้ผมคงทำอะไรไม่เป็น   มีวิธีคิดและทำใจกับการสูญเสียคุณพ่อเมื่อไม่นานมานี้อย่างไรคะ คุณพ่อป่วยมาประมาณปีกว่า พอรู้ผมก็พยายามทำใจพาท่านไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หาข้อมูลการรักษา หาอาหารดี ๆ มาให้ท่าน และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ให้กำลังใจท่าน โชคดีที่คุณพ่อไม่ท้อแท้ ไม่เศร้า เพราะท่านหวังว่าจะกลับมาหายดีอีกครั้งหนึ่ง ช่วง 5 - 6 เดือนหลังมานี้คุณพ่อเดินไม่ได้แล้ว เพราะกล้ามเนื้อขาหมดแรง ขยับไม่ได้ ต้องนอนอยู่แต่บนเตียงและเจ็บปวดทรมานมาก ยิ่งสองเดือนสุดท้ายคุณพ่อยิ่งทรุดหนักเห็นอย่างนี้ผมยิ่งต้องทำใจมากขึ้น การเสียชีวิตของคุณพ่อทำให้ผมเข้าใจชีวิตมากขึ้นว่าคนเราต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครหนีพ้น นี่เป็นเพียงบทเรียนแรกที่เริ่มเข้ามาในชีวิต และจากนี้ไปผมคงพบการสูญเสียต่อไปเรื่อย ๆ เพราะที่สุดแล้วคนเราก็ต้องล้มหาย-ตายจากกันเป็นธรรมดาของชีวิต พอผมเข้าใจอย่างนี้ได้แล้วจึงทำใจได้ง่ายขึ้น   ทราบว่าสนใจเล่นดนตรีตั้งแต่เด็ก ๆ ผมเรียนโรงเรียนชายล้วน เวลาเลิกเรียน นักเรียนแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มเล่นกีฬาและกลุ่มเล่นดนตรี ผมเป็นกลุ่มที่ชอบไปห้องซ้อมดนตรี เพราะหลงใหลเสน่ห์ของดนตรี ผมมักไปกับกลุ่มเพื่อนที่เล่นดนตรี จนได้เข้าวงดนตรีกับเพื่อน ช่วงมัธยมต้นเล่นดนตรีป๊อกแป๊ก ๆ พอขึ้นมัธยมปลายถึงเริ่มฟอร์มวงเป็นเรื่องเป็นราว โดยเล่นงานเล็ก ๆ ก่อน เช่นงานวันเกิด งานแต่งงานครู งานห้องสมุด งานโรงเรียนพอเรียนจบ ม.6 เข้าเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 ปี 2 ผมเริ่มเล่นเป็นอาชีพตามผับบาร์ มีพี่ชายของเพื่อนเปิดผับก็ไปขอเล่นเลย เงินเดือนเท่าไรก็เอา คือผมไม่ได้สนใจเรื่องเงินเดือนแค่อยากเล่นดนตรีมากกว่า เพราะเป็นความฝันของผม เล่นดนตรีอยู่สัก 2 ปี แกรมมี่ก็จับเซ็นสัญญาทำอัลบั้มนูโว คราวนี้แหละผมได้เล่นดนตรีทั้งชีวิต (หัวเราะ)   รู้สึกอย่างไรบ้างคะที่วันหนึ่งความฝันกลายเป็นจริงขึ้นมา ได้เป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง ผมมีความสุขมาก จำได้ว่าวันที่นูโวได้ออกอัลบั้มครั้งแรกแล้วมีงานคอนเสิร์ต โอ้โห มีความสุขสุดขีด เหมือนกับว่าทั้งชีวิตเราฝันอยากเป็นนักดนตรี พอวันหนึ่งได้เริ่มเล่นอาชีพตามผับตามบาร์ก็รู้สึกว่าประสบความสำเร็จในจุดหนึ่งแล้ว ยิ่งพอได้ออกอัลบั้ม ได้เล่นคอนเสิร์ต ยิ่งรู้สึกเหมือนเราเรียนจบได้ปริญญาตรีมาอีกใบหนึ่ง มีความสุขมาก วันที่รู้ตัวว่าเรามีชื่อเสียงแล้ว คงเป็นวันที่ผมไปเล่นคอนเสิร์ตโลกดนตรี แล้วมีแฟนคลับมาจับมือและร้องไห้แบบคลั่งไคล้ ตอนนั้นผมตกใจมาก เพราะไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นซูเปอร์สตาร์ รู้สึกแค่ว่าเป็นนักดนตรีธรรมดา ๆ ไม่เคยรู้ว่าคนดูมองเราเป็นนักดนตรีที่เขาอยากกรี๊ด อยากจับมือ แค่เห็นก็ร้องไห้แล้ว วันนั้นผมถึงได้รู้ว่าชีวิตมันเปลี่ยนไปแล้ว ไปไหนมาไหน จะเข้าโรงแรมก็ต้องมีการ์ดมากั้น เรียกว่าชีวิตเปลี่ยนไปเลย (ยิ้ม)   ตั้งแต่เข้ามาทำงานในวงการบันเทิง เจอปัญหาหรือเรื่องที่ไม่ชอบใจบ้างไหมคะ ปัญหาไม่ค่อยมีนะครับ แต่เรื่องที่รู้สึกคงเป็นเรื่องความเป็นส่วนตัวหายไป เพราะเราต้องโดนถ่ายรูปตลอดเวลาบางทีออกจากบ้าน หน้าตาผมเผ้ายังกระเซอะกระเซิงอยู่ พอขับรถไปถึงที่นัดถ่ายทำ ลงจากรถปุ๊บเจอกล้องเป็นสิบ ๆ ตัวมารุมถ่าย ผมจะรู้สึกว่ายังไม่พร้อม เพิ่งตื่น ตายังบวมอยู่เลยคิดว่าไม่ค่อยเป็นส่วนตัวเท่าไหร่ หรือเวลาไปต่างจังหวัดพอลงจากเครื่องบินปุ๊บ มีแฟนคลับมารอรับ ขึ้นรถตู้ไปถึงโรงแรมนี่ยิ่งหนักเลย คราวนี้รอเป็นร้อย เปิดรถตู้มา โดนดึงต่างหู โดนดึงสร้อยไป รู้สึกว่าชีวิตส่วนตัวหายไปแล้ว แต่ผมก็เข้าใจนะว่าการมีชื่อเสียงบางครั้งก็ต้องแลกกับการสูญเสียอะไรไปสักอย่างแบบนี้แหละ   มีเคล็ดลับการทำงานอย่างไรที่ทำให้ได้รับความนิยมมานานขนาดนี้คะ ทำให้ดีที่สุด ตั้งใจทำทุกงาน เคารพผู้ร่วมงาน ให้เกียรติผู้ร่วมงานทุกคน ผมคิดว่าทุกอาชีพทำเองคนเดียวไม่ได้เพราะยังต้องมีผู้ร่วมงาน มีฝ่ายอื่น ๆ อีก ดังนั้นถ้าอยากทำงานให้ดีและสมบูรณ์แบบก็ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน นอกจากนั้นผมยังใช้ “พรหมวิหาร 4” ที่ช่วยให้การทำงานสะดวกสบายขึ้นพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ทุกคนทำได้หมด โดยเฉพาะ 2 ข้อแรกเมตตา คือ ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข กรุณา คือปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ พอเรามีเมตตากรุณาอย่างนี้แล้วคนรอบข้างที่ได้รับความเมตตากรุณาก็จะให้ความรู้สึกดี ๆ ให้ความรักคืนกลับมา เรียกว่าให้ไปก่อน เดี๋ยวก็ได้กลับมาเองพอทำแบบนี้บ่อย ๆ เราก็จะมีแต่ความสุข ผมสนใจเรื่องพรหมวิหาร 4 เพราะคุณพ่อชอบให้หนังสือธรรมะ ชอบให้รู้เรื่องธรรมะ พอได้อ่านหนังสือเหล่านี้มันจะค่อย ๆ ซึมซับมาเอง เวลานำเอาไปใช้ผมรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นมีแต่เรื่องดี ๆ วิ่งเข้ามา เช่น เวลาไปไหนก็มีแต่คนคิดดี ๆ กับเรา มีแต่คนชื่นชม ไปไหนคนก็ต้อนรับ ผมรู้สึกว่าการทำบุญเรื่อย ๆ อย่างเวลามีหน่วยงานไหนขอให้ช่วย ผมก็ไม่เกี่ยง ผมเขียนหนังสือเรื่อง Real Kong เงินที่ได้ทั้งหมดก็เอาไปช่วยเด็ก ช่วยคนแก่ ช่วยหมาแมวพอทำดีอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ทำให้ไปไหนมีแต่คนชื่นชม ไม่มีคนเห็นแล้วยี้ ดังนั้นผมคิดว่าการทำดีทำให้เราได้สิ่งดีกลับมาจริง ๆ   รู้สึกอย่างไรที่ได้เป็นโค้ช The Voice ซึ่งเป็นบทบาทที่ทำหน้าที่ของการเป็นครู ผมคิดว่างานนี้เป็นโอกาสดีอีกเรื่องที่เข้ามาในชีวิตครั้งแรกผมปฏิเสธรายการไป แต่เขาตามผมอยู่เป็นเดือนคือตอนแรกผมไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร เกิดมาไม่เคยเป็นโค้ชไม่รู้จะไปสอนคนร้องเพลงอย่างไร จึงปฏิเสธไป จนรายการพยายามเกลี้ยกล่อมขอให้เข้ามาคุยหน่อย บอกถ้าไม่รับ ก็ไม่ตื๊อแล้ว แต่พอได้เข้าไปคุยถึงรู้ว่าไม่ยากอย่างที่คิด เมื่อตัดสินใจไปทำจริง ๆ กลายเป็นเรื่องง่าย เพราะผมมีสิ่งเหล่านี้อยู่เต็มตัวเลย ผมถูก พี่เต๋อ (เรวัต พุทธินันทน์) และพี่ ๆ ในแกรมมี่เคี่ยวเข็ญมาหนักมาก เคยยืนร้องเพลงกับพี่เต๋อมาไม่รู้กี่สิบเพลงร้องกันตั้งแต่บ่าย ๆ ไปเสร็จตอนเช้าอีกวันหนึ่ง ทั้งที่ร้องแค่เพลงเดียว เพราะเราร้องโดยไม่มีเครื่องดนตรี ใช้เสียงร้องอย่างเดียว สมัยนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์ช่วยเรื่องการร้องเพลงเหมือนสมัยนี้ ตอนนี้ร้องผิดร้องเพี้ยนมีคอมพิวเตอร์ช่วยได้สมัยก่อนเป็นเทป จึงต้องร้องจริง ๆ อย่างเดียว ผมโดนขับเคี่ยวมาเยอะมาก ทำให้มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในตัวไม่รู้ตัว เช่น วิธีการร้องหนัก - เบา สั้น - ยาว การทำงานในห้องอัด ฯลฯ พอวันหนึ่งที่เราต้องมาสอนเด็ก ๆ ร้องเพลงว่าทำอย่างนี้สิ ขึ้นคอนเสิร์ตให้ร้องอย่างนี้นะ จึงสอนได้ ถือว่าโชคดีไป   ที่ผ่านมาคุณก้องทำกิจกรรมช่วยสังคมสม่ำเสมอ เลือกไหมคะว่าต้องทำบุญด้านไหน การทำดีของผมไม่ได้จำกัดเลยว่าจะช่วยใครบ้าง คือช่วยได้ก็ช่วย ทั้งสัตว์ คนแก่ เด็ก คนพิการ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ไม่ได้เหนื่อยนักหนา ผมจะพยายามช่วยบางหน่วยงานให้ผมช่วยพูดรณรงค์บริจาคสิ่งของให้คนแก่เด็กกำพร้า เด็กพิการ ถ้าพอมีคิวว่างผมก็ทำ เพราะคิดว่าเราไม่ได้เสียอะไรมากมาย แค่สละเวลาไปช่วยเหลือ ผมยินดีช่วย ที่ทำอย่างนี้เพราะผมคิดว่าได้สิ่งดี ๆ จากสังคมเยอะมาก ดังนั้นเราควรต้องแบ่งปันกลับไปบ้าง ผมเชื่อว่ายิ่งแบ่งก็ยิ่งได้ อย่างตอนประเทศเนปาลแผ่นดินไหว ผมไปร่วมเล่นคอนเสิร์ตการกุศล หาเงินช่วยเหลือเนปาลมีเพื่อน ๆ ศิลปินไปช่วยกันเยอะ เช่น วงนูโว, พี่ปุ๊ -อัญชลี จงคดีกิจ, โจอี้ บอย, คุณบอย โกสิยพงษ์,แสตมป์ ฯลฯ รวบรวมเงินบริจาคได้ประมาณ 2 ล้านบาทแล้วส่งไปให้เนปาล แม้ไม่ได้มากมาย แต่คงพอช่วยคนได้เป็นร้อยเป็นพันคนโดยที่เราก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรมาก ผมได้เล่นดนตรีที่ชอบและได้หาเงินบริจาคไปช่วยเหลือชาวเนปาลก็รู้สึกประทับใจครับ   เวลาว่างทำอะไรบ้างคะ […]

เพื่อนรักหมีคุมะมง ผู้ไม่ทิ้งฝัน

เพื่อนรัก หมีคุมะมง ผู้ไม่ทิ้งฝัน หมีคุมะมง เป็นหมีสีดำ แก้มแดง นิสัยขี้เล่นซุกซน คุณผู้อ่านบางท่านอาจเคยเห็นคลิป หมีคุมะมง ขี่มอเตอร์ไซค์บ้าง แช่อนเซ็นบ้าง เต้นระบำบ้าง ทุกกิริยาล้วนน่ารักชวนอมยิ้มไปหมด หากกล่าวถึงจังหวัดคุมะโมะโตะเมื่อ 6 ปีก่อน พวกเราคงไม่มีใครรู้จักจังหวัดนี้ แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ตาม เมื่อมีคนถามว่า “รู้จักจังหวัดคุมะโมะโตะไหม” คนญี่ปุ่นคงตอบว่า “รู้จัก จังหวัดทางตอนใต้ใช่ไหมล่ะ” แต่แทบไม่มีใครบอกได้เลยว่า จังหวัดนี้มีอะไรโดดเด่นหรือมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ใดน่าไปบ้าง จุดเปลี่ยนของจังหวัดเกิดขึ้นเมื่อการรถไฟญี่ปุ่นตัดสินใจสร้างรถไฟชิงกันเซนวิ่งจากโอซะกะ ผ่านฟุกุโอะกะ คุมะโมะโตะ ลงไปถึงคะโงะชิมะ เมื่อการเดินทางสะดวกขึ้น จังหวัดจึงคิดกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวขึ้นมาเพื่อดึงนักท่องเที่ยวมาที่จังหวัดมากขึ้น หนึ่งในกลยุทธ์นั้นคือ การสร้างแมสคอตประจำจังหวัดที่ชื่อ “คุมะมง” คุมะมงเป็นหมีสีดำ แก้มแดง นิสัยขี้เล่นซุกซน คุณผู้อ่านบางท่านอาจเคยเห็นคลิปคุมะมงขี่มอเตอร์ไซค์บ้าง แช่อนเซ็นบ้าง เต้นระบำบ้าง ทุกกิริยาล้วนน่ารักชวนอมยิ้มไปหมด คุมะมงกลายเป็นกระแสในญี่ปุ่นด้วยความน่ารักแบบกวน ๆ หากใครไปญี่ปุ่นจะเห็นสินค้าเกี่ยวกับคุมะมงทั่วไปแทบทุกจังหวัดตั้งแต่เหนือจรดใต้เลยทีเดียว ทำให้แมสคอตประจำจังหวัดได้กลายเป็นแมสคอตระดับประเทศไปแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจของญี่ปุ่นประเมินว่าคุมะมงสามารถสร้างรายได้ให้ธุรกิจในจังหวัดได้ถึง 4 หมื่นล้านบาทภายในระยะเวลาแค่ 2 ปี (ค.ศ. 2011 - 2013) เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ดิฉันเดินทางไปจังหวัดคุมะโมะโตะ เพื่อฟังการบรรยายเกี่ยวกับกลยุทธ์การท่องเที่ยวจังหวัดคุมะ-โมะโตะพร้อมนักศึกษาอีก 35 คน ระหว่างการบรรยาย ประโยคหนึ่งที่วิทยากรกล่าวเสมอ ๆ คือ “โชคดีที่ท่านผู้ว่าฯยอมเล่นด้วยท่านผู้ว่าฯยอมตั้งแต่นำ ‘หมี (อ่านว่าคุมะในภาษาญี่ปุ่นซึ่งพ้องกับชื่อจังหวัด)’ มาเป็นแมสคอตจังหวัด ทั้ง ๆ ที่ในจังหวัดไม่มีหมีสักตัว” ผู้ว่าฯยอมไปออกรายการตลกชื่อดังของโอซะกะพร้อมกับหมีคุมะมงเพื่อประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จัก หรือเมื่อลูกน้องท่านส่งหมีคุมะมงไปประชาสัมพันธ์จังหวัดโอซะกะ ทีมการตลาดก็สร้างแคมเปญให้คุมะมงไปแจกนามบัตรฝากเนื้อฝากตัวกับคนโอซะกะ โดยมีภารกิจให้คุมะมงแจกนามบัตร 10,000 ใบ แต่เนื่องจากคุมะมงเหนื่อยล้ากับภารกิจจึงหนีไป ทางทีมการตลาดต้องการทำข่าวให้ชาวโอซะกะช่วยกันตามหาคุมะมง ท่านผู้ว่าฯก็ยอมเล่นด้วยโดยจัดแถลงข่าวประกาศว่า “หมีคุมะมงหายตัวไป” และขอความช่วยเหลือให้ชาวโอซะกะช่วยกันแจ้งเบาะแส แคมเปญนั้นทำให้นักข่าวโอซะกะเห็นเป็นเรื่องสนุก และหยิบเรื่องราวของหมีคุมะมงมาทำข่าวจนเกิดกระแสคุมะมงในโอซะกะ ใครจะเชื่อว่าผู้ว่าฯที่จบปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเคยเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น จะยอมเล่นด้วยขนาดนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่คุมะมงจะเรียกผู้ว่าฯว่า “เพื่อนรัก” เพื่อนรักคุมะมงคนนี้ไม่ธรรมดาค่ะ ท่านผู้ว่าฯ คาบาชิม่า อิคุโอะ เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นลูกคนที่ 7 ในบรรดาพี่น้อง 9 คน เนื่องจากฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี คาบาชิม่าจึงต้องปั่นจักรยานส่งหนังสือพิมพ์เพื่อช่วยหาเงินเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่ยังเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 แม้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก แต่คาบาชิม่าก็ยังมีความฝัน เขาฝันอยู่ 3 อย่าง อย่างแรกคือ การเป็นนักเขียนนิยาย เขาฝันอยากเขียนนิยายให้ได้ระดับเล มิเซราบล์ของวีกตอร์ อูโก เพราะชอบอ่านชอบเขียนมาก ความฝันที่สองคือ การเป็นนักการเมือง เพราะเขาหลงรักนักการเมืองชาวโรมันที่ชื่อบรูตัสจากหนังสือวีรกรรมผู้นำโรมันที่เคยอ่านตอนเด็ก ความฝันที่สามคือ การเป็นเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์สีเขียวขจีแถบภูเขาอะโซะในจังหวัดคุมะโมะโตะ บ้านเกิดตัวเองทุกเช้าที่ตื่นมาทำงานจะได้มองเห็นภูเขาสวยงามลูกนี้ได้ หลังจบมัธยมปลาย เขาเข้าทำงานที่สหกรณ์การเกษตรโดยรับขนส่งปุ๋ยและเมล็ดข้าวอยู่เกือบ 2 ปี แต่คาบาชิม่าเริ่มรู้สึกว่าตนเองไม่เหมาะกับงานเกษตรสักเท่าไร จึงตัดสินใจทำตามความฝันที่ 3 คือ การเปิดฟาร์มปศุสัตว์ของตนเองทว่าเขาไม่มีทั้งเงินทุนและความรู้ เผอิญเวลานั้นอเมริกาให้ทุนฝึกอบรมด้านเกษตรปศุสัตว์ คาบาชิม่าจึงสมัครและได้ไปฝึกที่มหาวิทยาลัยเนแบรสกา 2 ปี แม้งานจะหนักเท่าใดก็ตาม แต่คาบาชิม่าบอกว่า “นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมรู้สึกว่าการเรียนมันสนุกขนาดนี้” หลังจบโครงการ เขาจึงมุ่งมั่นที่จะเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเนแบรสกาแต่ไม่มีเงินพอสำหรับจ่ายค่าเรียนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ คาบาชิม่าจึงกลับญี่ปุ่นและช่วยพี่ชายขนส่งนม จนเก็บเงินพอเป็นค่าตั๋วเดินทางไปอเมริกา และพยายามไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่นั่น ตอนแรกคะแนน SAT เขาไม่สูงพอ เขาสอบตก โชคดีที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่เขาเคยไปฝึกอบรมเห็นความตั้งใจอันแรงกล้าของเขา จึงเขียนจดหมายแนะนำเป็นพิเศษ ทำให้เขาสามารถสอบเข้าคณะเกษตรของมหาวิทยาลัยเนแบรสกาได้ตอนอายุ 24 ปี คาบาชิม่าตั้งใจเรียนเต็มที่จนสอบได้ A ทุกวิชา “ผมตั้งใจเรียน 120 เปอร์เซ็นต์ เพื่อไม่ให้อาจารย์ผิดหวังในตัวผม” เมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัย อาจารย์ชวนคาบาชิม่าให้อยู่ทำวิจัยต่อ คาบาชิม่าถามตัวเองว่าเขาอยากเป็นอะไรกันแน่เขานึกถึงความฝันในวัยเด็กที่อยากเป็นนักการเมือง จึงตอบปฏิเสธอาจารย์และมุ่งมั่นสอบเข้าเรียนต่อปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเรียนวิชารัฐศาสตร์การปกครองมาก่อนเลย คาบาชิม่าสอบเข้าฮาร์วาร์ดได้ตอนอายุ 28 ปี โดยมีอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเดิมเป็นผู้เขียนจดหมายแนะนำให้ เวลานั้นคาบาชิม่าแต่งงานและมีลูกแล้ว 2 คน มหาวิทยาลัยมีเงินทุนให้เขาทำวิจัยแค่ 3 ปีเท่านั้น ปกตินักศึกษาปริญญาเอกที่ฮาร์วาร์ดใช้เวลาประมาณ 5 - 6 ปีจึงจะเรียนจบ แต่คาบาชิม่าใช้เวลาเพียง 3 ปี 9 เดือนก็สามารถสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์จากฮาร์วาร์ด คาบาชิม่ากลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยทซึคุบะเมื่ออายุ 50 ปีจึงย้ายมาสอนที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ตอนอายุ 61 ปีเขาก็ลาออกและลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและชนะการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 2008 นี่คือเรื่องราวของผู้ว่าฯที่ไม่ลืมความฝัน ผู้ว่าฯที่เคยเป็นเด็กยากจนที่ไม่มีอะไรเลย มีแต่ความฝันและกล้าลงมือทำ เขากล้าเสี่ยงไปเรียนต่อที่อเมริกาทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าจะสอบติดหรือไม่ กล้าลองสมัครเรียนรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยชื่อดังอันดับต้น ๆ ในอเมริกา ทั้ง ๆ ที่เคยเรียนแต่เกษตรกรรมและไม่เคยเรียนเรื่องการปกครองมาก่อนเลย หลังเกษียณเขากล้าลงสมัครเป็นผู้ว่าฯและทำสำเร็จในที่สุด เพราะ “กล้า” จึง “ก้าว” ไปได้ “ไกล” นั่นเอง    เรื่อง เกตุวดี  Marumura ขอบคุณภาพจาก commons wikimedia.org บทความน่าสนใจ ท้อแท้ แต่อย่า “ท้อถอย” กับ 7 ข้อคิด และ คำคมสร้างแรงบันดาลใจ จุดไฟให้ชีวิต James Kearsley ชายหนุ่มผู้ เอาชนะโรคร้าย กลายมาเป็นนักเพาะกายสร้าง […]

keyboard_arrow_up