พร 8 ข้อที่ พระอานนท์ ทูลขอพระพุทธเจ้า

ความเสียสละในรูปของการกล้าปิดทองหลังองค์พระปฏิมา มิไยว่าผู้คนจะรับรู้หรือไม่ คือความเสียสละในแบบฉบับที่ พระอานนท์ เคยปฏิบัติเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีที่แล้ว

เรื่องเล่าวันพระพุทธเจ้าลอยถาดลงในแม่น้ำก่อนตรัสรู้ บทความเตือนสติ จากท่าน ว.วชิรเมธี

บทความเตือนสติ จากหนังสือพุทธประวัติสำหรับเด็ก เล่าเหตุการณ์ไว้ตอนหนึ่งว่า ก่อนที่พระโพธิสัตว์สิทธัตถะจะได้ตรัสรู้นั้น พระองค์ทรงกลับมาเสวยพระกระยาหาร

“ยิ่งมืด ยิ่งต้องลืมตา” บทความธรรมะสำหรับ วันที่ มืด มน โดย แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

ชีวิตคนเราย่อมต้องมีอย่างน้อยหนึ่งครั้งที่พบกับ วันมืดมน เหมือนเดินเข้าห้องมืดที่ไม่สามารถมองเห็นอะไร ๆ ได้ซ้ำร้ายยังมีความกลัวแฝงตัวอยู่ด้วย

3 บุคคลที่หันหลังให้พระพุทธเจ้า - คนที่ถูกพระพุทธเจ้าทิ้ง บทความธรรมะจากท่าน ว.

เรื่อง ว.วชิรเมธี กล่าวถึงบุคคลที่หันหลังให้พระพุทธเจ้าและ คนที่ถูกพระพุทธเจ้าทิ้ง ไว้ในบทความชิ้นหนึ่งว่า

Dhamma Daily : อายุก็เริ่มมากแล้ว ไม่มีเป้าหมายชีวิต ควรทำอย่างไรดี

ไม่มีเป้าหมายชีวิต ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร อยู่ไปวัน ๆ กลายเป็นคนเก็บตัว ขาดความมั่นใจ จะทำอย่างไรดีคะ

คำเตือนจากท่าน ว. ก่อนเป็น มือที่สาม กรุณาถามตัวเองดังนี้!!

มือที่สาม เป็นได้ไม่ยาก ใครอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อต่อการหมิ่นเหม่ละเมิดจริยธรรมทางเพศ ไม่ว่าจะเพราะ “เด็กมันยั่ว เลยหลวมตัวไปหน่อย” หรือใจตรงกัน ขอให้อ่าน

ทำไม หัวใจจึงแห้งผาก…อยากรู้จักรัก ต้องทำอย่างไร ท่าน ว. มีคำตอบ

อยากรู้จักรัก จะต้องทำอย่างไร เวลาที่จะทำอะไรให้ใครถ้าไม่ได้ผลตอบแทนจะไม่อยากทำ จะมีวิธีเปลี่ยนความรู้สึกอย่างไรให้รู้สึกอยากทำอะไรให้ใครโดยไม่หวังผลตอบแทน

ดนตรีจิตอาสา ความสุขในทุกบันไดเสียง

ดนตรีจิตอาสา ความสุขในทุกบันไดเสียง เป็นเพราะการเล่นดนตรีสามารถสร้าง “ความสุข” ให้ผู้ฟังได้เสมอ ด้วยเหตุนี้เองจึงเกิดคนกลุ่มหนึ่งเล่น ดนตรีจิตอาสา เพื่อมอบความสุขให้ผู้ฟัง   สร้างสุขในโรงพยาบาล คุณสมศักดิ์ สินธวานนท์ เป็นคนหนึ่งที่ต้องการเล่นดนตรีให้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาล…โครงการจิตอาสาดนตรีบำบัด ณ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี จึงถือกำเนิดขึ้น “ผมเข้ามาเล่นดนตรีในสวนที่นี่ เพราะเห็นว่าคนไข้หรือคนที่มาโรงพยาบาลต้องมานั่งรอหมอ รอญาติ รอผู้ป่วยที่มาตรวจนานทำให้เกิดอาการเซ็ง เครียด เราก็ช่วยให้เขาสนุกขึ้น และเป็นการเชิญชวนให้คนมาเดินเล่นใน ‘สวนเท้าเปล่า’ ของที่นี่ด้วย” แรกเริ่มคุณสมศักดิ์เฟ้นหาที่เล่นดนตรี โดยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชมรมผู้สูงอายุ แต่ก่อนจะมีผู้สูงอายุซึ่งจะมาเล่นดนตรีไทยนอกโรงพยาบาลนานๆ ครั้งเท่านั้น คุณสมศักดิ์จึงได้ขอผู้อำนวยการโรงพยาบาลบินเดี่ยวเข้าไปเล่นดนตรีในสวนเท้าเปล่า…สวนเพื่อสุขภาพของโรงพยาบาล โดยใช้เครื่องดนตรีของตัวเอง “ผมจะเล่นตรงสวนนี้ประมาณแปดเก้าโมงในช่วงสาย ถ้าวันไหนนึกครึ้มก็จะขึ้นไปเล่นถึงเตียงคนไข้ในเลย”  หลังจากมีเสียงร้องเพลงและเล่นดนตรีในสวนเท้าเปล่า คนจึงเริ่มถอดรองเท้าเข้ามาเดินออกกำลังกายและฟังเสียงเพลงที่บรรเลงให้ใจตื่นอย่างสดชื่นและเบิกบาน “ครั้งหนึ่งผมเคยไปเล่นให้คนไข้ที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายฟัง สายระโยงระยางเต็มตัวเขาไปหมด หมอคาดว่าเขาคงอยู่ได้อีกไม่นาน ถึงแม้ว่าเขาจะพูดไม่ได้แล้ว แต่สายตายังแสดงความรู้สึกได้…พอผมเริ่มสีไวโอลินปุ๊บ เขาส่งยิ้มทางสายตาให้กับเราอย่างมีความสุข…แล้ววาระสุดท้ายเขาก็จากไปอย่างสงบ” เมื่อทุกอย่างเริ่มอยู่ตัว คุณสมศักดิ์ก็เข้าไปดึงเด็กๆ เพาะช่างที่มีแนวโน้มว่าอาจเดินทางผิดไปเสพยาให้หันมาเสพดนตรีแทน โดยใช้เวลายามเย็นที่ตัวเองว่างมาสอนเด็กๆ ให้เล่นดนตรีในชมรมผู้สูงอายุ “ในชมรมนี้ผมสอนดนตรีให้เด็กๆ ฟรีนะ อย่างคนนึงเคยเกือบติดยา ผมก็ลากเขามาเรียนดนตรี จนตอนนี้กลายเป็นศิษย์ที่เก่งที่สุดไปแล้ว “เด็กที่เรียนดนตรีจะมีพัฒนาการทั้งด้านไอคิวและอีคิว สมองจะมีความจำดีขึ้น อย่างเด็กสมาธิสั้นพอมาเรียนดนตรีก็จะมีสมาธิ […]

พระโกณฑธานเถระ ภิกษุผู้มีสตรีติดตามอยู่เบื้องหลัง

พระราชาทรงขอให้ พระโกณฑธานเถระ ลองไปยืนที่หน้ามุขอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้พระองค์ก็ทอดพระเนตรเห็นสตรีนั้นอีก จึงทรงแน่พระทัยว่าเป็นภาพหลอกตา หาใช่สตรีจริงไม่

สุกรเปรต วิบากกรรมของผู้ยุยงให้คนอื่นแตกแยก

ผลจากการยุยงให้พระเถระผู้ทรงศีลต้องผิดใจกัน ทำให้พระธรรมกถึกต้องชดใช้ผลกรรมในอเวจีมหานรกหนึ่งพุทธันดร มีร่างกายเป็น สุกรเปรต

รวม 3 ห้องสมุดธรรมะ แหล่งคลังความรู้พุทธศาสนา กลางกรุง Secret Thailand

รวม 3 ห้องสมุดธรรมะ แหล่งคลังความรู้พุทธศาสนา กลางกรุง ห้องสมุด นับเป็นคลังความรู้สำหรับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งรวบรวมข้อมูลความรู้แขนงต่างๆไว้มากมาย แต่ห้องสมุดที่ Secret จะนำเสนอในวันนี้เป็น ห้องสมุดธรรมะ เน้นจัดวางหนังสือธรรมะให้ผู้ใฝ่ธรรมได้ศึกษาและพัฒนาปัญญา ทั้งยังเปิดเป็นสถานปฏิบัติธรรมเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พัฒนาจิตใจอีกด้วย    มูลนิธิบ้านอารีย์ เราอาจรู้จัก “บ้านอารีย์” ในฐานะห้องสมุดธรรมะใจกลางเมือง คอมมูนิตี้สำหรับพบปะและพักผ่อนหย่อนใจของหมู่กัลยาณมิตรผู้ใฝ่ธรรม แต่หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าที่นี่ยังเป็นสถานปฏิบัติธรรมอีกด้วย บ้านอารีย์เริ่มต้นจากการที่คุณใหม่ วีรณัฐ โรจนประภา ผู้ก่อตั้งมูลนิธิบ้านอารีย์ มีแนวคิดอยากส่งต่อธรรมะที่ตัวเองได้รับในช่วงที่ได้บวชศึกษาธรรมไปยังผู้อื่นจึงเริ่มต้นเปิดร้านจำหน่ายหนังสือธรรมะที่ตึกปิยวรรณ นั่นทำให้คุณใหม่ได้รู้จักกับเครือข่ายคนรักธรรมะจำนวนหนึ่ง ต่อมาเมื่อคุณใหม่มีโอกาสเป็นเจ้าของที่ดินในซอยอารีย์แห่งนี้ เขาและกลุ่มญาติธรรมจึงช่วยกันเปลี่ยนบ้านไม้เก่าให้กลายเป็นห้องสมุดธรรมะ จนปัจจุบันบ้านอารีย์จดทะเบียนจัดตั้งเป็น “มูลนิธิบ้านอารีย์”องค์กรสาธารณประโยชน์ที่ต่อยอดเป็นสถานที่สำหรับประกอบกิจสาธารณกุศลต่าง ๆรวมทั้งนิมนต์พระมาแสดงธรรมและสอนปฏิบัติธรรมให้คนทุกเพศทุกวัย ทุกสัปดาห์ที่นี่จะจัดคอร์สปฏิบัติธรรมระยะสั้น ทั้งคอร์สวันธรรมดาเวลากลางวันที่เหมาะสำหรับพ่อบ้านแม่บ้านที่ว่างเว้นจากงานบ้าน และคอร์สในช่วงเย็นหรือเสาร์ -อาทิตย์ ที่เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนโดยเน้นวิธีเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ให้มีสติระลึกรู้อยู่กับการเคลื่อนไหวมือ 14 จังหวะ หรือหากใครอยากปฏิบัติจริงจังขึ้นไปอีก ก็สามารถเข้าคอร์สปฏิบัติแบบเนสัชชิก 1 วัน1 คืน โดยไม่นอนหรือเอนหลังลงแตะพื้นที่สำคัญคือ ผู้ปฏิบัติไม่จำเป็นต้องโทรศัพท์มาจองล่วงหน้าและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆทั้งสิ้น สำหรับคนเมืองผู้มีใจรักการปฏิบัติธรรม มูลนิธิบ้านอารีย์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจทีเดียว  มูลนิธิบ้านอารีย์ ตั้งอยู่ภายในโครงการ Banana Family Park ในซอยอารีย์ 1 ถนนพหลโยธินแขวงสามเสนใน เขตพญาไทกรุงเทพฯ สอบถามเพิ่มเติมโทร. 0-2279-7838, 0-2279-7837,0-2619-7474 หรือ Facebook:มูลนิธิบ้านอารีย์   บ้านหนังสือลาดพร้าว 71 คุณมาร์ค - ธาวิน พี เซียวตง ก่อตั้งบ้านหนังสือ ลาดพร้าว 71 ขึ้นโดยมุ่งหวังให้เป็นสถานที่ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทำให้ที่นี่มีหนังสือธรรมะหลากหลายประเภท เพื่อให้เหมาะสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกเพศทุกวัย โดยแบ่งเป็น 3 หมวด คือ หมวดที่ ➊ พระไตรปิฎกและพุทธประวัติ อยู่บนชั้นสองของบ้าน หมวดที่ ➋ หนังสือธรรมะสำหรับชีวิตประจำวันและการ์ตูนธรรมะ อยู่บริเวณชั้นหนึ่ง หมวดที่ ➌ หนังสือประวัติและคำสอนของพระเกจิ-อาจารย์ชื่อดัง อยู่ชั้นใต้ดิน ทุกเดือนที่นี่จะจัดคอร์สปฏิบัติธรรมระยะสั้น ใช้เวลาฝึกปฏิบัติเพียงครั้งละ 3 ชั่วโมง โดยมีกิจกรรมดังต่อไปนี้ เวลา 13.00 น. – 14.00 น.    รับฟังธรรมบรรยาย เวลา 14.00 น. – 15.00 น.     ปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฏฐาน 4 คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวลา 15.00 น. – 16.00 น.      ช่วงถาม – ตอบ ไขข้อข้องใจปัญหาทางโลกและทางธรรม ผู้มาปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่เป็นคนเมืองที่มีเวลาน้อย ครอบครัว คนวัยทำงาน แม้ที่นี่จะใช้เวลาปฏิบัติธรรมเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ก็อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาของการปฏิบัติธรรมอย่างครบถ้วน สามารถนำไปฝึกปฏิบัติได้เองที่บ้าน หลายคนประทับใจและตั้งสมญาให้ที่นี่ว่า“บ้านหนังสือ ลาดพร้าว 71 ทำน้อย แต่ได้มาก” บ้านหนังสือ ลาดพร้าว 71 ตั้งอยู่เลขที่ 6 ซอยนาคนิวาส 48 แยก 1ถนนนาคนิวาส แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าวกรุงเทพฯ โทร. 0-2542-3803 เปิดบริการทุกวันยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่ 10.30 น. - 19.00 น. ติดตามวันและเวลาจัดคอร์สปฏิบัติธรรมได้ที่FB: บ้านหนังสือธรรมะ ลาดพร้าว 71   บ้านหนังสือ ชินเขต 1 บ้านหนังสือ ชินเขต 1 ห้องสมุดธรรมะในย่านแจ้งวัฒนะ สร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาพร้อมกับพัฒนาทางธรรมให้แก่ประชาชนทั่วไป ก่อตั้งโดยนายแพทย์วุฒิศักดิ์ ลิ่มพานิช หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในฐานะผู้ก่อตั้งวุฒิ-ศักดิ์คลินิก ที่นี่แบ่งเป็นสองส่วน ได้แก่ อาคารห้องสมุด มีสองชั้นชั้นล่างมีหนังสือธรรมะหลากหลายรูปแบบ ทั้งการ์ตูนธรรมะพุทธประวัติ นวนิยายอิงธรรมะ คำสอนของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์หลายรูป รวมทั้งหนังสือธรรมะภาษาอังกฤษที่จัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนชั้นบนมีหนังสือธรรมะที่หาอ่านได้ยาก เช่น หนังสือของท่านพุทธทาสภิกขุพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) และพระเกจิอาจารย์อีกหลายท่านที่เป็นที่เคารพศรัทธา อีกทั้งยังมีมุมอ่านหนังสือนั่งสบายและเงียบสงบอยู่ทั้งภายในและภายนอกตัวอาคาร นอกจากห้องสมุดจะไม่เก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ แล้วยังมีสื่อธรรมะแจกเป็นธรรมทานอีกด้วย อีกส่วนหนึ่งคือ ห้องปฏิบัติธรรม สำหรับจัดกิจกรรมฟังธรรมให้แก่บุคคลที่สนใจ ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00 น. - 16.00 น. โดยนิมนต์พระจากวัดหลายแห่งสับเปลี่ยนกันไป เช่น วัดมหาธาตุ วัดทอง วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และบางครั้งยังใช้เป็นที่จัดปฏิบัติธรรมสำหรับเด็กนักเรียนอีกด้วย ภายในห้องสามารถรองรับผู้ฟังธรรมได้ประมาณ 50 คน บ้านหนังสือ ชินเขต 1 ตั้งอยู่ที่ 112/9 ซอยชินเขต 1/1 ถนนงามวงศ์วานแขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ […]

สันติในเรือนใจเท่ากับสันติในโลก – ว.วชิรเมธี

สันติ ในเรือนใจเท่ากับ สันติ ในโลก โลกเรียกร้องหา สันติ แต่ยิ่งหาก็ดูเหมือนว่า สันติภาพ นั้นถอยห่างไกลออกไปทุกที ยิ่งตั้งองค์กรเพื่อสร้าง สันติ ยิ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาลและทั้งๆ ที่จ่ายเงินไปแล้วมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่สันติก็ยังคงเป็นเพียงจินตนาการ   ทุกทวีปในโลกยังคงมีไฟสงครามคุกรุ่นอยู่ทั่วไป บางประเทศประชาชนแทบไม่เคยได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติเลยมาเป็นเวลาหลายสิบปี นับแต่ก่อตั้งประเทศขึ้นมาในโลก เช่น อิสราเอล ปาเลสไตน์ ฯลฯ สงครามเริ่มต้นขึ้นที่ไหนก่อนเป็นที่แรก                 คำตอบก็คือ สงครามเริ่มต้นที่ใจ หากสงครามเริ่มต้นที่ใจ ถ้าเช่นนั้นสันติภาพก็คงอยู่ที่เดียวกัน   ใจชนิดไหนเป็นใจที่ก่อให้เกิดสงคราม                 ใจที่ยังมากไปด้วยความโลภ                 ใจที่ยังมากไปด้วยความโกรธ                 ใจที่ยังมากไปด้วยความหลง                               คือใจที่เป็นเรือนเพาะชำของสงครามโลก     โลกในที่นี้มีสองความหมาย หนึ่งคือโลกภายใน หมายถึงปัจเจกบุคคลแต่ละคน สองหมายถึงโลกภายนอก คือ คนอื่น สังคมอื่น ประเทศอื่นตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เราถือว่าสันติภาพเริ่มต้นที่ใจของแต่ละปัจเจกบุคคล หากแต่ละปัจเจกบุคคลมีสันติในเรือนใจ สันติภาพภายนอกระหว่างตัวเขากับคนอื่น สังคม และโลกก็จะเกิดขึ้น บางคนอาจมองไม่เห็นความเชื่อมโยงว่าสันติส่วนบุคคลจะส่งผลต่อสันติภาพของโลกได้อย่างไร เรื่องราวในพระไตรปิฎกพอจะตอบข้อสงสัยนี้ได้ ศิษย์กับอาจารย์คู่หนึ่งประกอบอาชีพเป็นนักเล่นกายกรรม เขาทั้งสองสั่งสมประสบการณ์มานานหลายปีจนมีความเชี่ยวชาญ สามารถไต่อยู่บนไม้ไผ่เล่นกายกรรมผาดโผนได้อย่างสบายๆ โดยศิษย์ขึ้นไปยืนอยู่บนไหล่ของอาจารย์ ส่วนอาจารย์ไต่อยู่บน ไม้ไผ่ลำเล็กๆ เดินเหินไปมาให้คนดูรู้สึกหวาดเสียวแทน วันหนึ่ง ระหว่างทำการแสดง อาจารย์บอกลูกศิษย์ว่า “ขอให้เธอดูแลฉันให้ดี ฉันก็จะช่วยดูแลเธอเช่นกัน หากเราทั้งสองฝ่ายต่างคอยช่วยดูแลกันและกัน ระวังกันและกันระหว่างกำลังทำการแสดงเช่นนี้ เราก็จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ไม่มีข้อผิดพลาด” ลูกศิษย์เห็นแย้งกับอาจารย์ เขากล่าวตอบว่า “อาจารย์ไม่ต้องระวังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องระวังอาจารย์ แต่เราควรระวังในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุดจะดีกว่า เพราะเมื่อเราต่างก็ดูแลตัวเองอย่างดีแล้ว ก็เท่ากับว่าอีกคนหนึ่งได้รับการดูแลด้วย” (เช่น ศิษย์ก็ยืนบนไหล่อาจารย์อย่างมีสติ อาจารย์ก็ยืนบนไม้ไผ่อย่างมีสติ) พระพุทธองค์ทรงสรุปว่า ทัศนะของลูกศิษย์เป็นสิ่งที่ถูกต้องเราไม่จำเป็นต้องดูแลคนอื่นหรอก ขอเพียงแต่เราดูแลตัวเองให้ดีด้วยการ “มีสติ” อยู่เสมอ ทำเพียงแค่นี้คนอื่นก็ได้รับการดูแลด้วย ดูแลอย่างไร เมื่อปัจเจกบุคคลมีสติอยู่เสมอ โอกาสที่เขาจะคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วต่อคนอื่นก็ไม่มี โดยนัยนี้คนอื่นก็ปลอดภัยไปโดยอัตโนมัติ การดูแลตัวเองมีค่าเท่ากับดูแลคนอื่นเช่นนี้เอง ในทางกลับกัน หากปัจเจกบุคคลขาดสติ โอกาสที่เขาจะคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วต่อคนอื่นก็มีอยู่ตลอดเวลา ลองสังเกตดูก็ได้ คนที่ขาดสติ หากเขาขับรถ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะขับรถไปชนคนอื่น หากเขาคิดร้ายคนอื่น ก็มีโอกาสสูงมากที่คนอื่นจะถูกทำร้าย หากเขาพูดด้วยความขาดสติ ก็จะมีคนอีกมากมายถูกเขาทิ่มแทงด้วยวาจา คนที่ติดยาบ้า คลั่งยาบ้า เที่ยวเอาปืนเอามีดไปจี้คนอื่นเป็นตัวประกันที่เราเห็นบ่อยๆ ทางโทรทัศน์ ทางหนังสือพิมพ์หรือตามปากซอยใกล้บ้าน ล้วนแล้วแต่เป็นปัจเจกบุคคลที่ขาดสติทั้งนั้น พอคนหนึ่งคนขาดสติ ก็มีคนอีกมากมายถูกทำร้ายพอมีคนขาดสติหลายคนเดินออกไปจากบ้าน สังคมก็ยุ่งเหยิงวุ่นวาย เกิดจลาจล เกิดความขัดแย้ง เกิดความรุนแรงมากมายความรุนแรงในสังคมหรือในประเทศใดก็ตาม ล้วนมีรากฐานมาจากความรุนแรงที่มีรากอยู่ในใจของปัจเจกบุคคลทั้งสิ้น ในทางกลับกัน ความสงบในสังคมก็ยึดโยงอยู่กับความสงบในใจปัจเจกบุคคลด้วยเช่นกัน สันติส่วนบุคคลจึงเป็นหลักประกันสันติภาพสากลของคนทั้งโลก หากเราอยากเห็นโลกนี้มีสันติภาพ เราก็จำเป็นต้องช่วยกันส่งเสริมให้ปัจเจกบุคคลมีสันติในเรือนใจ สันติภาพที่เกิดจากสันติในเรือนใจนั้นราคาถูกมาก สันติภาพชนิดนี้ ใครๆ ก็สร้างได้ ไม่ต้องรอองค์การสหประชาชาติแต่อย่างใด ทั้งยังเป็นสันติภาพแท้ที่ยั่งยืนอีกต่างหาก ในทางพุทธศาสนา เรามีวิธีสร้างสันติภาพโลกผ่านการสร้างสันติภาพในเรือนใจด้วยวิธีง่ายๆ ที่เรียกว่า “การเจริญสติ” หากเราเพียงแต่เติม “ความตระหนักรู้” ลงไปในทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจทีี่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหว ใจของเราก็จะสงบ เมื่อใจสงบ วาจาและการกระทำก็สงบ คนที่สงบเพราะมีสติหล่อเลี้ยงอยู่เสมอนั้น ไม่มีทางเลยที่เขาจะก่อให้เกิดความรุนแรงหรือสงคราม  หากสงครามเริ่มต้นที่ใจ สันติภาพก็เริ่มที่ใจด้วยเช่นเดียวกัน […]

สันติภาพ สิ่งที่มนุษย์ต้องการ บทความน่าคิดจากพระราชญาณกวี (ปิยโสภณ)

สันติภาพ สิ่งที่มนุษย์ต้องการ บทความน่าคิดจากพระราชญาณกวี (ปิยโสภณ) ทุกชีวิตต้องการ สันติภาพ  ทุกชีวิตต้องการความสงบ ความสุขเย็นเป็นสิริมงคล  ไม่มีชีวิตใดเลยต้องการความเดือดร้อน รุนแรง  แต่เพราะเหตุใด มนุษย์ยิ่งแสวงหา สันติภาพ ก็ยิ่งวิ่งหนี ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมนุษย์เราเข้าใจผิด คิดว่าสันติภาพอยู่ที่คนอื่นสันติภาพต้องไปนำมาจากที่อื่น คนอื่นทำให้ไม่มีสันติภาพ เมื่อนิ้วชี้ของแต่ละคนชี้ไปที่คนอื่น การจะมองเห็นคุณค่าของตัวเองก็หมดไป ต่างคนต่างก็ชี้นิ้วไปที่หน้าคนตรงข้าม พร้อมกับบอกว่า คุณเอาสันติภาพคืนมาให้ฉัน ฉันต้องการสันติภาพคุณเป็นคนทำให้สันติภาพหายไป อีกฝ่ายก็ทำอย่างเดียวกัน สุดท้ายสันติภาพได้กลายเป็นความเดือดร้อน รุนแรง แย่งชิงวิ่งไล่ บางครั้งเกิดจลาจล โกลาหล และถึงกับเสียเลือดเนื้อ ชีวิต และทรัพย์สิน สันติภาพไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อมเลย หากทุกคนมองเข้ามาภายในใจ อารมณ์ ความรู้สึกของเราเอง มองให้เห็นความเย็น ความสงบอย่างละเอียด หยุดกาย ทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตของเราเองให้ได้ก่อน เมื่อทุกคนหยุดชี้นิ้วไปที่คนอื่น มองเห็นโทษภัยของทุจริตทั้งสามประการ ภายในตัวเอง ทำจิตให้นิ่ง ให้สงบเย็นบ้าง เขาก็จะรู้เองว่า สันติภาพหาได้ไม่ยาก อยู่เพียงเสี้ยววินาทีของความคิดเท่านั้นเอง     ข้าพเจ้าประหลาดใจว่า เพราะเหตุใดเราจึงใช้ความรุนแรงเพื่อเรียกร้องสันติภาพ เพราะเหตุใดเราจึงสั่งสมอาวุธเพื่อรักษาสันติภาพ เพราะเหตุใดเราจึงสร้างกำแพงเหล็กดัดเพื่อรักษาสันติภาพของเรา สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเรามองเห็นคนอื่นเป็นคนผิด คนอื่นเป็นคนกระทำ คนอื่นน่ากลัว มีอันตรายรอบด้าน ถ้าเราไม่ป้องกันไว้ วันหนึ่งเราอาจถูกกระทำได้ หันมาดูสังคมไทย สังคมพุทธสังคมที่เคยสงบเย็นมายาวนานนับพัน ๆ ปีเพราะบุญบารมีของพระพุทธศาสนา พระแก้วมรกต พระสยามเทวาธิราชร่มเย็นเพราะหลักธรรมคำสอนของ พระพุทธองค์ที่สอนให้คนไทยมีเมตตา อภัย สันติ สอนให้มีเมตตาธรรมต่อกันอ่อนโยน ไม่แข็งกร้าวต่อกัน แต่วันนี้คนไทยด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างคิดจะเอาชนะกันโดยไม่คำนึงถึงหลักการใด ๆ ยกเว้นกิเลสของตน และกล่าวหากัน เอาแต่ชี้นิ้วออกไปที่คนอื่นว่าผิด สันติสุขจะเกิดขึ้นได้อย่างไร แม้ว่าเราจะสวดมนต์ภาวนากันทั้งคืนทั้งวัน ก็ดลบันดาลอะไรให้ไม่ได้หากใจไม่อ่อนโยน ทางที่ดีคือ นิ่งคิด ใคร่ครวญคำนึง หยุดฟังหัวใจตัวเองพูด หยุดพูดตำหนิคนอื่น ทบทวนอารมณ์ภายในใจเราว่า เรากำลังทำอะไรกัน เราต้องการอะไร จากใคร เพื่อใครกันแน่ เรากำลังต่อสู้กับใครมากกว่าสู้กับใจเราเองหรือไม่ เรื่อง พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) บทความน่าสนใจ สันติภาพ สันติสุข สันติธรรม โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ 7 ข้อคิดธรรมะรับอรุณ ส่งต่อยามเช้าทางไลน์ ทางแชท รวมแหล่งทำบุญออนไลน์ วิธีง่ายๆ ด้วยปลายนิ้ว 10 คำสอนให้ข้อคิด โดยท่าน ติช นัท ฮันห์ ชีวิตนี้เพื่องาน งานนี้เพื่อโลก เรื่องราวดีๆ จาก ท่านว.วชิรเมธี  

ความตายเป็นเรื่องไม่ไกลตัว – พระไพศาล วิสาโล

ความตาย เป็นเรื่องไม่ไกลตัว นักเขียนชื่อดังชาวอเมริกันคนหนึ่งเคยกล่าวว่า “ตายน่ะไม่ยากหรอก หาที่จอดรถสิยากกว่า” นักเขียนผู้นี้คงตั้งใจพูดให้ขำ เพราะเขามุ่งหมายจะหยอกล้อชีวิตของคนสมัยใหม่ในเมืองใหญ่ที่ไม่มีอะไรน่าปวดหัวเท่ากับการหาที่จอดรถ แต่ดูแล้วเหมือน ความตาย เป็นเรื่องไม่ไกลตัว เลย แต่มองให้ดี คำพูดดังกล่าวมีส่วนจริงไม่น้อย การตายเป็นเรื่องของแต่ละคน ไม่จำต้องมีคนอื่นมาเกี่ยวข้องด้วยก็ได้ แต่การหาที่จอดรถให้ได้นั้นไม่ได้อยู่ที่เราคนเดียว แต่ขึ้นอยู่กับคนอื่นด้วย ที่จริงยิ่งกว่านั้นก็คือ เราทุกคนต้องตาย ไม่มีใครหนีพ้นความตายจึงเป็นเรื่องที่แน่นอนของทุกชีวิต แต่การจะหาที่จอดรถในเมืองใหญ่ให้ได้นั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครรับประกันได้เลย อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่พูดมาคงไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ผู้คนทุกวันนี้กังวลกับการหาที่จอดรถมากกว่าความตาย เหตุผลที่แท้จริงน่าจะเป็นเพราะในสายตาคนสมัยใหม่ การหาที่จอดรถให้ได้ในเมืองใหญ่เป็นปัญหาใกล้ตัวที่ต้องเจอะเจอทุกวัน ในขณะที่ความตายนั้นดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวเหลือเกิน ปัญหาอะไรที่ใกล้ตัวหรือกำลังเจออยู่ต่อหน้า เรามักจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่เสมอ แต่อะไรก็ตามที่ยังอยู่ไกล เรามักมองเห็นเป็นเรื่องเล็ก คนที่หงุดหงิดงุ่นง่าน เพราะไม่ได้สูบบุหรี่ หรือกินเหล้า ย่อมรู้สึกว่าการหาสิ่งเหล่านี้ มาเสพให้ได้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ส่วนเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่จะตามมานั้นถือเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญเท่าใด ทำนองเดียวกับคนที่ทุกข์ใจเพราะอยากได้รถคันงามไว้ขับ มักมองว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ จึงต้องดิ้นรนหารถมาครอบครองให้ได้ แม้จะต้องกู้ยืมมาก็ตาม ส่วนจะมีปัญญาหาเงินมาผ่อนได้หรือไม่ค่อยว่ากันทีหลัง แต่จริงหรือที่ว่าความตายเป็นเรื่องไกลตัว มีใครบ้างที่แน่ใจว่าวันนี้ความตายไม่มีทางจะเกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนใกล้ตัว เราทุกคนไม่ว่าจะเยาว์วัยแค่ไหนมีสิทธิ์ตายได้ทุกขณะ ถ้าไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุหัวใจวาย ก็อาจเป็นเพราะภัยธรรมชาติ มีภาษิตทิเบตกล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า “ระหว่างพรุ่งนี้กับชาติหน้า ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าอะไรจะมาก่อน” อันที่จริงเราทุกคนล้วนรู้อยู่แก่ใจว่าสักวันหนึ่งเราก็ต้องตาย แต่ทันทีที่นึกถึงความตายของตนเอง คนส่วนใหญ่จะรู้สึกเสียววาบหรือถึงกับผวา เพราะในส่วนลึกยอมรับไม่ได้ที่ตัวเองจะต้องตาย ทำใจไม่ได้ที่จะต้องพลัดพรากจากลูกหลาน พ่อแม่ […]

7 เรื่องราวที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับบิล เกตส์

7 เรื่องราวที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับ บิล เกตส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานิตยสารฟอร์บส์ เผยผลการจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกประจำปี 2559 ผลปรากฏว่านาย บิล เกตส์  (Bill Gates) ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ของโลกยังคงรั้งอยู่ในอันดับที่ 1 อีกครั้ง แม้จะเป็นบุคคลประสบความสำเร็จและร่ำรวยเบอร์ต้น แต่เขายังมีมุมมองชีวิตและแง่คิดอีกมุมที่หลายคนยังไม่เคยรู้ 1.บิล เกตส์ เคยกล่าวในพิธีประสาทปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ว่า “ผมออกจากฮาร์วาร์ดโดยที่ไม่เคยตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมกันอันโหดร้ายในโลกนี้ ความเหลื่อมล้ำในด้านสุขภาพ ทรัพย์สินเงินทองและโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกันกดดันให้คนหลายล้านชีวิตต้องอยู่อย่างสิ้นหวัง ผมได้ความรู้ใหม่ๆ มากมายจากที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐศาสตร์ การเมือง และผมได้รับพลังอันยิ่งใหญ่จนสามารถสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่ความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติไม่ได้อยู่ที่การค้นพบความก้าวหน้าเหล่านี้ แต่อยู่ที่การนำสิ่งที่ค้นพบไปช่วยลดช่องว่างของความไม่เท่าเทียมกัน…การลดทอนความไม่เสมอภาคคือความสำเร็จสูงสุดของมนุษย์…ผมหวังว่าพวกคุณจะกลับมาที่นี่ในอีก 30 ปีข้างหน้า และบอกว่าคุณทำอะไรไปแล้วบ้างเพื่อสิ่งนี้” 2. ตั้งแต่เปิดตัวไมโครซอฟต์ในปี 1976 จนถึงปลายศตวรรษที่ 20 บิลอุทิศชีวิตช่วงนี้ของเขาให้การทำงาน และสนุกสนานกับการดำรงตำแหน่งซีอีโอและหัวหน้าฝ่ายสถาปัตยกรรมโปรแกรมตามประสาคนหนุ่มทั่วไป โดยไม่เคยคิดเรื่องทำการกุศล จนกระทั่งแม่บังคับให้เข้าพบวอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจประกันภัยข้ามชาติอย่าง Berkshire Hathaway ตอนแรกบิลวางแผนว่าจะคุยกับบัฟเฟตต์แค่ 30 นาทีพอเป็นพิธีแล้วชิ่งหนี แต่การสนทนากลับยืดยาวไปถึง 10 ชั่วโมง และส่งผลให้ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนซี้กันไปในที่สุด บิลบอกว่า […]

พระจักขุปาละ ผู้มองเห็นแสงสว่างในความมืด

ในวินาทีที่ดวงตาของ พระจักขุปาละ ดับมืดลง ท่านกลับได้มองเห็น “แสง”ที่สว่างที่สุดในชีวิต

” อยู่กับความเป็นจริง ไม่ใช่ความหวัง ” บทความเตือนใจจาก พระชาญชัย อธิปญฺโญ

คนส่วนใหญ่ไม่ชอบ อยู่กับความเป็นจริง แต่ชอบอยู่กับความปรารถนาหรือความต้องการของตนเอง พฤติกรรมดังกล่าวจึงนำความทุกข์มาให้โดยไม่รู้ตัว

ตั้งโปรแกรมจิต เลือกภพก่อนตาย…ทำได้จริงหรือไม่?

พระพุทธองค์ตรัสว่า เมื่อเวลาขณะจะสิ้นใจตาย จิตของบุคคลจะยึดอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง หากอยาก ตั้งโปรแกรมจิต เลือกภพก่อนตาย ทำได้ไหม พระอาจารย์มีคำตอบ

keyboard_arrow_up