เตโชวิปัสสนา จ.สระบุรี วิปัสสนาสถานแห่งการหลุดพ้น

เตโชวิปัสสนา จ.สระบุรี วิปัสสนาสถานแห่งการหลุดพ้น หลายคนรู้จักอำเภอแก่งคอยจังหวัดสระบุรี ในฐานะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ในขณะที่อีกหลายคนรู้จักที่นี่เพราะเป็นที่ตั้งของสถานปฏิบัติธรรมที่ชื่อว่า เตโชวิปัสสนา อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์และผู้ก่อตั้ง เล่าถึงที่มาของสถานปฏิบัติธรรมว่า “เดิมทีดิฉันปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางของท่านอาจารย์โกเอ็นก้าอย่างเคร่งครัดมานานกว่าหกปี วันหนึ่งขณะที่กำลังนั่งภาวนาอยู่ในห้องพระที่บ้าน ระหว่างที่จิตกำลังสงบก็ได้พบกับสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี  ท่านเมตตาบอกว่า ‘ให้เพ่งที่กลางฝ่ามืออย่างเดียว  เดี๋ยวก็รู้ว่าผลเป็นอย่างไร’  ดิฉันรีบปฏิบัติตาม จึงพบว่าเป็นวิธีที่ทำให้จิตเกิดพลังแห่งการตรึง เมื่อผสานกับหลักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ทำให้เกิดกระแสความร้อนขึ้นมาเผากิเลสในกาย ยิ่งปฏิบัติภาวนามากขึ้นเท่าไหร่ จิตยิ่งรู้สึกปล่อยวาง และเกิดความกระจ่างแจ้งในธรรมมากขึ้นเท่านั้น  หลังฝึกปฏิบัติตามลำพังกว่าเก้าปี  ดิฉันจึงเริ่มเข้าใจหลักการปฏิบัติมากขึ้น  และยินดีจะเผยแผ่วิธีการภาวนานี้แก่ผู้อื่น  จึงจัดตั้งเป็นสถานปฏิบัติธรรมเตโชวิปัสสนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2554”   แนวทางปฏิบัติ ตามหลักสติปัฏฐาน 4 พร้อมกับเทคนิค “เตโชวิปัสสนา” หรือการเผากิเลสโดยมาจากคำว่า เตโช ซึ่งแปลว่า  ไฟ  และวิปัสสนา แปลว่า ดูหรือปัญญาที่ได้จากการชำระจิตให้บริสุทธิ์ ดังนั้นเทคนิคการภาวนาแบบเตโชวิปัสสนาคือ  การชำระด้วยอานุภาพแห่งธาตุไฟในกาย พร้อมตั้งสติมั่นด้วยกาย เวทนา จิต และธรรม โดยการเพ่งดูที่ฝ่ามือเป็นหลักควบคู่ไปกับการรู้หลักอุเบกขาตามหลักสติปัฏฐาน 4 ข้อควรระวังในการปฏิบัติ เตโชวิปัสสนามีหลักการภาวนาที่ละเอียดมาก ซึ่งเน้นการตั้งสติเพ่งดูกาย ไม่ใช่เพ่งดูไฟภายนอก หรือที่เรียกกันว่า เตโชกสิณ ดังนั้นผู้ที่ฝึกปฏิบัติต้องได้รับการอบรมจากทางศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้เสียก่อน จึงจะเข้าใจอย่างถ่องแท้และนำกลับไปปฏิบัติเองได้อย่างถูกต้องและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ระเบียบปฏิบัติ • ปฏิบัติธรรมฟรี • สวมใส่ชุดขาวหรือชุดปฏิบัติธรรม • ปิดวาจา • ห้ามนำหนังสือเข้ามาอ่าน • ห้ามใช้เครื่องมือสื่อสารทุกชนิด • เปิดรับผู้ปฏิบัติทั้งชายและหญิง คอร์สวิปัสสนากรรมฐาน  เปิดรับ 110 คนต่อคอร์ส  ใช้เวลาฝึกปฏิบัติ 8 วัน 7 คืน  ส่วนคอร์สอานาปานสติ  เปิดรับ 70 คนต่อคอร์สใช้เวลาฝึกปฏิบัติ 5 วัน 4 คืน กิจวัตรปฏิบัติ คติในการฝึกปฏิบัติว่า “ฝึกฝนเยี่ยงนักรบ เพื่อพบนิพพาน” ดังนั้นผู้มาปฏิบัติต้องเตรียมทั้งร่างกายและจิตใจให้พร้อมปฏิบัติอย่างเข้มงวดและเข้มข้นโดยเริ่มตื่นนอน 4.30 น. เพื่อทำกิจส่วนตัวประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นจะเริ่มภาวนาอย่างเข้มงวดทุกชั่วโมง แต่ละชั่วโมงจะมีเวลาพักเบรกให้ ปฏิบัติภาวนาต่อเนื่องจนค่ำแล้วอาจารย์อัจฉราวดีหรือวิปัสสนาจารย์จะกล่าวชี้แนะพร้อมตอบข้อสงสัยของผู้ปฏิบัติธรรม แล้วจึงเข้านอนในเวลาประมาณ 21.00 น.  เป็นเช่นนี้ทุกวันจนกระทั่งครบหลักสูตร ข้อควรทราบ - ไม่อนุญาตให้เด็กเข้าร่วมวิปัสสนากรรมฐานและอานาปานสติ แต่จะจัดอบรมธรรมและสมาธิสำหรับเด็ก ช่วงปิดเทอม เป็นเวลา 5 วัน 4 คืน โดยสามารถดูตารางการอบรมได้ที่ www.techovipassana.org - เตโชวิปัสสนาเป็นธรรมสถานแบบปิด จะเปิดเฉพาะวันที่ทำการอบรมเท่านั้น จึงไม่เปิดให้เยี่ยมชมในเวลาอื่น นอกเหนือจากนั้นได้     สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าลงมือทำ เช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรม จะให้ผลดีเพียงใด ต้องปฏิบัติ ด้วยตนเองเท่านั้น  เตโชวิปัสสนา ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาพระพุทธบาทน้อย ตำบลสองคอน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โทร. 0-2634-7461 - 3 ติดตามได้ที่ www.techovipassana.org บทความน่าสนใจ ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ “ชีวิตนี้ผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว” “ยิ่งมืด ยิ่งต้องลืมตา” บทความธรรมะสำหรับ วันที่ มืด มน โดย […]

บททดสอบ จากเทวดา

บททดสอบ จากเทวดา แรกเกิด ฉันเป็นเด็กหญิงที่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงทุกประการ 25 ปีต่อมา ฉันไม่เคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงสักครั้ง แต่ฉันกลับกลายเป็นคนพิการที่ขยับร่างกายได้เพียง “ข้อนิ้ว” ฉันเป็นลูกสาวคนแรก  จึงเป็นขวัญใจของทุกคนในบ้าน  จนอายุราวหนึ่งขวบ  แม่เริ่มสังเกตว่าฉันยืนเท้าซ้ายบิดในลักษณะงอเข้า  ท่านกังวลมากจึงพาไปรักษาที่โรงพยาบาล  คุณหมอให้ฉันใส่เฝือกดัดเท้าอยู่พักหนึ่ง หลังถอดเฝือก  เท้าของฉันยังคงบิดผิดรูปมากขึ้นเรื่อย ๆ  แม่จึงพาไปโรงพยาบาลอีกครั้ง  คราวนี้คุณหมอแนะนำว่าควรผ่าตัดย้ายกล้ามเนื้อ  ฉันต้องผ่าตัดย้ายกล้ามเนื้อจากน่องมาเติมที่ใต้ฝ่าเท้าครั้งแรกด้วยวัยเพียงขวบเศษเท่านั้น เมื่อฉันเข้าเรียนชั้นอนุบาล  อาการเท้าบิดไม่หายขาด  หมอแนะนำให้ฉันใส่รองเท้าที่ตัดขึ้นเป็นพิเศษ  โดยมีเฝือกอ่อนรองเท้าและข้อเท้าอยู่ด้านใน  ฉันจำได้ดีว่าในห้องเด็กอนุบาลมีฉันเพียงคนเดียวที่กระโดดโลดเต้นไม่ได้ หลังจากขึ้นชั้นประถมศึกษา  ร่างกายฉันแย่ลงเรื่อย ๆ จนไม่สามารถใช้เท้าเดินขึ้นบันไดได้  ต้องใช้มือทั้งสองข้างช่วยโหนราวบันได  แล้วดึงตัวเองขึ้นไปทีละขั้น  ฉันจึงมักเข้าห้องเรียนช้า  และรู้สึกอายเพื่อนมากจนถึงกับไม่ยอมเข้าห้องน้ำตลอดทั้งวัน ร่างกายของฉันไม่เหมือนคนปกติอีกต่อไป  นิ้วมือทั้งสองข้างหงิกงอ  นิ้วหัวแม่มืองุ้มเข้า  ข้อมือทั้งสองข้างก็งอเข้าเหมือนมือลิงกระดูกสันหลังคดเป็นรูปตัวเอส (S)  ซี่โครงข้างขวาโป่งออกมา ส่วนซี่โครงข้างซ้ายถูกดันยุบไปตามความคดของกระดูกสันหลัง ไหล่ข้างขวาสูงกว่าข้างซ้าย คอเบี้ยว พร้อมกับหัวที่เอียงไปทางซ้ายตามลำตัวที่เอียงลงไปสะบักข้างขวาโก่งเหมือนคนหลังค่อม  และสะโพกก็สูงต่ำไม่เท่ากัน  ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้แม้แต่หมอก็ไม่สามารถหยุดมันได้ ขณะอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หมอวินิจฉัยว่าฉันป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง พร้อมนัดผ่าตัดอีกครั้งเพื่อดามเหล็กที่หลังเพื่อให้ร่างกายของฉันยังคงตั้งตรงอยู่ได้ การผ่าตัดได้ผลเพราะหลังของฉันกลับมาตั้งตรงเหมือนคนอื่น ๆ แต่มีข้อเสียว่า ขาฉันไม่สามารถเดินได้อีก ต้องนั่งรถเข็นตลอดไป พ่อเป็นดั่งซูเปอร์แมนสำหรับฉัน ทุกครั้งที่เปลี่ยนวิชาเรียน พ่อจะคอยอุ้มพาฉันย้ายห้องเรียน  ฉันจึงเป็นนักเรียนเพียงคนเดียวที่มีพ่อมานั่งรอในช่วงท้ายคาบ  โชคดีที่เจ้านายของพ่อคือป้าของฉันซึ่งเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของพ่อ พ่อจึงไม่มีปัญหากับที่ทำงาน แม้ต้องมาอุ้มฉันแทบทุกชั่วโมงเรียน ปีต่อมา  ฉันอยู่ชั้น ป. 5  เริ่มมีอาการไอแห้ง ๆ แบบไม่ทราบสาเหตุ  บางครั้งก็ไอเป็นชุดจนเหนื่อยแทบหมดแรง  แม่และพ่อพาฉันไปหาหมอทุกที่ที่เขาว่าดี  ทั้งโรงพยาบาลใหญ่  คลินิกดัง  คลินิกฝังเข็ม  หรือกระทั่งหมอผี  แต่อาการไอก็ไม่หาย  ต่อมาภายหลังอาการไอก็หายไปเสียเฉย ๆ  แต่ฉันกลับรู้สึกเพลีย  ง่วงนอนตลอดเวลา  บางครั้งถึงกับวูบหลับในห้องเรียนจนตกเก้าอี้ก็มี  หลังจากแม่ทราบเรื่องก็รีบพาฉันไปพบหมอที่โรงพยาบาลรามาธิบดีอีกครั้ง  ขณะนั่งรอหมอมาดูอาการอยู่นั้น  ฉันเริ่มรู้สึกง่วง “แม่ หนูนอนได้หรือเปล่า” จำได้ว่านี่คือคำถามสุดท้ายก่อนหลับไป  ตื่นขึ้นมาก็ประหลาดใจมากเมื่อพบว่าตัวเองมีเครื่องช่วยหายใจครอบปากและจมูก แม่เล่าว่าฉันหลับลึกมาก ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น จนหมอต้องปั๊มหัวใจขึ้นมา  น่าแปลกที่ฉันกลับรู้สึกงุนงงมากกว่าหวาดกลัว  และยังนึกเสียดายด้วยซ้ำที่ฉันรอดจากความตายอันแสนง่ายและสบายที่สุดมา  สงสัยเทวดาคงอยากให้ฉันยังมีชีวิตอยู่เพื่อชดใช้กรรมต่อไปกระมัง หมอเล่าว่า สาเหตุที่ฉันสลบไปเพราะมีค่าคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง  ในขณะที่ปอดของฉันเริ่มอ่อนแรงลงเช่นเดียวกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย  หมอจึงลงความเห็นว่าฉันต้องใส่เครื่องช่วยหายใจก่อนนอนทุกคืนเพื่อช่วยปอดทำงาน  ไม่อย่างนั้นฉันอาจกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราตลอดไป วันหนึ่งขณะที่ฉันใกล้จะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พ่อก็เดินเข้ามาบอกฉันว่า “จบ ม. 3 ก็ไม่ต้องเรียนแล้วนะลูกไปทำงานกับพ่อดีกว่า อีกหน่อยพ่อก็อุ้มไม่ไหว เรียนจบไปก็ไม่มีงานทำ  ขนาดคนดี ๆ ยังตกงานเลย” ฉันยอมทำตามพ่อแต่โดยดี  แม้จะรู้สึกเสียใจมาก  เพราะจากนี้ไปฉันจะไม่ได้เรียนหนังสืออีกแล้ว หลังเรียนจบ ม. 3  ชีวิตวัยรุ่นของฉันแวดล้อมด้วยพ่อ  แม่  และน้องสาวเท่านั้น แน่นอนว่าฉันสนิทกับแม่มากที่สุด  แม่ช่วยเหลือฉันทุกอย่าง ทั้งป้อนข้าว  อาบน้ำ ดูแลสารพัด  การไม่ได้ไปโรงเรียนทำให้ฉันที่ค่อนข้างขี้อายอยู่แล้วกลายเป็นคนเก็บตัว  ไม่อยากไปไหนนอกจากอยู่บ้าน บ่อยครั้งที่ฉันทะเลาะกับพ่อแม่ซึ่งเกิดจากความเก็บกดในใจฉันเอง  ฉันงี่เง่า  เอาแต่ใจ ก่นด่าโชคชะตา  และที่เลวร้ายที่สุดคือ  ฉันโทษพ่อกับแม่ที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้ ชีวิตประจำวันของฉันเริ่มสงบลงเรื่อย ๆ เมื่อฉันติดการอ่านนิยาย  น่าแปลกที่ยิ่งอ่าน ความคิดฟุ้งซ่านในวัยรุ่นของฉันเริ่มลดไปทีละน้อย ๆ  ความคิด  คำสอน  รวมถึงจริยธรรมที่ถ่ายทอดผ่านตัวละครทุกตัวกลายเป็นครูของฉัน  ความรู้สึกที่เคยเป็นดั่งเด็กหลงทาง  เริ่มเปลี่ยนเป็นการคิดอย่างมีเหตุผล  มีสติมากขึ้น  ซึ่งช่วยให้ฉันมีความสุขมากขึ้นตามไปด้วย การชอบอ่านนิยายทำให้ฉันกลายเป็นคนรักการเขียน  และเริ่มต้นเขียนนิยายขายเพราะหวังจะหาเงินเพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัว  เวลานั้นพ่อกำลังป่วยเป็นโรคเบาหวาน  ส่วนน้องสาวก็กำลังเรียนปริญญาตรี  ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก  ฉันรู้สึกเสมอว่า  เราก็โตขึ้นทุกวัน  ขณะที่พ่อแม่แก่ลง  คงน่าละอายมากถ้าในอนาคตน้องสาวต้องทำงานหาเงินเพื่อมาเลี้ยงดูฉันอีกคน ทุกวันฉันจะใช้สันนิ้วก้อยมือข้างซ้ายที่ยังขยับได้เพียงนิ้วเดียวกดแป้นพิมพ์นิยายจากโทรศัพท์มือถือ  ฉันไม่มีประสบการณ์ใด ๆ นอกจากความตั้งใจล้วน ๆ เพียงอย่างเดียว  วันทั้งวันฉันพิมพ์ได้เพียงครึ่งหน้าถึงหนึ่งหน้า A4 หนึ่งปีผ่านไปฉันก็เขียนนิยายเรื่องแรกจบ ในขณะที่ส่งต้นฉบับไปเสนอหลายสำนักพิมพ์ ฉันเริ่มเขียนนิยายเล่มที่สอง สาม สี่  และห้า  แม้จะยังไม่มีวี่แววว่าสำนักพิมพ์จะติดต่อมา  แต่ก็มีความหวังและเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น กลางปี พ.ศ. 2554 พ่อล้มป่วยอย่างหนักด้วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ปอดอักเสบ  และน้ำตาลในเลือดสูง  ไม่กี่วันต่อมาฉันก็ติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ไปด้วย  ซ้ำร้ายฉันยังเป็นหนักกว่าพ่อมากเพราะปอดฉันติดเชื้ออย่างหนักเพิ่มด้วย กลับจากโรงพยาบาล  ฉันหายใจด้วยตัวเองไม่ได้และพูดไม่เป็นภาษา  ใบหน้าข้างซ้ายของฉันก็ขยับลำบาก  กินข้าวยาก กินน้ำก็ไหลออกจากมุมปาก  ฉันพบว่าการยิ้มเป็นเรื่องยากมาก  กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าของฉันเริ่มควบคุมไม่ได้อีกต่อไป ทุกสิ่งถาโถมเข้าหาฉันไม่หยุดหย่อน  นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเริ่มกลัวว่าในอนาคตฉันอาจจะตาบอด  หูหนวก  หรืออาจเกิดอะไรที่ร้ายแรงกว่านี้ก็ได้  ฉันควรทำอย่างไรดี หลังจากคิดมาก อมทุกข์อยู่หลายวัน ระหว่างที่ฉันกำลังพิมพ์นิยายอยู่นั้น  จู่ ๆ ฉันก็เข้าใจความจริงที่ว่า  “ดีแล้วที่ฉันมีความทุกข์ เพราะทุกข์สอนอะไรเรามากมายกว่าความสุข นี่คงเป็นบททดสอบของเทวดา ท่านคงมองเห็นศักยภาพในตัวฉัน จึงส่งบททดสอบที่ยากกว่าคนอื่นมาให้” คิดได้แบบนั้นฉันก็ยิ้มให้ตัวเองได้อีกครั้ง นิยายของฉันได้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ถึง 8 เล่ม และฉันเขียนหนังสือประวัติของตัวเองอีก 1 เล่ม เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงคนอื่น ๆ ฉันเริ่มมีเงินเก็บมากพอจะช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวได้อย่างไม่ขัดสน วันนี้ฉันได้ทำทุกสิ่งที่อยากทำแล้วรวมถึงได้ตอบแทนคุณทุกคนที่ฉันรักอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วย  ไม่ว่าต่อไปชะตาชีวิตของฉันจะเป็นเช่นไร  ฉันก็พร้อมยิ้มสู้รับมันด้วยใจที่มีความสุข  ข้อคิดคำสอนจากพระ ดร.นิตินัย  อุดมกัน  วัดป่าเมตตาวนาราม  จังหวัดเชียงราย ทุกชีวิตเกิดมาล้วนต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไป  แม้แต่พระพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงต่อสู้  อดทน  เผชิญหน้า  และแก้ไขทุกปัญหาที่เกิดขึ้น  โดยใช้สติปัญญา  และศีลธรรมเป็นเครื่องดำเนินชีวิต  ไม่ต่างจากเรื่องราวของคุณเพทาย  เห็นได้ชัดว่าเธอผ่านบททดสอบความอดทน  ความเพียรพยายาม  และมีกำลังใจเข้มแข็งเป็นอย่างดี  ซึ่งจิตใจอันเปี่ยมไปด้วยความดีงามนี้ย่อมบังเกิดเป็นความอัศจรรย์  ที่แม้แต่เทวดายังต้องอนุโมทนาด้วย เรื่อง เพทาย จิรคงพิพัฒน์  เรียบเรียง ชลธิชา  แสงใสแก้ว ภาพ วรวุฒิ  วิชาธร  สไตลิสต์ สุธีร์  รติวัฒน์บุญญา บทความน่าสนใจ หัวใจนักสู้ของผู้ชาย “ตัวเล็ก” […]

“รถพยาบาล” คันนี้… “ถอยไม่ได้”

“รถพยาบาล” คันนี้… “ถอยไม่ได้” “หลายคนเคยถามผมว่า ทำไมต้องนำเงินส่วนตัวไปซื้อยา ซื้อเครื่องมือปฐมพยาบาล แถมต้องอดหลับอดนอนทุกคืนขับ “รถพยาบาล” เพื่อไปช่วยใครก็ไม่รู้ ไม่ใช่ญาติเราด้วยซ้ำ มีแต่ผมคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่า เมื่อลงมือทำแล้วจะถอยไม่ได้” ปาว – ภานุพงศ์ ลาภเสถียร เป็นเจ้าของข้อความข้างต้น แววตาซื่อๆ บวกกับบุคลิกนิ่งๆ ช่วยย้ำกับคนฟังอีกหนึ่งคำรบว่า เขาไม่ได้พูดเกินเลยไปจากความจริง เมื่อเจ็ดแปดปีที่ผ่านมา ชาวบ้านร้านตลาดย่านบางลำพู ชนะสงคราม สนามหลวง ล้วนคุ้นเคยกับปาวเป็นอย่างดี ค่ำมืดดึกดื่น เขามาตามสัญญาเสมอ เด็กหนุ่มปรากฏตัวพร้อมรถสองล้อคู่ใจ อาศัยแสงไฟจากท้องถนนพอได้กางหนังสือท่องตำรา หากคืนนั้นผ่านพ้นไปโดยไม่มีใครป่วยไข้หรือบาดเจ็บรุ่งสางหนุ่มปาวจะห้อจักรยานกลับที่พัก อาบน้ำอาบท่า แล้วมุ่งหน้าสู่ห้องเรียน แต่หากค่ำคืนไหนสะดุดลงด้วยเหตุด่วนเหตุร้าย “งานอดิเรก” ของหนุ่มปาวจะเริ่มขึ้นทันที “ผมเป็นอาสาสมัครกู้ภัยมาแปดปี จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว เกิดเหตุที่ไหนผมจะปั่นจักรยานไปที่นั่นเพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้คนเจ็บก่อนจะนำส่งโรงพยาบาล “คนที่เล่นกีฬาเป็นงานอดิเรก ตกเย็นก็ต้องไปเล่นกีฬาทุกวัน ผมก็เช่นกัน การช่วยคนเจ็บคืองานอดิเรกของผม” หนุ่มปาวลุ่มหลงงานอดิเรกที่ว่านี้ เพราะเชื่อคำชักชวนของเพื่อนให้ลองทำงานอาสาสมัคร เขาขึ้นรถกู้ภัยของวชิรพยาบาล นัยว่าเพื่อฆ่าเวลาว่างในวัยเรียน ชีวิตวัยมัธยมของปาวจึงต่างจากวัยรุ่นทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ”เวลาเกิดอุบัติเหตุ คนมุงก็จะมุงอย่างเดียว แต่ไม่มีคนเข้าไปช่วยคนเจ็บเลย แม้แต่คนที่จะเข้าไปถามว่า ‘เป็นอะไรมากไหม ติดต่อญาติให้ไหม’ ก็ไม่มี […]

ดร.สมไทย วงษ์เจริญ เขาว่าผมเป็นคนบ้าค้าขยะ

ดร.สมไทย วงษ์เจริญ เขาว่าผมเป็นคนบ้าค้าขยะ แม้จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต ถ้ายังหายใจอยู่ เขา  ดร.สมไทย วงษ์เจริญ จะไม่มีวันยอมแพ้ ใครจะประณามว่าเป็นคนบ้าค้าขยะเขาก็ไม่สนกว่า 30 ปีที่ผ่านมา คนตัวเหม็นคนนี้ได้กลายเป็นดอกเตอร์ที่ผู้คนยอมรับ เพราะขยะที่เราทั้งหลายไม่เหลียวแล ผมเกิดในครอบครัวคนจีน ที่อำเภอตะพานหินจังหวัดพิจิตร พ่อแม่รับจ้างเย็บเสื้อโหล พร้อมๆ กับขายหนังสือพิมพ์และลอตเตอรี่ เพื่อส่งลูก 9 คนให้เรียนหนังสือ มีผมคนเดียวชอบคิดนอกกรอบ ไม่ยอมเรียนต่อ เพราะเบื่อเรื่องเดิมๆ ที่ครูนำมาสอนเด็กทุกรุ่น พ่อแม่ก็เข้าใจเพราะผมไม่ใช่คนเกเร ผมทดลองนำสินค้าจากบ้านไปขายตามสถานีรถไฟ แต่ไม่รุ่ง จึงเปลี่ยนมาใช้ปิกอัพเก่าๆ ตระเวนขายเสื้อผ้า หอม กระเทียม จนเปลี่ยนมาเร่ขายยาที่จังหวัดพิษณุโลกแต่ก็เหลวอีกเหมือนกัน งานอะไรไม่ดีผมไม่ยึดติด ลองไปเรื่อยๆ แต่ก็คอยถามตัวเองว่า อะไรคือทางที่มั่นคงของชีวิต ชีวิตผมอาจดูแย่ในสายตาคนอื่น แต่สำหรับผมมันคือความลำบากที่มีความสุข ใจข้างในไม่เคยแพ้ แม้จะเกิดอะไรกับผม ถ้ายังไม่ตาย ยังมีแรงอยู่ ผมไม่เคยกลัว เมื่อชีวิตยังไม่มีจุดหมาย ทางบ้านเลยชวนกลับไปช่วยงาน ผมปฏิเสธเพราะไม่ชอบงานซ้ำๆ ในวันที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิต ผมไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร จึงไปอธิษฐานต่อองค์พระพุทธชินราช ขอให้พบเส้นทางทำกินที่มหัศจรรย์ ให้มีอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน เมื่อก้าวออกมาจากโบสถ์ เห็นป้าแก่ๆ […]

เทพ โพธิ์งาม “ไม่เสียใจที่ทำแล้วเจ๊ง แต่เสียดายกว่าถ้าไม่ได้ทำ”

เทพ โพธิ์งาม “ไม่เสียใจที่ทำแล้วเจ๊ง แต่เสียดายกว่าถ้าไม่ได้ทำ” สำหรับคนที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป…น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักตลกระดับปรมาจารย์ที่ชื่อ “เทพ โพธิ์งาม” ไม่ว่าจะด้วยเอกลักษณ์ในการกระดกหน้าผากที่ไม่มีใครเหมือน  หรือลีลาการปล่อยมุกที่เปี่ยมไปด้วยไหวพริบ  ซึ่งเรียกเสียงฮาให้กับผู้ชมรุ่นแล้วรุ่นเล่า  ทั้งทางหน้าจอภาพยนตร์  จอโทรทัศน์  และบนเวทีคาเฟ่คลับบาร์มากมายทั่วฟ้าเมืองไทย อย่างไรก็ตาม  ชีวิตที่เจิดจรัสด้วยชื่อเสียงเงินทองและการยอมรับจากผู้คนนั้นก็ยังมีอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นที่เล่าขานกันมานานเช่นเดียวกัน…นั่นคือด้านของความล้มเหลวในธุรกิจของเขา  ไล่มาตั้งแต่ธุรกิจร้านอาหารร้านขายของชำ  อู่ซ่อมรถ  ค้าข้าวสาร  น้ำข้าวกล้อง  ฯลฯ  ธุรกิจทั้งหมดที่กล่าวมานั้นมีผลประกอบการอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า “เจ๊งระนาว” ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามมากมายถึง ชีวิตทั้งสองด้านของตลกอาชีพผู้นี้ไม่ว่าจะเป็น ทำธุรกิจพลาดแล้วพลาดอีก ไม่เข็ดบ้างหรือไง…เล่นตลกอย่างเดียวก็ไม่ล้มละลาย  เป็นหนี้เป็นสินให้ต้องเดือดร้อนแล้วจะทำไปทำไม…ทุกวันนี้ใช้หนี้หมดหรือยัง…และอื่น ๆ อีกมากมาย คงไม่มีใครตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีไปกว่าเจ้าตัว  ผู้มีชื่อและนามสกุลจริงว่า“สุเทพ  โพธิ์งาม”  ซึ่งทุกวันนี้ได้ห่างหายไปจากวงการแห่งแสงสีแสงไฟ  ปลีกตัวไปมีชีวิตอย่างสงบเรียบง่ายในไร่ของตัวเอง…ที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตรจากกรุงเทพมหานคร  เมืองที่เขาใช้ชีวิตและทำมาหากินมานานกว่า 40 ปี ก่อนอื่นอยากถามถึงที่มาของที่นี่ซึ่งเป็นบ้านที่อยู่ในปัจจุบันสักเล็กน้อยครับ ที่ดินผืนนี้ป๋าซื้อเอาไว้นานแล้ว  เดิมมีประมาณ 50 ไร่  แต่ความที่ทั้งคนและสัตว์ที่อยู่ที่นี่ต้องกินต้องใช้  ก็เลยต้องแบ่งขายไปบ้างเพื่อเอามาเป็นค่าใช้จ่าย  ปัจจุบันนี้เหลืออยู่ประมาณ 20 ไร่  นอกจากนั้นเราก็ต้องประหยัดและพยายามทำทุกอย่างเองหมด  รวมถึงต้องไปตัดหญ้าในนามาเป็นอาหารให้สัตว์ทุกวัน  ทั้งร้อนทั้งเหนื่อยในชีวิตไม่เคยคิดว่าต้องมาทำอย่างนี้  แต่ในอีกมุมหนึ่ง  พอมาลองนึกดูแล้วสิ่งที่ได้ลงแรงลงไปก็ถือได้ว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งนะ  เพราะพออายุมากขึ้น  เราก็เริ่มอยากจะคืนสู่ธรรมชาติ ได้เห็นไก่ออกลูกเห็นนกหนูมาทำรังใกล้ๆ ที่เราอยู่  สัตว์ทุกตัวเหมือนจะรับรู้ได้ว่าเราไม่ทำร้ายเขาพวกเขาก็ไม่หนีไปไหน  พอเราได้เห็นเขามีกิน  มีชีวิตชีวา  เราก็รู้สึกสบายใจไปด้วยส่วนภรรยากับลูก  เขาก็ไป ๆ มา ๆ  แต่ก็จะช่วยดูแลทุกอย่าง  ถ้าอาหารปลาหรือของอะไรหมด  เขาก็จะซื้อมาให้ ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนแล้วเริ่มต้นเลี้ยงสัตว์พวกนี้ได้อย่างไรครับ ตอนแรกก็มีคนจูงวัวมาขาย  สภาพผอมเหลือแต่กระดูก  ตัวใหญ่กว่าหมานิดเดียว  เดินแบบแทบไม่มีแรง  คิดว่า คงใกล้ตายแล้วแน่ ๆ  ป๋าสงสารเลยรับซื้อมา  เตรียมจะฝังอยู่แล้ว  ปรากฏว่าไม่ตายตอนนี้ตัวใหญ่เบ้อเร่อ  ออกลูกมาหลายสิบตัวแล้ว  มีคนมาขอซื้อเยอะ  แต่ป๋าไม่ขาย  ให้เป็นล้านก็ไม่ขาย  ต่อให้ไม่มีเงินก็ไม่ขาย  สัตว์ตัวอื่น ๆ ในไร่ก็เหมือนกันไม่ว่าจะงูเงี้ยวเขี้ยวขอ  เราก็ห้ามไม่ให้ใครไปตีไปฆ่ามันเด็ดขาด  ป๋าคิดเสมอว่า ถ้าเราไม่ทำมัน  มันก็จะไม่ทำเรา  ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ  เพราะตั้งแต่ป๋าอยู่มาก็ไม่เคยโดนสัตว์ทำร้ายเลย  นอกจากโดนแมลงกัดต่อยบ้าง  ก็หาหยูกยามาทาไป มีโครงการจะทำอะไรกับที่ดินผืนนี้บ้างครับ เดิมทีป๋าก็ไม่ได้คิดว่าจะซื้อไว้ทำอะไรหรอก  แต่ความที่เราไม่เคยมีที่เหมือนคนอื่นเขา  พอมีโอกาสเลยซื้อเอาไว้ เผื่อใช้ทำไร่ทำสวนตอนแก่  ตอนแรกก็ไม่ได้จริงจังสักเท่าไหร่  เพราะดินไม่ดี  ต้นไม้ก็ไม่ค่อยแข็งแรง  แต่สุดท้ายก็ให้ผลผลิตมาเรื่อย ๆ  เราไม่ได้เอาไปขายหรอก  เพราะมันไม่คุ้มแล้วเราเองก็ไม่มีเวลา  ขี้เกียจด้วย  เลยเก็บเอาไว้ให้สัตว์ที่เราเลี้ยงกินดีกว่านอกจากนั้นก็เก็บไว้กินเองบ้าง  แล้วก็แจกญาติพี่น้อง  แจกคนอื่นบ้าง  ตอนนี้หลัก ๆแล้วป๋าอยากจะมุ่งมาทางเกษตรกรรมโครงการที่คิดเลยเป็นการต่อยอดจากสภาพไร่นาที่เป็นอยู่  อย่างโครงการลงทุนทำสวนอาหารป่าบรรยากาศธรรมชาติ  ใครอยากกินผลไม้ชนิดไหนก็ไปเก็บเอาเองได้  นอกจากนั้นต่อไปอาจจะปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ ทำเป็นโฮมสเตย์ให้เช่า  แต่ไม่ว่าจะเป็นสวนอาหารหรือโฮมสเตย์  ก็จะอยู่ในสภาพที่เป็นธรรมชาติแบบนี้แหละ ลุยเต็มที่ขนาดนั้น  ได้เผื่อใจสำหรับความผิดหวังมากน้อยแค่ไหนครับ ป๋าไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำไปหรอกแน่นอนว่าอาจรู้สึกท้อแท้บ้าง  แต่จะเสียดายมากกว่าถ้าไม่ได้ทำ  ถามว่าทำไมไม่เสียใจเพราะป๋าเชื่อว่า  ทุกสิ่งในโลกไม่มีอะไรจริงแท้แน่นอนหรอก  การที่เรายึดถือแนวคิดแบบนี้มาตลอด  ทำให้เราไม่คิดมากและไม่หวังกับอะไรมากจนเกินไป  ทุกอย่างล้วนแต่เป็นของปลอมทั้งนั้น  เดี๋ยววันหนึ่งก็ต้องหมด  เป็นคนเดี๋ยวก็ตาย  ทุกอย่างจบแล้วเราจะไปจริงจังอะไรกับมัน  บ้านก็ไม่ใช่ของเรา  ลองไปสำรวจดูสิว่า ย้อนไป 100 - 200 ปีน่ะ เคยมีคนอาศัยอยู่ที่ตรงนี้มากี่ร้อยกี่พันคนแล้ว  แม้แต่ลูกกับภรรยาก็ไม่ใช่ของเรา  ต่อให้รักกันขนาดไหนสักวันก็ต้องจากกัน  ไม่จากเป็นก็จากตายแถมเวลาตายอยู่บนเมรุยังไม่กล้าขึ้นไปดูด้วยนะ  ป๋าเคยเจอมาหมดแล้ว  ไปงานศพมาเยอะ  ไปทุกทีป๋าก็จะไปช่วยเขาแบกโลงสมัยก่อนยังไม่มีการฉีดน้ำยากันเน่า  เปิดโลงเห็นศพนอนอยู่ในนั้นมีหนอนเต็มหน้าเลย  เวลาเผาก็จะเอาฟืนมากองเผาศพกันตรงกลางป่า  มีหลายทีที่อยู่ ๆ ศพก็เด้งขึ้นมานั่ง  เส้นมันตึงมันดึง  ป๋ารับรู้ถึงสัจธรรมเหล่านี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว เมื่อต้องพบปัญหาหนักๆ  มีวิธีสร้างกำลังใจให้ตัวเองอย่างไรบ้าง ความที่ชีวิตป๋าลำบากมาตั้งแต่เด็ก ๆพ่อแม่ไม่มีเงิน เราเลยต้องประหยัด  บางครั้งต้องซื้อข้าวมาผสมกับมัน  เพื่อให้พอกินกันทั้งครอบครัว  แต่ตอนนั้นเราไม่ได้มองว่าชีวิตที่เป็นอยู่เป็นความลำบากหรอก  แต่มองเหมือนเป็นเรื่องปกติ  เพราะเรากินแบบนั้นมาตลอด  ป๋ายังบอกแม่เลยว่าใส่มันเยอะ ๆหน่อย  หรือวันไหนโชคดีได้กินข้าวกับหัวปลาทูแห้ง ๆ คลุกน้ำปลากับพริกป่นหน่อย  เติมเกลือนิด  ก็ถือว่าอร่อยมากแล้วพออายุ 6 - 7 ขวบก็เริ่มนั่งรถไฟไปขายเสื้อผ้าตามตลาดนัดแล้ว  แบกกล่องผ้าไปทีหนึ่ง2 - 3 กล่อง  บางครั้งไปกับพ่อ  บางครั้งก็ไปคนเดียว  อาจจะลำบากลำบนบ้าง  แต่ป๋าก็ถือว่าชีวิตในตอนนั้นเป็นแค่ชั้นประถมที่เราต้องเรียนรู้อีกเยอะ  ป๋าเลยไม่มีปัญหาอะไรเวลาพบกับความยากลำบาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่ทำให้เราผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ก็คือ  การมองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตโดยมีธรรมะอยู่ในใจ  ธรรมะก็คือธรรมชาติ  หากเราเข้าใจธรรมชาติของชีวิตเข้าใจในธรรมชาติของสิ่งที่เกิดขึ้น  มองทุกอย่างตามธรรมชาติของมัน  คือไม่มองสวยงามเกินไปหรือแย่เกินไปได้  ต่อให้ต้องพบกับปัญหาหนัก ๆ เราก็จะสามารถปรับอารมณ์ของตัวเองให้คงที่อยู่ตรงกลางได้แล้วเราก็จะไม่ทุกข์นาน  และจะสามารถผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้  เช่น  เราเป็นหนี้เขา  แน่นอนว่าทั้งเรากับเขาย่อมต้องเครียดดังนั้นสิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่หนี  แต่ต้องพูดคุยกัน  อย่างกรณีของป๋าเครียดมาก 2 - 3 เดือนใช้สมองหาทางแก้ไขแทบตาย  พอตัดสินใจไปเจอตัวและเจรจากัน  แป๊บเดียวเดี๋ยวก็คลี่คลายกันได้  ปัญหาอื่น ๆ ก็เช่นกัน อุปสรรคปัญหาที่ผ่านมาทำให้มุมมองเกี่ยวกับความสำเร็จเปลี่ยนไปบ้างไหมครับ ความสำเร็จสำหรับป๋าคือการที่เราได้คิด  ได้ทำ  และได้ลงทุนออกแรงไปจริง ๆไม่ใช่ว่าพูดแล้วไม่ทำ  ส่วนจะไปได้ยาว  ไปได้ไกลแค่ไหน  ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจแค่ไหน  ตอนที่เริ่มทำเราไม่มีทางรู้ได้หรอก  แต่อย่างน้อยเราได้ทำแล้ว  ป๋ามีความรู้สึกตื่นตัวทุกครั้งที่ได้เริ่มคิดและทำสิ่งใหม่ ๆ  ถ้าทำได้เราก็จะก้าวก่อนคนอื่นแม้ว่าจะต้องเสี่ยงบ้าง  แต่ถามว่า เราเลือกที่จะออกไปเสี่ยงหรืออยู่เฉย ๆ  นอนนิ่ง ๆรอเวลาล่ะ  ในชีวิตจริง  บางครั้งเราก็รอแบบนั้นไม่ได้หรอก  แล้วอย่างที่บอกว่าชีวิตมนุษย์มันต้องลุย  ดูอย่างคนขายไก่ปิ้งไก่ย่างตามข้างถนน  เขายังรวยกันได้  หรือคนขายขยะ  คนขายขี้วัว  เขาก็ยังอยู่กันได้คนเรามีอะไรให้คิดให้ทำเยอะแยะ  ส่วนใหญ่จะติดหรือถือกันว่างานนี้ต่ำทำไม่ได้อายเขาหรืองานนี้ไม่สมศักดิ์ศรี  ดังนั้นทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเราคิดจะทำหรือไม่ก็เท่านั้นเองสิ่งที่ผิดพลาดก็ถือเป็นบทเรียนที่เราสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองจากสิ่งที่เกิดขึ้นและคนรอบ ๆ ตัว บทเรียนเหล่านี้ถือเป็นมหาวิทยาลัยชีวิต  ซึ่งไม่มีอยู่ในตำราของสถาบันแห่งไหนว่าเขาจะต้องเอาชีวิตรอดอย่างไร  จะต้องทำยังไงให้อยู่กับภรรยาอย่างมีความสุขได้เหล่านี้คือวิชาใหม่ของชีวิต  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใคร  จะเป็นครูบาอาจารย์หรือเรียนจบดอกเตอร์มา  พอพ้นจากรั้วมหาวิทยาลัยก็ต้องมาต่อสู้ชีวิตเรียนรู้วิชาใหม่นี้เหมือนกันหมด  คนส่วนมากมักคิดว่าการเรียนจบรับปริญญานั้นคือความสำเร็จของชีวิตแล้วไม่ใช่  นั่นเป็นแค่บันไดก้าวแรกที่จะเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยชีวิตเท่านั้น ที่ผ่านมาป๋าอาจจะเคยเป็นหนี้เขาเป็นสิบล้าน  ถึงวันนี้ก็ยังมีอยู่  แต่มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ  รู้สึตื่นเต้น  ใจพองโตขึ้นทุกครั้งที่ได้ทำ  มันทำให้รู้สึกว่า ชีวิตนี้เรายังสู้ได้อีก  ป๋ามีความสุขและภูมิใจมากที่เกิดมา  เรียนจบแค่ ป. 4  แต่ก็มีชื่อเสียงได้ไปเมืองนอกถึงครึ่งค่อนโลก  ไม่รู้ว่าจะต้องการอะไรอีก เอกลักษณ์หนึ่งที่หลายคนพูดถึงเทพ  โพธิ์งาม คือความยึดมั่นในความคิดตัวเองมาก  จนทำให้บางครั้งส่งผลถึงชีวิตและงานที่ทำถึงตอนนี้เอกลักษณ์นี้ได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือยังครับ ป๋าคิดว่าอุดมการณ์ที่มีก็ยังคงอยู่กับเรานะ  เพียงแต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าทำแบบนี้ไม่ประสบความสำเร็จ  เราก็ต้องเปลี่ยนทางใหม่  โดยที่อุดมการณ์เดิมของเราก็ยังคงอยู่อุดมการณ์ตรงนั้นก็คือความเชื่อมั่นของเราที่มีมาตั้งแต่เด็ก  และเป็นสิ่งที่ทำให้ป๋าเอาตัวรอดมาได้จนทุกวันนี้  คนอื่นอาจไม่เห็นด้วยกับเรา  แต่จากชีวิตที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่า เราคิดถูกมากกว่าผิด  ป๋าถึงเลือกทางที่เป็นอยู่นี้ อย่างมีคนถามว่า ป๋าออกมาอยู่แบบนี้เลี้ยงวัว 20 ตัว  ควาย 5 ตัว  และสัตว์อีกเยอะ  ทั้งที่งานก็ไม่มี  แต่ทำไมถึงอยู่ได้ป๋าเองก็ยังงงตัวเองเหมือนกันว่าอยู่มาได้ยังไง  แต่ด้วยเรามุ่งมั่นทำตามความเชื่อของตัวเอง  สุดท้ายมันก็ไปต่อได้  บางทีเงินจะหมด ๆ  แป๊บเดียวก็มีงาน  มีอะไรเข้ามาก็พอมีเงินมาซื้อของให้เขากิน  เป็นอย่างนี้ตลอด  ป๋าถึงเชื่อมั่นว่า  แม้ทางที่เลือกจะดูมืดครึ้มและไม่ค่อยมีใครเข้าใจก็ตาม  แต่ถ้าเราปฏิบัติให้ถูกต้องนะ  เราก็จะอยู่ได้อย่างสบายแน่นอน หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมามากถึงวันนี้มองชีวิตที่ผ่านมาอย่างไร เมื่อมองย้อนกลับไปถึงความสำเร็จสมัยก่อนโน้น  เราเพียงแต่คิดว่า  เป็นไปได้หรือนี่  จากจุดเริ่มต้นที่เล่นตลกกันมา 3คน (คณะ เด่น  เด๋อ  เทพ)  มีคนรู้จักแค่ประมาณหนึ่ง  แต่พอมาอยู่กรุงเทพฯแค่3 - 4 เดือน  ได้ออกทีวี  คนก็เริ่มรู้จักมากขึ้นแล้วพอมาเล่นหนัง (เทพบุตรต๊ะติ๊งโหน่ง)ก็ดังเลย  ค่าตัวจากหมื่นห้าก็กลายเป็นห้าหมื่น  จากที่ไม่มีอะไรเลยก็เริ่มมีรถขับเริ่มสร้างบ้านได้  ใครจะเชื่อว่าก่อนหน้านั้นไม่นานป๋ายังต้องเข็นรถขายก๋วยเตี๋ยว  เงินจะไปซื้อเส้นก๋วยเตี๋ยวยังแทบไม่มี  อยู่ ๆทุกอย่างก็พลิกฟื้นขึ้นมา  แต่ก็เท่านั้นน่ะนะพอทำไปนาน ๆ ก็เบื่อ  ป๋าทำอะไรนาน ๆซ้ำ ๆ จำเจไม่ได้  เบื่อแล้วก็อยากจะไปหาอย่างอื่นทำ ทุกวันนี้ถ้าถามว่า ป๋าลาวงการเลยไหมคงไม่ถึงกับลาขาดหรอก  เพราะว่าก็ยังมีคนโทร.มาขอให้เราไปทำงานกับเขาอยู่เรื่อย ๆเพียงแต่เราต้องดูให้ดีก่อนทุกครั้ง  อะไรที่ปัญญาอ่อนมากก็ไม่ไหว  ละครหลายเรื่องป๋าก็ปฏิเสธไป  เพราะฟังชื่อแล้วไม่ไหว  คือป๋าก็ไม่ได้มีกฎอะไรในการรับงานหรอกเพียงแต่เราจะรู้ตัวเองดีว่างานไหนที่มีความเป็นไปได้  บางทีเงินก็ไม่ใช่จะมี  แต่ก็ไม่เอาเพราะพอนึกภาพคนแก่ ๆ อย่างเราต้องไปทำปัญญาอ่อน  ทำเป็นซื่อไม่รู้เรื่องแล้วก็รู้สึกทุเรศตัวเอง  เลยไม่เอาแล้ว  ไม่ขำแล้วนอกจากนั้นป๋ารู้ตัวเองดีว่าตอนนี้เราเริ่มความรู้สึกช้าลง ใครพูดอะไรจะโต้กลับก็ไม่ทันแล้ว  หรือจะให้รวดเร็ว  กระโดดโลดเต้นเหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่ได้แล้วบางทีเล่นแป๊บเดียวมานั่งหอบแล้วแต่ไม่ว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นอีก  ป๋าก็ไม่กลัว  ชีวิตป๋าต้องดิ้นรนมาตั้งแต่เด็ก  ต้องพบกับเรื่องดีบ้างร้ายบ้างมาเยอะแยะ  แม้ตอนนี้ชีวิตจะเดินมาไกลจากจุดนั้นมากแล้ว  แต่ถ้าวันหนึ่งต้องกลับไปจุดนั้นอีกก็ไม่เป็นไร   ตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังมีหนทางสู้  อย่าไปกลัวมัน… เรื่อง พีรภัทร  โพธิสารัตนะ  ภาพปกและภาพประกอบ วรวุฒิ  วิชาธร   ผู้ช่วยช่างภาพ สรยุทธ  พุ่มภักดี,  ศุภิดา  กิจจะตุกายา,ภูติรัตน์  เหลืองชูเกียรติ   สไตลิสต์ รุจิกร  ธงชัยขาวสอาด,  อารยา  แคล้วภัยพาล  ผู้ช่วยสไตลิสต์ นรรชนก  แซ่ชี บทความน่าสนใจ อย่าเป็นคน “ขยัน” ที่ “ไร้ความสามารถ” True Story: รักนี้จัดหนัก… ชีวิตคู่ที่แตกยับของเมียนักมวย “วันเฉลิม” นอกจอ…เรื่องจริงของชายผู้ เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกเป็นได้ […]

เผยเคล็ดลับพลิกดินสู่ดาว โค้ชคิ้ม-หนุ่ม เดอะวอยซ์

เผยเคล็ดลับพลิกดินสู่ดาว โค้ชคิ้ม กับ หนุ่ม เดอะวอยซ์ โค้ช เจนนิเฟอร์ คิ้ม ทัก หนุ่ม เดอะวอยซ์ สมศักดิ์ รินนายรักษ์  ซึ่งกำลังแต่งหน้าเพื่อเตรียมถ่ายปกให้กับนิตยสาร Secret  ก่อนจะคุยกึ่งสอนต่อว่า “ถ้าหนุ่มมีผลประโยชน์มาก ๆ  คนที่เคยเป็นเพื่อนจะไม่เป็นเพื่อน  คนที่เคยเป็นมิตร ถ้าไม่ได้ประโยชน์จากเราอีกแล้วก็จะกลายเป็นศัตรูได้” เด็กหนุ่มรับฟังโดยไม่โต้เถียง  เพราะดูเหมือนว่าบางเรื่องราวที่เขาประสบมาระหว่างเดินทางกลับบ้านที่เชียงรายเป็นครั้งแรกหลังจากชนะเลิศรายการ เดอะวอยซ์ ไม่ผิดไปจากที่โค้ชบอกสักเท่าใดนัก ก่อนหน้าจะมาประกวด เดอะวอยซ์  เขายอมรับว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าเรียนจบไปแล้วจะทำไปอะไร “ตอนมาประกวด  ผมก็ไม่ได้คิดว่าจะชนะ  ไม่ได้คิดว่าจะเข้ารอบลึก ๆ  คิดว่าคงได้แค่รอบบลายนด์ออดิชั่น  อย่างน้อยก็ได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ  พ่อแม่ผมไม่หวังว่าผมจะประสบความสำเร็จเรื่องร้องเพลง  จริง ๆแล้วท่านก็ไม่ได้หวังว่าผมจะประสบความสำเร็จด้านไหนเลย  พอเราทำได้ท่านก็ดีใจด้วย  ตอนนี้ผมอยากเป็นนักร้อง” เขาพูดน้อย  ตอบสั้น  แต่ทั้งโค้ชและทีมงานบอกว่า เขาแอบฮาไม่น้อยเวลาที่ได้พูดคุยกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน  คนเป็นโค้ชจึงเป็นฝ่ายเล่าถึงวินาทีที่พิธีกรประกาศว่าเขาเป็นผู้ชนะ “ตอนที่ประกาศว่าหนุ่มชนะ  เราร้องไห้ฮือ ๆ  ก้องเข้ามากอดเป็นคนแรกจากนั้นแสตมป์ก็เดินมากอด  แล้วโจ้ก็ตามมา  แสตมป์บอกก่อนแข่งอีกว่า วันนี้เป็นวันของพี่ หนุ่มต้องได้ “ส่วนตัวเองเดินไปกอดหนุ่ม  แล้วบอกว่า  ‘คนแพ้น่ะพูดน้อย แต่คนชนะยิ่งต้องพูดน้อยกว่า จำไว้นะหนุ่ม’  เขาก็บอกว่า  ‘ครับ’ หลังรอบที่เขาร้องเพลง ‘หลงตัวเอง’  ก็บอกเขาว่า อย่าลืมตัวนะ อย่าหลงตัวเองนะ คนดูชอบหนุ่มที่หนุ่มเป็นแบบนี้ถ้าลืมตัวพี่จะเอาหนังสติ๊กรัดไข่  เขาก็หัวเราะ “เราบอกในสิ่งที่เขาควรทำ  สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือ  คนลืมตัว  คือลืมแล้วจะสอนอะไรก็ไม่ได้แล้ว  บอกเขาว่า  ที่พี่อยู่ได้ถึงทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะเก่งนะ  แต่คนเขาเอ็นดูคนอายุน้อยกว่าก็เอ็นดูพี่  เพราะเราไม่ได้ไปเยอะอะไรกับเขา  ทำงานแบบให้เกียรติคนอื่น  มือมีสองข้าง  ยกพนมไหว้เข้าไว้เดี๋ยวจะได้ดีเอง อย่าเรื่องมาก กองถ่ายมีอะไรให้กินก็กินไป” “หนุ่มถูกด่าทุกวัน  แต่เขารู้ว่าทำแบบนี้เพราะรักเขานะ  เราอาจไม่ใช่คนพูดจาเพราะแล้วก็ไม่ค่อยชมลูกหลาน  ไม่รู้ว่ารับมาจากตายายซึ่งเป็นคนไทยหรือเปล่า  คนโบราณมักจะไม่ชมลูกตัวเอง  การกดลูกหลานให้เจียมเนื้อเจียมตัว  เพราะอยากให้เด็กมองเห็นสิ่งด้อยของตัวเองและยอมรับมันให้ได้  ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ควรสอนเด็ก  ถ้าเขาทำดีเราก็ชมแต่ก็สำทับต่อว่าอย่าเหลิงนะ  คือสอนหลานตัวเองอย่างไรก็สอนหนุ่มอย่างนั้น “ปกติจะพูดกันแบบนักเลง ๆ เหมือนคุยกับนักมวย  เราไม่อยากให้เด็กสะเงาะสะแงะ เพราะปกติทีมงานก็โอ๋อยู่แล้ว  พอได้ตำแหน่งก็ยิ่งโดนยกหางขึ้นไปอีก  จากคนจะกลายเป็นคางคก (ขึ้นวอ) กันอยู่แล้วก็กลัวว่าเขาจะเป็นอย่างนั้น “เราเคยโดนอะไรมาบ้างก็เล่าให้เขาฟัง  และบอกว่า อย่าจริงเท่าพี่  จริงสักครึ่งเดียวพอ  แต่เขาเป็นผู้ชาย  พูดน้อยอยู่แล้วก็เลยไม่ค่อยมีปัญหาอะไร  แล้วอย่าเอาแต่ใจตัวเอง  จงร้องเพลงอย่างนักร้องและทำตัวอย่างนักมวย  เพราะนักมวยนี่อึด  โดนเตะจนตัวเขียวแต่ไม่เคยมีใครออกมาร้องแรก-แหกกระเชอ  นักร้องก็ควรจะมองตัวเองให้เป็นแบบนั้น  จะได้ไม่รู้สึกว่าทำไมคนนั้นคนนี้ทำกับฉันแบบนี้  ใครทำอะไรนิดหน่อยก็หงุดหงิด  หยิบน้ำผิดก็หงุดหงิด  จะกินน้ำอุ่น  เอาน้ำเย็นมาให้ก็โกรธ ๆ” พอหันกลับมาถามหนุ่มว่า เขารู้สึกอย่างไรกับวิธีการสอนของโค้ชแบบนี้ “แรก ๆ ก็กลัวครับ  เพราะไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน  พ่อกับแม่เวลาด่าก็ด่าอย่างเดียวสอนก็สอนอย่างเดียว  ไม่เคยด่าปนสอนแบบนี้  แต่ตอนนี้รู้สึกดีเวลาที่พี่คิ้มด่าเพราะแสดงว่าเป็นห่วงเรา” เขายังพูดถึงความประทับใจที่มีต่อโค้ชคิ้มว่า “พี่คิ้มดูแลทุกอย่าง  ไม่เฉพาะผมแต่ดูแลทุกคนในทีมดีหมด  ถ้าให้ผมยกตัวอย่างก็ไม่รู้จะเล่าเรื่องอะไร  เล่าไม่ถูก  รู้แต่ว่าพี่คิ้มเป็นคนดี” นั่นเป็นบทสรุปของเขาเกี่ยวกับชีวิตในวันนี้  ในขณะที่โค้ชคิ้มยังมีเรื่องราวอีกมากมาย  รวมถึงเคล็ดลับในการปั้นดินก้อนนี้ให้กลายมาเป็นดาวมาเล่าให้ฟัง “การเป็นโค้ชผู้หญิงคนเดียวของรายการ เดอะวอยซ์ ต้องเรียกว่าเป็นทุกขลาภเพราะโดนด่าตลอด  โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย  ถึงจะมีคนที่ช่วยปกป้องเราเยอะแต่คนที่ตั้งหน้าตั้งตาด่าก็ไม่น้อย  บางคนต้องเรียกว่าตั้งใจใช้ตัวหนังสือทำร้ายคนอื่นส่วนใหญ่ที่ด่ากันเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วน ๆไม่มีเหตุผล  บางคนพยายามเต้าเรื่องราวให้มันกลายเป็นเหตุผล  ทั้งที่ไม่ใช่ “คนในโลกโซเชียล  บางครั้งต้องบอกว่าไม่มีหัวใจ  สมัยก่อนเวลาที่คนไปรบแพ้มาหรือทำผิดอะไรมาก็แล้วแต่  หากเคยทำคุณงามความดีมาก่อน  เวลาพิพากษาลงโทษเขายังมีลดหย่อนผ่อนโทษ  เช่น  ถ้าโทษประหารชีวิต ก็อาจลดเหลือเนรเทศออกนอกเมือง  หรือเอาไปจองจำจนกว่าจะตายแต่เป็นโค้ชรายการนี้  คนดูบางคนไม่สนใจว่าเคยทำอะไรที่ถูกใจเขามาบ้างหรือไม่  เขานับเป็นยก ๆ  ช่วงไหนเลือกคนถูกใจยกหางรอเลย “เคยอ่านข้อเขียนของพระอาจารย์ชยสาโร  ท่านบอกว่า  มนุษย์ทุกวันนี้วัดทุกอย่างเป็นตัวเลข  ยอดต่าง ๆ  ยอดเงินยอดไลค์  ยอดฟอลโล่ แต่ความดีความชั่วมันละเอียดมาก  ไม่สามารถเอาตัวเลขมาวัดได้ว่าใครดีหรือชั่ว  จึงไม่ควรเอาใจไปยึดติดว่ายอดไลค์เท่าไหร่ “เช้าตื่นขึ้นมาเราควรจะอยู่กับตัวเองได้ฟังเสียงนกร้อง  เห็นแสงแดดที่เราไม่รู้ว่าจะมีอีกกี่วันที่จะได้เห็น  วันนี้อาจเป็นแดดสุดท้ายที่เราได้เจอ  ไม่ใช่ตื่นมาเขี่ยดูไอจีใครทักก็ต้องตอบ  ไม่ตอบก็กลายเป็นเรื่องแล้วเราก็ไม่อยากรู้เรื่องคนอื่น “จริงอยู่ เราชอบพูดว่า  เราเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง  รัก  โลภ  โกรธ  หลง  โมหะโทสะ  มีครบ  แต่นั่นเป็นโหมดของพรพรรณชุนหชัย  แต่ถ้าสวมบทเป็นเจนนิเฟอร์ คิ้มจะทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เลยสักข้อ  เพราะเราเป็นนักร้อง เรามีหน้าที่ให้ความสุข  เราจะไปเที่ยวระบายความทุกข์ของเราในไอจีไม่ได้มันผิดหลักการของการเป็นนักร้อง” ทุกวันนี้เวลาที่มีคนเล่าให้ฟังเรื่องคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่ยุติธรรมกับเธอนักโค้ชคิ้มยอมรับว่า “ก็ยังโมโหนะ  แล้วก็จะบ่น  ด่าอะไรไปเรื่อยเปื่อย  พูดจาซ้ำไปซ้ำมา  วกวนวันนั้นก็จะย้ำคิดย้ำทำเรื่องนี้ไปทั้งวันจนหลับตื่นขึ้นมาก็ยังเป็นอยู่  จนกระทั่งวันที่สองตอนกลางคืน  เริ่มรู้สึกว่าหมดแรง  ไม่มีแรงจะโกรธแล้ว  เพราะโกรธไปหมดแล้วจากนั้นก็จะเริ่มรู้สึกว่าไม่ดีเลยนะ  โกรธไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย  เหนื่อยก็เหนื่อย  พอวางได้ก็คิดได้ว่า  ใครอยากว่าอะไรก็ว่าไป” ส่วนเคล็ดลับที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการเป็นโค้ชครั้งแรก  โค้ชคิ้มเล่าว่า “แรก ๆ ก็เห็นว่าเอารายการมาจากฝรั่งซึ่งชอบให้นักร้องพ่นไฟแข่งกัน  จึงทำตามแบบนั้น  ปรากฏว่าคนไทยไม่ชอบ  ชอบเถิดเทิง  อย่ามาแบตเทิล  ชอบฟีเจอริ่งเพราะฉะนั้นปีต่อมาก็ไม่มีการพ่นไฟ  เพราะคนดูไม่ชอบ แล้วอย่าร้องเพลงฝรั่งเยอะคนดูไม่เก็ต  ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่มีการศึกษาแต่มันไม่ตรงกับจริต  คนไทยกินข้าว  อยู่ดี ๆเอารีซอตโต้หรือสปาเกตตีให้กินบ่อย ๆ ก็ไม่ชอบ  นาน ๆ ครั้งพอได้ “สำหรับหนุ่ม  ตั้งแต่รอบแรกถึงรอบแบตเทิลไม่ได้คิดว่าเขาจะชนะ  รอบน็อก-เอ๊าต์ก็เริ่มเห็น  แต่ก็กลัวพลิก  เพราะทุกโชว์ต้องเริ่มใหม่หมด  ลองสังเกตดู บางคนมียอดวิวถึง 20 ล้านวิวในรอบบลายนด์ออดิชั่นแต่รอบต่อ ๆ มาหายไปเลย  สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ อย่าพีคตั้งแต่แรก ๆ  อย่ารีบเอาเมน-คอร์สมาเสิร์ฟเป็นจานแรกต้องค่อยๆพีคแล้วตบท้ายด้วยขนมหวานให้ซาบซึ้งใจชื่นอกชื่นใจกันไป  คนไทยชอบแบบนี้ เหมือนกินข้าวเสร็จแล้วต้องกินขนมหวานล้างปากเพราะฉะนั้นต้องพีคก่อนสัปดาห์สุดท้าย แล้วตบด้วยความซาบซึ้งใจ  เหมือนรสชาติยังค้างอยู่ในปาก  คนยังจำรสชาติก่อนหน้านั้นได้ “เรื่องที่ประทับใจที่สุดคือ ความเป็นทีมเวิร์ค รักทุกคนที่ทำงานกับเรา  ทั้งทีมผู้ผลิต  ทีมไจแอนท์ที่เป็นมิวสิคไดเร็คเตอร์วงบีกินที่เป็นวงแบ็กอัพ  และทีมงานเบื้องหลังทุกคนที่อาจเอ่ยชื่อไม่หมด  เขามีจิตเมตตาสูงมาก  ตอนที่หนุ่มซ้อมเพลง ‘หลงตัวเอง’คนพวกนี้นั่งกองอยู่กับพื้นเหมือนเงาะเน่าเชียร์กันใหญ่  เหมือนเชียร์มวย เห็นกันชัด ๆ ว่าเชียร์ใคร  ไม่ยอมไปทำงานอื่น  จนเราต้องบอกว่า เอ่อ  คุณลำเอียงกันเกินไปไหมคะ  ไม่ต้องสนุกขนาดนั้นก็ได้  เดี๋ยวคนอื่นจะว่าเอา นอกจากนั้นโค้ชคิ้มยังได้เรียนรู้เรื่องราวบางอย่างเพิ่มขึ้นอีกด้วย “เรื่องแรกคือ  คนดูใหญ่ที่สุด  คือไม่ว่าเขาจะด่าเราแค่ไหน  ยังไงก็ต้องตามใจคนดู  ไม่ว่าเราจะมีชื่อเสียงหรือพรสวรรค์หรืออะไรก็แล้วแต่  เราไม่สามารถเอาชนะคนดูได้ และอีกเรื่องคือ เราต้องยอมพ่ายศึกเพื่อจะชนสงคราม  เรายอมปล่อยกีตาร์ไปเพื่อให้หนุ่มเข้ารอบ  เพราะรู้ว่าประชาชนชอบหนุ่มมากกว่า  แล้วผลออกมาแบบนั้นจริง ๆ  คือถ้าจะใช้สิทธิ์ของความเป็นโค้ชดันกีตาร์เข้ารอบก็สามารถทำได้  แต่นั่นคือการขัดใจคนดู  และถ้าเราไม่ยอมแพ้ศึกครั้งนี้  เราจะพ่ายสงคราม “แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ  การปล่อยวาง  ตอนที่ทุกคนลุ้นว่าหนุ่มจะชนะหรือไม่เราไม่ลุ้นแล้ว  แค่คิดในใจว่า  หนุ่มเอ้ยจะดีจะชั่วก็อยู่ที่ตัวเองแล้วละ  พี่ปล่อยมือแล้ว  คือถึงที่สุดแล้วเราก็ต้องปล่อยวางถึงที่สุดแล้วมนุษย์ต้องตาย  เรื่องต้องจบทุกอย่างเป็นไปตามกรรมที่เราทำ  บุญที่เราทำ” หลังจากรายการจบ  โค้ชคิ้มยังคงดูแลลูกทีมต่อไป ซึ่งไม่พ้นเสียงวิพากษ์-วิจารณ์อีก “หลายคนมองว่าหน้าที่เราควรจะจบตั้งแต่ตัดสินแพ้ชนะไปแล้ว  ทำไมยังวุ่นวายกับเด็ก  ต้องบอกเลยว่า…ฉันไม่ได้กำลังดูแลเด็กกรุงเทพฯ  แต่กำลังดูแลเด็กดอย  พูดภาษาไทยกลางยังกึก ๆ กัก ๆ  ยังไม่เข้าใจความคิดของคนกรุงเทพฯ  มือยังอ่อนที่จะรับมือกับคนเลว ๆ ที่เข้ามาหา  เราเป็นโค้ชในชีวิต  จะบอกเขาว่าอย่าร้ายนะ  ถ้าต้องร้ายเดี๋ยวพี่จัดการให้ “เรื่องเงินนี่ไม่ยุ่งเลย  ก็มีคนเสียผลประโยชน์ไปโพสต์นั่นนี่นู่น  สงสัยนั่นสงสัยนี่  เจ้าตัวยังไม่สงสัยเลย  ทุกวันนี้ถ้าจะผิดหรือถูกอย่างไรก็ค่อย ๆ บอกกันไปถ้าวันไหนเขาไม่ฟังแล้วก็จะหยุดสอน  เราบอกเขาว่า กว่าจะได้มาก็ยาก  รักษาไว้ให้นานยากที่สุดเลย” ส่วนอนาคตของลูกทีมคนนี้  คนเป็นโค้ชเชื่อว่า “ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงเจนนิเฟอร์ คิ้ม” Secret BOX “จงร้องเพลงอย่างนักร้องและทำตัวให้อึดอย่างนักมวย” –โค้ชเจนนิเฟอร์  คิ้ม เรื่อง ปถวิกา  ภาพ วรวุฒิ  วิชาธร บทความน่าสนใจ ดนตรีจิตอาสา […]

“มีตำหนิ” เรื่องจริงของหญิงมีตำหนิ (ทางใจ)

“มีตำหนิ” เรื่องจริงของหญิงมีตำหนิ (ทางใจ) ใดๆ ในโลกล้วนแล้วแต่มีตำหนิ  ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้  เก้าอี้  นาฬิกา  หรือแม้แต่เส้นผมใบหน้า…แต่ของ “มีตำหนิ” บางแห่งไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ  หากเป็นไปเพราะความหลงของตัวเอง! ฉันกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นสาวเพอร์เฟ็กต์  เพราะชีวิตนี้ฉันมีครบหมดแล้วทุกอย่าง  เกิดในบ้านสุดหรู  ครอบครัวอบอุ่นมีเพื่อนฝูงมากมาย  เรียนเป็นที่หนึ่งมาตลอดตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาโท  ความสามารถและบุคลิกของฉันทำให้ก้าวเข้าสู่เบื้องหน้าในแวดวงสื่อได้อย่างไม่ต้องดิ้นรน  ฉันมีรถขับ  ถือกระเป๋าแบรนด์เนม  และสวมเครื่องประดับราคาแพงระยับอย่างคนมีอันจะกินทั่วไป  และแน่นอนว่าหญิงเพอร์เฟ็กต์อย่างฉันต้องควงคู่กับหนุ่มหล่อฐานะดี ต้น เป็นหนุ่มต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ  เขาหน้าตาหล่อเหลา  แถมครอบครัวยังร่ำรวย  เขาเรียนไม่จบชั้นมัธยมต้นด้วยซ้ำ  แต่อาศัยว่ามีประสบการณ์ทำงานสูง  ทำให้เข้ามาทำงานอยู่ในแวดวงเดียวกัน…ไม่รู้ว่าพรหมลิขิตหรือกรรมบันดาลกันแน่ที่ทำให้เราโคจรมาพบกัน เหมือนมีอะไรบางอย่างดึงดูดเราสองคน  ฉันและเขาตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกเห็นเขาบอกฉันว่าอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยกัน เขาสัญญาว่าวันหนึ่งข้างหน้าเราจะแต่งงานกัน  และมีลูกสักคนเป็นเครื่องหมายแห่งความรัก  นั่นทำให้ฉันยอมพลีกายให้กับเขาตั้งแต่คบกันได้ไม่ถึงเดือน  เราสองคนรักกันมากจนห่างกันไม่ได้  ที่ไหนมีเขาที่นั่นต้องมีฉัน สองปีผ่านไป  ต้นจำเป็นต้องกลับไปทำงานที่บ้าน  จึงขอให้ฉันทิ้งชีวิตสุดเพอร์เฟ็กต์ที่นี่ไปอยู่กับเขา  แม่ร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด  วันที่ฉันหอบผ้าหอบผ่อนออกจากบ้าน  คำขอร้องอ้อนวอนของแม่เป็นเพียงเสียงน่ารำคาญ  พ่อโกรธและผิดหวังในตัวฉันจนไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกมา  แต่ฉันไม่สนใจใครอีกแล้ว  นาทีนั้นชีวิตฉันมีแต่ต้นคนเดียวเท่านั้น  เขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต  เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นที่หายไป ฉันไปอยู่บ้านต้นโดยที่พ่อแม่เขาไม่ได้ว่าอะไร  ฉันสมัครทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทเงินเดือนน้อยนิด  ส่วนต้นทำงานอีกบริษัทที่เงินเดือนน้อยนิดกว่า  แต่นั่นก็ไม่ได้มีผลอะไรกับเขา  เพราะอย่างไรเสียเขาก็ยังอยู่บนกองเงินกองทอง แต่แล้วชีวิตก็ไม่ได้ราบรื่นเหมือนอย่างที่ฝัน  ต้นเริ่มงานยุ่ง  กลับบ้านดึกติดกันหลายวัน  บางคืนต้องนอนค้างที่ทำงาน  ชวนให้ฉันอดคิดมากไม่ได้ว่าเขาอาจแบ่งเวลาไปให้หญิงอื่น กระทั่งวันหนึ่งความเป็นจริงก็กระจ่าง  เมื่อจู่ ๆ มีหญิงสาวนิรนามโทรศัพท์มาหาฉัน  เธอพูดจาเย้ยเยาะถากถางว่าฉันโง่เง่าที่โดนต้นหลอกมานานแสนนาน ต้นบอกเธอว่ารักเธอมาก  และสัญญาว่าจะแต่งงานกัน  หลายเดือนมาแล้วที่ทั้งสองแอบไปอยู่กินด้วยกันลับหลังฉัน  ฉันตัวชา แทบไม่เชื่อหูตัวเอง  ในใจมีแต่คำถามว่าทำไมต้นถึงเอาคำว่า “แต่งงาน” ไปใช้กับผู้หญิงคนอื่น เมื่อต้นกลับถึงบ้าน  ฉันไม่รอช้า  รีบถามถึงผู้หญิงคนนั้น  ต้นหน้าถอดสี  ก่อนจะรีบโผเข้ามากอดฉันเต็มแรง  เขายอมรับในสิ่งที่ทำผิดไปและขอโอกาสแก้ตัว…เวลานั้นฉันรักเขามากเกินกว่าจะใจแข็งตัดสัมพันธ์กับเขา  ฉันจึงให้โอกาสเขาแก้ตัวอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์วันนั้น  ฉันเหมือนมีปีศาจร้ายมาสิง  เพราะกลายเป็นคนหวาดระแวง  ไม่ไว้ใจเขา  วัน ๆ เอาแต่เช็กโทรศัพท์ จนไม่เป็นอันทำงาน  ไม่ว่าเขาอยู่ที่ไหน  ฉันต้องตามไปนั่งเฝ้าทุกที่  ไม่เว้นแม้แต่เวลางาน เพียงเพื่อให้เห็นกับตาว่าเขาไม่ได้นอกใจส่วนต้นก็เริ่มกลายเป็นคนเกรี้ยวกราด  โมโหร้าย  และด่าทอฉันด้วยคำหยาบคาย อย่างไรก็ตามสัญชาตญาณของผู้หญิงแม่นยำเสมอ  เพราะในที่สุดสิ่งที่ฉันเฝ้าระแวงก็เป็นจริง  ไม่นานนักก็มีหญิงนิรนามคนที่สอง  สาม  และสี่  โทร.มาหาฉันในทำนองเดียวกัน  ต้นล้วนสัญญากับผู้หญิงทุกคนว่าจะแต่งงานด้วย  เพื่อหวังความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน  ฉันร้องไห้จนไม่มีน้ำตาทั้งแค้น  เจ็บใจ  และเสียใจอย่างสุดประมาณ เวลานั้นฉันรู้แล้วว่าไม่ควรให้โอกาสแก่คนที่ไม่เห็นค่า  ฉันตั้งใจจะเก็บข้าวเก็บของเตรียมหนีออกไปให้ไกลจากชีวิตต้น…ทว่าชีวิตไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น ต้นสารภาพผิดอีกครั้ง  เขาขอโอกาสแก้ตัวอีกหน  ต้นทั้งรั้งทั้งยื้อไม่ให้ฉันจากไป แต่เมื่อเห็นว่าใช้ไม้เดิมไม่ได้ผล  เขาก็เริ่มเล่นบทโหด  ด้วยการพุ่งเข้ามากัดฉันที่คอแขน และหลังจนเลือดออกซิบ ๆ  เขาล็อกรั้วบ้านไม่ให้ฉันออกไปไหนได้  พร้อมกับโทร.ไปบอกเจ้านายของฉันให้เสร็จสรรพว่าฉันขอลาหยุดยาว ตีหนึ่งคืนนั้นฉันกับต้นด่าทอขว้างปาข้าวของใส่กันไม่ยอมเลิก  ฉันร้องไห้เหมือนคนบ้า  ทั้งเจ็บที่โดนเขาทำร้ายและเจ็บยิ่งกว่าที่เขาทำกับฉันเหมือนเป็นของตาย  ที่นึกอยากจะไปมีใครคนอื่นก็ไป  นึกอยากจะกลับมาก็มา  แม้จะรักเขาขนาดไหน  แต่ฉันก็ทนใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว  ในที่สุดฉันจึงตัดสินใจ…หนี! ฉันวิ่งออกจากตัวบ้าน  รีบปีนรั้วออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดจะบรรยาย  ในใจคิดเพียงแค่ว่าจะต้องหนีไปให้ไกลที่สุด  ถ้าหนีไปซ่อนที่บ้านคนรู้จัก  ไม่นานเขาคงตามมาจนเจอ  ไม่มีเวลาให้คิดนานนัก  ในที่สุดฉันจึงตัดสินใจวิ่งหนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในป่าท้ายหมู่บ้าน ฉันนั่งขดตัวอยู่หลังพงไม้  มองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด  แม้ป่าในยามวิกาลจะน่ากลัวขนาดไหน  แต่ฉันเชื่อว่าไม่เท่านรกในบ้านตอนนี้  ฉันร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด  ภาวนาขออย่าให้เขาตามมาเจอตอนนั้นเอง  จู่ ๆ ภาพของแม่ที่พยายามรั้งฉันไว้ไม่ให้มาที่นี่ก็ปรากฏชัดขึ้นมาในห้วงความคิดและฉายวนซ้ำไปมาอยู่อย่างนั้น  แม่คงรู้สึกเจ็บช้ำมากกว่านี้หลายเท่า  ความละอายบาดลึกถึงขั้วหัวใจ…ฉันอยากกลับบ้าน  ถ้าย้อนเวลาได้ฉันจะไม่มาเหยียบที่นี่แต่แรก เมื่อแสงแรกของวันรุ่งขึ้นเริ่มส่องฉันรีบวิ่งออกจากป่าไปยังบ้านเพื่อนที่อยู่ห่างออกไป  สภาพฉันตอนนั้นไม่ต่างจากคนบ้าเท่าไหร่  เพราะไม่แค่หน้าผมมอมแมม  เสื้อผ้าขาดวิ่น  หรือรอยแผลตามตัวเท่านั้น  แต่ยังรวมถึงสติสตังของฉันที่ไม่ครบร้อยเหมือนเดิมแล้ว  ฉันมองเห็นต้นตามมาหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา  พาให้รู้สึกหวาดกลัวและเสียใจในคราวเดียวกัน  ตอนนั้นฉันกลายสภาพจากดาวเด่นในสายตาเพื่อนฝูงเป็นอีบ้าที่สุดแสนจะน่าเวทนาไปเสียแล้ว เพื่อนช่วยฉันให้กลับบ้านที่กรุงเทพฯโชคยังดีที่แม่ยินดีต้อนรับฉันกลับบ้าน  ส่วนพ่อยังคงโกรธฉันไม่ยอมหาย  ความบอบช้ำทางกายและใจทำให้ฉันต้องรักษาตัวเป็นเวลานาน  นอกจากรักษาแผลที่โดนทำร้ายแล้วยังต้องพบจิตแพทย์เพื่อบำบัดอาการทางจิตอยู่เป็นปี ๆ เมื่อพายุร้ายจางหายไป  ก็ถึงเวลาของสายรุ้ง  ฉันเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่สำนึกแห่งความผิดบาปที่มีต่อพ่อแม่ผลักดันให้ฉันทำทุกอย่างให้ท่านภูมิใจ  ฉันเรียนต่อพร้อมกับเริ่มทำงานในอาชีพและตำแหน่งที่สามารถเลี้ยงดูท่านได้อย่างสบาย  ฉันเฝ้าดูแลท่านไม่ห่าง  ทำหน้าที่ลูกอย่างสุดกำลังเพื่อชดเชยวันเวลาหนึ่งปีที่ฉันต้องทำให้ท่านร้องไห้  แม้ฉันจะกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้แล้วแต่อย่างน้อยเวลานี้ครอบครัวของเราก็กลับมามีความสุขกันได้อีกครั้ง ไม่นานนักก็มีชายหนุ่มแสนดีเข้ามาในชีวิตฉัน  เขาทั้งอบอุ่น  ใจเย็น  เป็นผู้นำเป็นสุภาพบุรุษ  และแสนดีที่สุดเท่าที่เคยเจอมา  แม้จะไม่ใช่ผู้ชายหล่อเหลา  ไม่ใช่ผู้ชายกระเป๋าสตางค์หนา  แต่ฉันก็รักเขาหมดหัวใจเขามองข้ามอดีตอันแสนเลวร้ายของฉันไปหมดและขอให้ฉันปล่อยวางมันลงเช่นกัน…แต่นี่ยังไม่ถึงตอนจบของเรื่อง ระหว่างชีวิตกำลังไปได้สวย  หญิงนิรนามหลายคนที่เคยโทร.มาเยาะเย้ยฉันคราวนี้กลับโทร.มาร้องห่มร้องไห้ว่าต้นทิ้งพวกเธอไป  หนำซ้ำผู้หญิงบางคนบอกว่าเธอกำลังตั้งท้องกับต้นและจะไปทำแท้ง  ได้ยินอย่างนั้นฉันก็ทิ้งความแค้นไปชั่วขณะ หันมาปลอบโยน  ให้ข้อคิดและกำลังใจ  เพื่อให้เธอหยุดความคิดบาปเหล่านั้น  นั่นทำให้หญิงสาวหลายคนกลายมาเป็นเพื่อนที่ดีกับฉัน  ขณะเดียวกันก็มีหญิงสาวหน้าใหม่โทร.มาเยาะเย้ยฉันเป็นระยะ ๆ ทุกวันนี้ฉันพยายามลบภาพความทรงจำที่เคยมีกับต้นเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กับผู้ชายคนปัจจุบันแต่เรื่องร้าย ๆ ก็มักตามมาหลอกหลอนอยู่เสมอ  ต้นยังใช้เบอร์โทรศัพท์แปลก ๆ โทร.เข้ามาเป็นระยะหลายครั้งโทร.มาขอคืนดี  หลายครั้งโทร.มาขอมีเพศสัมพันธ์อย่างหน้าไม่อาย  ทว่าผู้ชายแสนดีของฉันกลับให้อภัยและคอยเป็นกำลังใจให้กัน แม้ฉันจะเจอผู้ชายที่ดีที่สุดในชีวิตแล้วแต่ฉันกลับไม่อาจเป็นหญิงแสนดีสุดเพอร์เฟ็กต์ให้เขาได้  บทเรียนในอดีตทำให้ฉันกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย  งี่เง่า  ตามเฝ้าตามหึงหวงคนรัก  ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยนอกใจฉันเลยแม้ในความคิด  ฉันอารมณ์ร้าย  ฉุนเฉียว  เกรี้ยวกราด  ทำลายข้าวของรุนแรงขึ้นทุกวัน  โดยที่ฉันไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลย  และที่แย่ไปกว่านั้น  คือฉันก็ไม่รู้ว่าเขาจะอดทนกับฉันได้นานสักแค่ไหน นั่นอาจเป็นเพราะความสะเพร่าของฉันในอดีตที่ได้ทิ้งรอยตำหนิเอาไว้ให้ดูต่างหน้า…ตำหนิที่ไม่ใช่บาดแผลร่างกายหากแต่เป็นตำหนิที่เป็นแผลลึกลงในใจที่อาจทำให้ฉันสูญเสียคนดี ๆ คนหนึ่งไปสักวัน  แง่คิดจากพระมหาวีระพันธุ์ ชุติปัญโญ (นามปากกา  ชุติปัญโญ) วัดป่าอกาลิโก จังหวัดกาฬสินธุ์ ตำหนิที่น่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใด  มิใช่ตำหนิที่เป็นบาดแผลอันเกิดจากการถูกกระทำของผู้อื่น  แต่คือ “การทำใจให้รู้สึกร้ายกับตัวเอง” ต่างหาก  เพราะเมื่อคนอื่นกระทำต่อเรา  แม้อาจเจ็บปวดเมื่อครั้งถูกทำร้าย  ถ้าหากรู้จักเรียนรู้ที่จะให้อภัยและวางใจเป็น  เรื่องร้าย ๆ เหล่านั้นย่อมทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดน้อยลงและหายไปได้สักวัน แต่คราใดเมื่อถูกผู้อื่นทำร้ายแล้วเราทำใจให้ “จมอยู่กับความรู้สึกร้าย” นั้นพร้อมกับสร้างความโกรธเกลียดชิงชังขึ้นมาในใจตน  ความทุกข์ที่ถูกฝังลงไปโดยมีเราเป็นผู้ยินดีที่จะเสพอารมณ์แห่งความร้ายกาจในจิตตนนั้น  ย่อมกลายเป็นเชื้อโรคร้ายที่จะทำลายเราทุกขณะ  และพร้อมจะแพร่ความร้ายนั้นไปสู่ผู้อื่นอย่างไม่มีประมาณ ฉะนั้น  หากมีตำหนิที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิต  จงนำ “ตำหนิคือความผิดพลาดนั้น” มาเป็นครูสอนชีวิตให้ฉลาดขึ้น มิใช่ขลาดเขลากว่าเดิม  มิควรจมอยู่กับอดีตที่ปวดร้าวจนลืมเยียวยาชีวิตที่เหลืออยู่  แต่ควรทำบาดแผลแห่งอดีตให้กลายเป็น “แผลเป็น” ให้ได้  คือแม้เหตุการณ์นั้นไม่เคยหายไปจากใจแต่ก็ไม่อาจทำให้ใจเรารู้สึกเจ็บปวดเมื่อคิดถึงมัน  จงเรียนรู้ความผิดพลาดเมื่อคราอดีตเพื่อสร้างปัจจุบันให้ทรงคุณค่าแล้วปัจจุบันที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยสิ่งที่มีความหมายที่งดงามกว่าจะกลายเป็นสิ่งที่ช่วย “ก่อสุข” ให้กับเรา  ทั้งในปัจจุบันที่มีชีวิตอยู่และอนาคตที่กำลังจะก้าวไป… เรื่อง พเยีย  เรียบเรียง รำไพพรรณ  บุญพงษ์  ภาพ สรยุทธ  พุ่มภักดี  สไตลิสต์ สุธีร์  รติวัฒน์บุญญา บทความน่าสนใจ Dhamma Daily : เผลอพูดจาตำหนิพ่อแม่เป็น บาป หรือไม่ แก้ไขอย่างไรดี ชวนเที่ยว 5 วัด […]

กัปตันตูน – รณชย…หางเสือแห่งชีวิต พิชิตความสำเร็จ

กัปตันตูน รณชย หางเสือแห่งชีวิต พิชิตความสำเร็จ ผม กัปตันตูน รณชย เป็นเด็กที่ใช้ชีวิตไปวันๆ เวลามีใครถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ผมไม่เคยตอบคำถามนี้ได้สักครั้ง และไม่ทราบมาก่อนว่า เพียงจุดเปลี่ยนเล็กๆ จะพาผมไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างที่ใครๆ ก็คาดไม่ถึงเลยทีเดียว ตอนเป็นเด็กผมดื้อมาก ศีรษะมีแต่รอยแผลเป็น เพราะแม่โยนทัพพีใส่บ่อยๆ นอกจากนั้นยังไม่ชอบเรียนหนังสืออีกด้วย เพราะคิดว่าเรียนไปเพื่ออะไร ไปโรงเรียนก็ไปแต่เล่นกับเพื่อน ผลสอบออกมาได้ที่รองโหล่ทุกครั้ง จนคุณครูเอือมระอาที่จะเขียนรายงานพฤติกรรมนในสมุดพกของผมให้ผู้ปกครองทราบ นอกจากจะไม่สนใจเรียนแล้ว ผมติดเพื่อนมาก มีอยู่วันหนึ่งเพื่อนชวนขึ้นรถเมล์ครั้งแรก ตื่นเต้นและสนุกสุดๆ พอไปถึงบ้านเพื่อนก็เล่นเพลินจนเย็น เพื่อนบอกให้นอนค้างแล้วโกหกแม่ว่านอนที่บ้านญาติ ผมทำตามคำแนะนำทันที ตอนนั้นคิดว่าการโกหกจะทำให้ไม่โดนดุ จึงโทรหาแม่ และบอกว่าจะนอนที่บ้านญาติ เช้าแม่โทรไปเช็คที่บ้านญาติ ปรากฏว่าผมไม่อยู่ แม่ตกใจคิดว่าลูกชายโดนลักพาตัวไปตัดแขนขา ก็รีบไปบ้านญาติหวังจะไปปรึกษาหารือว่าจะหาทางออกอย่างไรต่อดี หลังจากที่สนุกสนานกับเพื่อนจนเต็มที่แล้ว กลับมาบ้าน ไม่เจอแม่ คิดว่าท่านต้องอยู่บ้านญาติแน่ๆ จึงตามไปทันที นาทีที่เดินเข้าไปผมกลัวมาก คิดไปต่างๆ นานาว่าต้องโดนดุ โดนตีแน่ๆ แต่แล้วพอแม่เห็นผมกลับไม่เป็นเช่นนั้น แม่วิ่งเข้ามาหาทั้งน้ำตา กอดผมแน่น โดยไม่ได้ดุด่าอะไรเลย บอกเพียงว่า อย่าทำแบบนี้อีกนะลูก แม่เป็นห่วงมาก ทำให้ผมรู้สึกผิด ความคิดเปลี่ยนไปทันที จากที่เคยคิดว่าการโกหกเป็นทางออกที่ดีนั้น […]

“ทุกลมหายใจนี้เพื่อลูก” หมู – พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ (1)

“ทุกลมหายใจนี้เพื่อลูก” หมู พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ (1) ถ้าจะถามว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิต… หมู พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ คิดว่าเรื่องนั้นก็คือ การที่ตัวเองมีลูกชายน้องนาย (ณภัทร เสียงสมบุญ) คอยเคียงข้าง คอยเป็นคู่คิด เป็นกำลังใจให้ในทุกๆ เรื่อง หมูมีความสุขที่ได้ดูเขาเจริญเติบโตขึ้นทุกวันๆ จากเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่นั่งมองแม่แต่งตัวหน้ากระจก เป็นเด็กชายที่เริ่มเล่นกีฬาสารพัดกับแม่ ทั้งปิงปอง ชกมวย จนกลายเป็นเด็กชายตัวสูงใหญ่ที่หลงใหลการเล่นกอล์ฟเป็นชีวิตจิตใจ น้องนายรู้ว่าตัวเองชอบอะไร และมุ่งหน้าสู่ความฝันนั้นด้วยตัวเอง โดยมีแม่คอยสนับสนุนอยู่เคียงข้าง แม้กีฬาอย่างกอล์ฟจะค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูง แต่หมูก็พยายามตัดใจ ทุ่มสุดตัวเท่าที่ตัวเองจะทำได้ และคาดว่าคนเป็นแม่ทุกคนก็คงไม่ต่างจากหมู ที่ต่อให้ตัวเองลำบากแค่ไหนก็ตาม ขอให้ลูกได้เป็นอย่างที่ฝันเท่านั้นเอง วันนี้หมูภาคภูมิใจที่ลูกชายเป็นเด็กดี เชื่อฟัง และรู้ว่าแม่ลำบากแค่ไหนกว่าจะเลี้ยงเขามา หมูเล่าความจริงให้ลูกฟังทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องพ่อของเขาจนกระทั่งถึงเรื่องสถานภาพทางการเงินของครอบครัว เพราะหมูอยากให้ลูกอยู่กับโลกของความเป็นจริง ที่บางครั้งก็ไม่ได้สวยงามเสมอไป และอยากให้เขารู้ว่า แม่รักและไว้วางใจเขามากแค่ไหน เหมือนที่ครั้งหนึ่งคุณตาของเขาหรือที่หมูเรียกว่า “ป๊า”เคยปฏิบัติกับหมู หมูรักป๊ามาก และด้วยความรักนี่เองที่ทำให้หมูไม่อยากทำให้ท่านต้องเสียใจด้วยเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น แต่บางสิ่งบางอย่างที่เราบังคับไม่ได้ก็เกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงชีวิตหมูนับแต่นั้น สวย…ด้วยแรงอธิษฐาน ป๊าเป็นคนจีน แต่หน้าตากลับคมๆ ผมหยิกๆ ช่วงที่ยังไม่ได้เปิดบ้านเป็นร้านตัดชุดวอร์ม ป๊าก็จะออกไปทำงานนอกบ้าน […]

แหม่ม อลิสา ขจรไชยกุล ชีวิตพลิกผันจากดารา…สู่แม่ค้าฮาเฮ ตอน 1

ณ คอนโดพี 2 ในอาณาบริเวณของเมืองทองธานี อดีตนางเอกและนักแสดงชื่อดัง คุณ แหม่ม อลิสา ขจรไชยกุล กำลังผัดข้าวให้ลูกค้าที่มายืนรอซื้อกลับบ้านด้วยใบหน้ามีความสุข

“ทุกลมหายใจนี้เพื่อลูก” หมู – พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ (จบ)

“ทุกลมหายใจนี้ก็เพื่อลูก” หมู พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ (จบ) การตัดสินใจแต่งงานของ หมู พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ โดยไม่ฟังเสียงทัดทานของใคร โดยเฉพาะ “ป๊า”  ทำให้ชีวิตประสบกับความทุกข์ครั้งใหญ่ ช่วงอายุ 25 ปี หมู พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ กำลังดัง มีชื่อเสียง มีงานเข้ามาตลอด ทำแต่งาน มีเงินในบัญชีเงินฝากเพิ่มมากขึ้นๆ แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยว แฟนก็ไม่มี ไม่รู้ว่าตัวเองทำทุกอย่างนี้ไปเพื่ออะไร ด้วยความรู้สึกนี้ทำให้หมูพยายามไขว่คว้าอยากมีแฟน มีครอบครัวของตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่งมีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในชีวิต เขาอายุมากกว่าหมู 9 ปี เขาดูแลเอาใจใส่หมูเป็นอย่างดี และสามารถตอบโจทย์ที่หมูต้องการได้ทุกอย่าง แต่ทุกคนรอบข้างกลับเตือนให้ระวังไม่อยากให้ยุ่งเกี่ยวกับเขา เพราะประวัติของเขาในหลายๆ เรื่อง ไม่ได้เป็นไปในด้านบวก แต่ด้วยความดื้อรั้น หมูตัดสินใจแต่งงานกับเขาในขณะที่ตั้งครรภ์ได้ 4 เดือนแล้ว หมูฝันว่าจะมีชีวิตครอบครัวที่สวยงาม พร้อมหน้า-พร้อมตา พ่อ แม่ ลูก อยากให้ครอบครัวอบอุ่นชดเชยความรู้สึกโหยหาแม่ในวัยเด็กของตัวเอง แต่หมูคิดผิดถนัด เพราะผ่านไปแค่ 3 เดือนหมูก็ได้ตระหนักแล้วว่า ชีวิตตัวเองกำลังตกนรก หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ […]

อัญมณีแห่งชีวิต ของ ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ (จบ)

อัญมณีแห่งชีวิต ของ ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ (จบ) ผม ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ คิดว่าคนเราย่อมมีความอยากได้ใคร่ดีกันทุกคน มากบ้างน้อยบ้างเท่านั้นเอง ผมเองก็อยากให้ร้านเพชรของตัวเองเจริญรุ่งเรืองมีสาขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงใช้ชีวิตชนิดที่ว่า เหนื่อยไม่ว่า ขอให้งานออกมาสมบูรณ์แบบ ในสายตาของเพื่อนหรือคนที่รู้จักส่วนใหญ่จะมองว่าผมเป็นคนนิ่งๆ แต่ทำงานจริง แรกๆ ที่คุยด้วยอาจมองว่าผมไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเลย แต่พอเอาเข้าจริงหลายคนจะออกปากชมว่าเรียนรู้เร็วและสามารถสร้างความโดดเด่นได้เกินคาด นี่กระมังที่ช่วยสร้างความสำเร็จมาให้ผมจนถึงทุกวันนี้ ใครที่ติดตามข่าวคราวในแวดวงสังคมไฮโซ คงเคยได้ยินข่าวการเปิดตัวเพชรแบรนด์ใหม่ของผมที่กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์อยู่ช่วงหนึ่ง เพราะหนึ่งในนั้นมี “กระจับเพชร” ที่เรียกเสียงฮือฮาจากมหาชนเป็นอย่างมาก ผมยอมรับว่านี่เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างหนึ่งเท่านั้นเพราะถ้าเราไม่สร้างความแตกต่างให้สินค้าตัวเอง แล้วใครจะมาซื้อสินค้าของเรา ซึ่งสำหรับนักธุรกิจทุกคน ผมคิดว่าคงเข้าใจในจุดนี้ แต่สำหรับบางคนที่ทราบข่าวอย่างผิวเผินอาจนึกหมั่นไส้ผมก็ได้ แต่ไม่ผิดหรอกถ้าคุณจะคิดอย่างนั้น เพราะเมื่อวันหนึ่งผมหันมาปฏิบัติธรรม ก็ยังมีเสียงแบบนี้เล็ดลอดออกมาเช่นกัน แต่ผมไม่เคยคิดโทษใคร เพราะเราห้ามความคิดคนอื่นไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ยังโดนคนติฉินนินทา นับประสาอะไรกับเราที่ยังว่ายวนอยู่ในกิเลส ก็ต้องมีคำครหาเป็นธรรมดา แต่ตราบใดที่เรารู้ว่ากำลัง “ทำอะไร” จะไปกลัวทำไมกับคำนินทา ตราบใดที่เราเป็นทองคำแท้ ใครจะมาป้ายสีว่าเราเป็นทองคำเปลว ทองเค ทองเหลือง เราก็ยังเป็นทองอยู่วันยังค่ำ ถ้าเราเก็บคำนินทาของคนอื่นมาคิด 5 นาที เราก็เป็นทุกข์ 5 นาที ถ้าเราเก็บมาคิด 5 ชั่วโมง […]

ครูยอดธง เสนานันท์…ทั้งชีวิตอุทิศเพื่อมวยไทย

ครูยอดธง เสนานันท์ ทั้งชีวิตอุทิศเพื่อมวยไทย ยกเขาพระสุเมรุ ตาเถรค้ำฟัก มอญยันหลัก ปักลูกทอย คนไทยรวมถึงคนในวงการมวยไทยหลายคนแทบจะลืมเลือนไปแล้วว่าชื่อเหล่านี้คืออะไร แต่ไม่ใช่ ครูยอดธง เสนานันท์ หรือ ครูตุ๊ย เจ้าของค่ายมวยนานาชาติ บรมครูของวงการมวยไทยที่ติดคำปฏิญาณตนไว้บนจั่วของบ้านว่า “ข้าจะเทิดทูนศิลปะมวยไทยด้วยจิตวิญญาณ ด้วยความกตัญญูต่อชาติและแผ่นดินไทย” “ไหนบอกครูซิว่า จบ ป.4 ไปแล้วอยากทำอาชีพอะไรกัน” เด็กๆ ต่างยกมือขึ้นตอบ บ้างอยากเป็นทหาร บ้างอยากเป็นครู เด็กชายตุ๊ยยกมือขึ้นตอบบ้าง “ผมจะไปชกมวยกินครับ” เมื่อเรียนจบ ป.4 เด็กชายตุ๊ยจึงเลิกเรียนหนังสือ เก็บสมุดดินสอเข้าตู้ หันมาเรียนในโรงเรียนมวยไทย ณ ลานดินหน้าบ้าน ใต้ต้นมะขามและต้นมะม่วง นอกจากหนึ่งสมองและสองมือ อุปกรณ์การเรียนของเด็กชายตุ๊ยมีเพียงกางเกงหนึ่งตัว นานๆ ทีอาจจะมีอุปกรณ์เสริมเป็นกระสอบผ้าใบใส่ทรายหรือขี้เลื่อยเพื่อฝึกออกหมัดชกลูกมะนาวที่แขวนอยู่บนกิ่งไม้เพื่อฝึกสายตาและฝึกการหลบหลีก หรือเตะต้นกล้วยในสวนหลังบ้าน (ที่หากเตะแล้วตายเมื่อใด เด็กชายตุ๊ยเป็นต้องโดนแม่ด่าเมื่อนั้น!) ยามใดในเมืองมีงานวัดหรือมีการจัดงานประจำปี เด็กชายตุ๊ยจะมีมวยวัดเป็นสื่อการเรียนให้ดูฟรีติดขอบเวทีเกือบทุกครั้ง “เสน่ห์มวยไทยอยู่ที่ศิลปะการชก ซึ่งมีทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก เป็นอาวุธ มีอาวุธครบเครื่อง สมัยก่อนมีทุ่มทับจับหัก แต่พอมวยกลายมาเป็นกีฬา เลยเอาท่าเหล่านี้ออกไปเพราะอันตราย นอกจากนี้ยังมีจังหวะเข้า […]

วาไรตี้ทุกข์ ของ กรรณิกา ธรรมเกษร (2)

วาไรตี้ทุกข์ ของ กรรณิกา ธรรมเกษร (2) ก่อนหน้านี้ด้วยความชะล่าใจและคิดฝันว่าธุรกิจจะรุ่งโรจน์ ในช่วงปี 2538 ดิฉัน (กรรณิกา ธรรมเกษร) ไปกู้เงินจากธนาคาร ด้วยการเอาตัวเองเป็นผู้ค้ำ บริษัทภาษรฯเป็นผู้กู้ เพื่อนำเงินมาสร้างอาคารภาษรที่สวยหรูราคากว่ายี่สิบล้าน… ว่าวบินสูงขึ้นได้เพราะต้านลม ยิ่งต้านลมแรงก็จะยิ่งสูงขึ้นๆ ว่าวที่บินไปตามลมนั้นคือว่าวที่ขาดลอย ซึ่งจะบินไปตกที่ไหน ไม่มีใครคาดเดาได้ ชีวิตมนุษย์ก็เช่นกัน หากวันใดต้องเผชิญกับอุปสรรคขวากหนาม ขอให้เชื่อเถอะว่า ถ้าฝ่าไปได้ชีวิตเราจะดีขึ้นกว่าเดิม แต่หากเราไม่เคยพบความผิดพลาด ไม่เคยเจอะเจอแม้ความทุกข์ยากเพียงนิด เราจะไม่มีทางพบความก้าวหน้าได้เลย ดิฉัน กรรณิกา ธรรมเกษร มีบทเรียนแรกในชีวิตเป็นความทุกข์อย่างแสนสาหัสจากความรัก ที่แม้จะบอบช้ำแค่ไหน ก็ยังยืนหยัดต่อสู้ เพราะรู้ดีว่ามีลูกสองคนที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจอยู่เคียงข้าง แต่สิ่งที่ทำให้เจ็บปวดที่สุดจนวินาทีหนึ่งคิดอำลาโลก คือปัญหารุมเร้าจากธุรกิจการงาน ตอนนั้นดิฉันรู้สึกเหมือนกำลังถูกทดสอบ โลกกำลังพิสูจน์ศรัทธาที่ดิฉันมีต่อชีวิต จึงหยิบยื่นการบ้านข้อที่ยากแสนยากให้ลงมือทำ “แก่วิชา…แต่พลาดท่าเสียที” หากจะถามว่าดิฉันเป็นอะไรมากกว่ากันระหว่างนักธุรกิจกับศิลปิน ขอตอบอย่างไม่ลังเลเลยค่ะว่าศิลปินเพราะมีชื่อเสียงขึ้นมาได้ทุกวันนี้จากประชาชนที่ชื่นชมในผลงานการแสดง สิ่งที่ปรารถนาในชีวิตการงานมีอยู่อย่างเดียวคือ อยากนำเสนอความคิดใหม่ๆ ที่เชื่อว่าเป็นประโยชน์แก่คนอื่น ดังนั้นเวลาทำอะไรก็ตัดสินใจเด็ดขาด ลุยไปเลย โดยไม่หวั่นเกรงกับอุปสรรคขวากหนามที่รออยู่ข้างหน้า สิ่งหนึ่งที่ทำให้ดิฉันเข้มแข็ง อาจมาจากการเกิดเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวท่ามกลางพี่และน้องชายก็เป็นได้ จำได้ว่า ตอนเด็กๆ ใช้ชีวิตอยู่ริมคลองวัดมหรรณพ ฐานะทางบ้านปานกลาง ไม่มีแม่บ้านหรือคนรับใช้ […]

ธรรมะใสๆ ในแบบ เต้ย-จรินทร์พร

ธรรมะใสๆ ในแบบ เต้ย จรินทร์พร คงมีสักครั้งที่รอยยิ้มสดใสของ เต้ย จรินทร์พร จุนเกียรติ ทำให้คุณเผลออมยิ้มตามเธอไปโดยไม่รู้ตัวแน่นอนว่าไม่ใช่เพราะความน่ารักน่าเอ็นดูเท่านั้นที่ทำให้เราสนใจชวนเธอมาพูดคุยแต่เพราะเรื่องราวเบื้องหลังรอยยิ้มนั้นต่างหาก ที่เชื่อแน่ว่าจะทำให้คุณต้องประหลาดใจและหลงรักสาวน้อยคนนี้เหมือนใครๆ อีกหลายคน   ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยค่ะว่าเต้ยโตมาแบบไหน เต้ยโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่มีเต้ยตอนอายุยังน้อยค่ะ ตอนมีเต้ยทั้งพ่อและแม่อายุประมาณ 21 ปีเอง เต้ยก็เลยรู้สึกเหมือนเราโตมาด้วยกัน พ่อแม่คือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเต้ย…เป็นทั้งพ่อแม่ เป็นทั้งเพื่อน และเป็นที่ปรึกษาที่ดีที่สุด ท่านเลี้ยงลูกด้วยการให้อิสระ ปล่อยให้เต้ยได้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง ให้ผจญโลกภายนอกเองโดยที่ท่านจะไม่ห้าม แต่จะคอยมอง คอยสอน และคอยให้กำลังใจอยู่ใกล้ ๆ เสมอ   มีคำสอนไหนคะที่เต้ยยังจำได้ดี พ่อแม่เต้ยไม่ค่อยสอนเป็นคำพูดเท่าไหร่ค่ะ แต่จะสอนด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ทำให้เต้ยซึมซับมาโดยไม่รู้ตัว ปกติพ่อเต้ยจะเป็นคนอารมณ์ดี ขี้เล่นเหมือนเด็ก ๆ แต่นิสัยอีกอย่างหนึ่งของพ่อคือ จะขี้เกรงใจมาก แม้แต่เรื่องเล็ก ๆอย่างการขับรถต่อแถวขึ้นทางด่วน ถ้าเต้ยเป็นคนขับแล้วไม่ได้เตรียมเงินเอาไว้ก่อนพ่อจะหงุดหงิดมาก เพราะเกรงใจรถคันหลังกลัวเขาจะรอนาน ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามพ่อมักจะคิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ ในขณะที่แม่เต้ยเป็นผู้หญิงที่น่ารัก เรียบร้อยมากกก…แต่ขณะเดียวกันแม่ก็เป็นคนที่คิดเป็นระบบ สามารถจัดการทุกปัญหาทุกเรื่องได้อย่างดีเลิศ และที่สำคัญคือ แม่เป็นคนอดทนมาก ๆ เต้ยว่าตัวเองได้นิสัยจากพ่อแม่มาคนละครึ่ง ซึ่งโชคดีมาก เต้ยภูมิใจมากเลยค่ะที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่(ยิ้มหวาน)   รักคุณพ่อคุณแม่มากขนาดนี้เคยทำให้ท่านเสียใจบ้างไหมคะ ไม่ค่ะ…ไม่เหลือ (หัวเราะ) สมัยเป็นวัยรุ่นเต้ยดื้อมาก ติดเพื่อน ทะเลาะกับพ่อแม่ประจำ แหกทุกกฎของโรงเรียน ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างซอยผม ไปจนถึงขั้นลอกข้อสอบ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเลยเด็ก ๆ ที่กำลังอ่านอย่าทำตามนะคะ จำได้แม่นเลย ตอนนั้นอยู่ ม.4 เทอม 2 เต้ยแอบเอาโพยเข้าห้องสอบ แล้วอาจารย์จับได้เลยถูกปรับตกทุกวิชา ตอนนั้นเต้ยกลัวมากคิดอะไรไม่ออก ตัดสินใจโทร.ไปสารภาพผิดกับแม่ แต่แม่กลับไม่ดุ ไม่ว่าอะไรเต้ยสักคำแถมยังบอกว่า ไม่เป็นไรนะลูก วิชาที่ตกแล้วก็แล้วกันไป จากนี้ก็ตั้งใจทำวิชาที่เหลือให้ดีที่สุด พอวางหูเท่านั้นแหละ เต้ยบ่อน้ำตาแตกเลย คิดได้ว่า นี่เราทำอะไรลงไปรู้เลยว่า พอวางหูแม่คงแอบไปร้องไห้แน่ ๆตั้งแต่วันนั้นเต้ยคิดได้ หายซ่าเลยค่ะ เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ เลิกติดเพื่อน หันกลับมาตั้งใจเรียน พอมีปัญหาอะไรเต้ยก็เล่าให้พ่อแม่ฟังหมดทุกเรื่อง ไม่ปิดบังอะไรท่านอีกเลยชีวิตวัยเรียนของเต้ยไม่ใช่ช่วงชีวิตที่น่าภูมิใจสักเท่าไหร่ แต่ก็ช่วยสอนให้เต้ยได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก   แต่ส่วนใหญ่วัยรุ่นมักไม่กล้าเล่าเรื่องส่วนตัวให้พ่อแม่ฟังเพราะกลัวจะถูกดุหรือเกรงว่าท่านจะเป็นห่วง เต้ยว่าถ้าลูกไม่เล่าไม่บอก พ่อแม่จะยิ่งเครียดและคิดไปต่าง ๆ นานามากกว่าค่ะ เต้ยก็เลยเล่าให้พ่อแม่ฟังทุกเรื่อง อาจเป็นเพราะเต้ยเชื่อว่า พ่อแม่ทุกคนย่อมรู้จักลูกของตัวเองดีกว่าใครอยู่แล้ว เหมือนกับที่พ่อแม่รู้จักเต้ยเป็นอย่างดี ท่านเชื่อใจและให้อิสระเต้ยอย่างเต็มที่ ช่วงเข้าวงการใหม่ ๆ เต้ยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าทำศัลยกรรมบ้างละแล้วยังมีภาพหลุดออกมาว่าเต้ยสูบบุหรี่อีกช่วงนั้นพ่อแม่และน้องชายคือกำลังใจที่สำคัญที่สุดเลยค่ะ ท่านเชื่อว่าเต้ยไม่ได้ทำจริง ๆและไม่ได้เป็นอย่างที่ใคร ๆ พูดกัน เพราะกำลังใจจากครอบครัวนี่แหละค่ะที่ทำให้เต้ยผ่านช่วงเวลาเลวร้ายในชีวิตมาได้ทุกครั้งเต้ยเองไม่เคยเข้าใจหัวอกของพ่อแม่เลยว่า ท่านต้องอดทนกับเต้ยขนาดไหนจนกระทั่งวันหนึ่งเต้ยเดินไปหาน้องชายที่ห้องแต่พอก้าวเข้าไปก็ต้องชะงัก เพราะเห็นน้องกำลังร้องไห้ ปกติเขาเป็นคนเข้มแข็งมากเต้ยเดาว่าเขาคงมีปัญหากับเพื่อนที่โรงเรียนก็เลยได้แต่เดินเข้าไปตบบ่าแล้วบอกว่า “เป็นอะไรอะ…หายไว ๆ นะ…รักนะ ๆ” แล้วเต้ยก็เดินออกมา แต่พอปิดประตูเท่านั้นแหละเต้ยปล่อยโฮเลย สงสารน้องค่ะ คิดดูว่าเต้ยเป็นพี่ยังเสียใจแทนน้องมากขนาดนี้แล้วพ่อแม่เห็นเต้ยร้องไห้มาตลอด แถมยังเจอเรื่องอื่นอีกสารพัด ท่านทนได้ยังไงเต้ยว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่นี่สุดยอดจริง ๆ ค่ะ มีโอกาสได้ทดแทนพระคุณท่านบ้างไหมคะ ทุกวิถีทางค่ะ เริ่มจากเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ทำงานหามา เต้ยให้แม่เป็นคนดูแลทั้งหมดเลย จากเมื่อก่อนคิดแค่ว่า ทำงานเพื่อเอาเงินมาซื้อของที่อยากได้ แต่ทุกวันนี้เต้ยมีไม่ความคิดแบบนั้นในหัวอีกแล้วนอกจากให้เงินแม่แล้ว เต้ยยังขอร้องให้แม่ใช้เงินเต้ยด้วยนะ ต้องใช้คำว่าขอร้องเลยค่ะ(หัวเราะ) เพราะท่านไม่ค่อยเอาเงินเต้ยออกมาใช้ บางทีนั่งกินข้าวด้วยกันอยู่ เต้ยจะคอยถามว่า ปลาตัวนี้ใช้เงินเต้ยรึเปล่า แล้วอันนั้นล่ะใช้เงินเต้ยรึเปล่า อยากให้ค่าใช้จ่ายทุกบาทในบ้านเป็นเงินที่มาจากเต้ยทั้งหมดต้องคอยลุ้นตลอดว่าใช้เงินเราไหม แต่มีอย่างหนึ่งที่ไม่ต้องลุ้นเลยคือการเข้าวัดทุกวันนี้พ่อแม่และน้องเริ่มเข้าวัดแล้วนะเต้ยภูมิใจมากเลย เข้าไปทำบุญทอดกฐินบ้างทอดผ้าป่าบ้าง ถวายสังฆทานด้วย แต่ยังไม่ถึงขั้นไปปฏิบัติธรรมก็ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้ว ด้วยความที่พ่อแม่เต้ยมีครอบครัวตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ก็เลยห่างวัดตั้งแต่นั้น แค่ตอนนี้ได้พาพ่อแม่เข้าวัดบ้าง เต้ยก็มีความสุขสุด ๆ แล้ว   แล้วเต้ยเริ่มต้นเข้าวัดได้อย่างไรคะ เมื่อประมาณสี่ปีก่อน จู่ ๆ เต้ยก็รู้สึกอยากบวชชีพราหมณ์ ทั้งที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า วัดคืออะไร บวชต้องทำตัวยังไงคิดว่าอยากลองบวชดูเท่านั้น ตอนแรกไม่รู้ว่าจะบวชที่ไหนด้วยซ้ำ พอดีรู้จักพี่คนหนึ่งเขาชอบเข้าวัดตั้งแต่เด็ก ๆ ก็เลยขอตามเขาไปบวชด้วย แต่พอไปครั้งแรกเท่านั้นแหละติดใจเลย (หัวเราะ) ภาษาพระท่านเรียกว่าถูกจริตค่ะเต้ยบวชที่วัดเขาอิติสุคโตแค่ไม่กี่วันแต่เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากกก…เหมือนเราได้อยู่ถูกที่ เต้ยได้ถือศีลแปด ได้ฟังธรรมจาก หลวงพ่อปรีชา (พระครูบรรพต-พัฒนคุณ ธนวฒฺฑโก) แค่ฟังครั้งแรกเต้ยก็นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น ท่านเทศน์เรื่องความกตัญญู เรื่องครอบครัว พอกลับมาบ้าน เต้ยเปลี่ยนเป็นคนละคนเลยค่ะเข้าไปกราบพ่อกราบแม่ ขออโหสิกรรมท่าน ทุกคนในบ้านทั้งตกใจและดีใจกันหมด คิดว่าเต้ยป่วย ที่ไหนได้เต้ยไปปฏิบัติธรรมมา นับตั้งแต่วันนั้นเต้ยก็เลยกอดและหอมพ่อแม่กับน้องทุกวัน คงเป็นเพราะเหตุผลนี้ด้วยมั้งคะเวลาเต้ยชวนพ่อแม่กับน้องไปวัดทีไร ไม่มีใครปฏิเสธเลย ไปทำบุญด้วยตลอด วันนี้พอคุยกับ Secret เสร็จแล้ว เต้ยก็จะไปวัดต่อนะคะ ไปปฏิบัติธรรมแล้วรู้สึกเหมือนได้ชาร์จแบตให้ตัวเองเลยค่ะ   ขอคุยเรื่องหัวใจสักนิดนะคะทุกวันนี้เต้ยมีมุมมองความรักอย่างไรคะ ถ้าเป็นสมัยวัยรุ่นเต้ยมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากเลยค่ะ เต้ยจะเต็มที่กับความรัก ทำอะไรก็ไม่ค่อยคิดถึงตัวเอง สักเท่าไหร่ แต่ดีที่ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เต้ยได้คิด ทุกวันนี้เต้ยคบกับ อเล็กซ์ (อเล็กซ์ เรนเดลล์) เหมือนเป็นเพื่อน ไม่มีอะไรให้รู้สึกซีเรียสเลย นิสัยเราเข้ากันได้เวลามีปัญหาหรือมีเรื่องคาใจเราจะคุยกันตลอด ถ้าเต้ยใจร้อน เขาจะใจเย็น และที่สำคัญ อเล็กซ์เป็นคนที่รักครอบครัวมาก ๆเต้ยชอบเขาตรงนี้   Secret BOX ใช้ชีวิตอย่างไรก็ได้ ให้ตายไปแล้วไม่เสียดายที่ได้เกิดมา เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ   เรื่อง ชลธิชา แสงใสแก้ว ภาพ วรวุฒิ วิชาธร ผู้ช่วยช่างภาพ ภูติรัตน์ เหลืองชูเกียรติ สไตลิสต์ วิทวัส มีเดช ผู้ช่วยสไตลิสต์ อรอุมา ศิลป์วัฒนานุกูล, เกศริน วัฒนาประชากุล แต่งหน้า พงษ์ศักดิ์ คงสุข ทำผม ภูดล คงจันทร์

หัวใจนักสู้ของผู้ชาย “ตัวเล็ก” – เรื่องจริงของชายพิการใจสู้

หัวใจนักสู้ของผู้ชาย “ตัวเล็ก” – เรื่องจริงของชาย พิการ ใจสู้ แม้ร่างกายจะพิการ  มีแขนข้างเดียว  มีนิ้วมือเพียง 4 นิ้ว ช่วงขาผิดรูป และขาซ้ายสั้นกว่าขาขวา แต่ความ พิการ เหล่านี้ไม่ใช่อุปสรรคของตัวเล็ก - โชคชัย บุญมาพึ่ง แม้ร่างกายจะพิการ  มีแขนข้างเดียว  มีนิ้วมือเพียง 4 นิ้ว ช่วงขาผิดรูป และขาซ้ายสั้นกว่าขาขวา แต่ความพิการเหล่านี้ไม่ใช่อุปสรรคของตัวเล็ก - โชคชัย บุญมาพึ่ง ผมเกิดที่โรงพยาบาลบางมด ก่อนคลอดแม่ตกเลือดมากและผมไม่ยอมกลับหัว ทำให้หมอต้องพยายามทำคลอดผมโดยเอาขาออกมา  การคลอดลักษณะนี้ทั้งแม่และเด็กมีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก  แต่แม่ก็อดทนและคลอดผมออกมาจนสำเร็จ แต่แล้วหมอก็พบว่าร่างกายของผมผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นผลกระทบจากการฉีดยาแก้ไข้ระหว่างการตั้งครรภ์  หมอจึงถามแม่ว่าต้องการให้ผมมีชีวิตอยู่ต่อหรือไม่ นั่นเป็นการตัดสินใจที่ไม่ยากเลยสำหรับคนเป็นแม่  ในที่สุดแม่ก็เลือกให้ผมได้มีโอกาสลืมตาขึ้นมา หลังจากคลอดผมไม่นาน  ครอบครัวเราก็ย้ายจากกรุงเทพฯไปอยู่ขอนแก่น  แม้บ้านเราค่อนข้างยากจน  แต่แม่ก็ดูแลผมอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง  และพยายามสอนให้ผมต่อสู้ชีวิต เมื่อโตพอรู้เรื่อง ผมเริ่มรับรู้ว่าร่างกายไม่เหมือนคนอื่น  ผมอายจนไม่อยากออกจากบ้านและกลัวตัวเองจนไม่กล้ามองกระจกกระทั่งเคยถามตัวเองว่า “เกิดมาทำไม เกิดมาแล้วไม่ครบ น่าจะไปเกิดใหม่เสียดีกว่า”แต่ท่ามกลางความรู้สึกน้อยใจในโชคชะตาผมยังโชคดีที่มีแม่คอยให้กำลังใจ แม่สอนเสมอว่าแม้เราจะต่างจากคนอื่นแต่ต้องใช้ชีวิตในสังคมต่อไปให้ได้  เรายังต้องออกไปข้างนอก  ไปเรียนหนังสือ ทำงานและต้องก้าวต่อไปอย่างคนปกติ  แม่พยายามสอนให้ผมช่วยเหลือตัวเอง  ไปไหนมาไหนเอง  ตอนนั้นผมยังเดินไม่ได้  แม่จึงนำไม้กระดานมาติดล้อแล้วให้ผมนอนลงบนนั้น  ใช้เป็นพาหนะเพื่อคลานก่อนจะออกไปเล่นกับเด็กคนอื่น ๆแต่พอพวกเขาเห็นผมต่างก็ตกใจ  บางคนถึงกับวิ่งหนี  เพราะคิดว่าผมเป็นตัวประหลาด  บางครั้งก็แกล้งถีบผมตกไม้กระดาน  ผมร้องไห้กลับบ้านแทบทุกวัน พอถึงวัยเรียน  ผมเข้าโรงเรียนเหมือนเพื่อน ๆ ไม่ได้  เพราะไม่มีโรงเรียนไหนรับเด็กพิการ  ผมจึงได้แค่เข้าไปเล่น  ไป “ดู” เขาเรียนหนังสือ  ช่วงนั้นแม่กลายมาเป็นครูสอนอ่านและสอนคิดเลขให้ผมที่บ้าน  แต่อย่างไรเสียผมก็ยังอยากเข้าโรงเรียนเหมือนคนอื่น  แม่จึงพยายามหาที่เรียนให้  ไม่นานก็ทราบจากมูลนิธิเพื่อเด็กพิการว่ามีโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งเปิดรับเด็กพิการทางร่างกายชื่อโรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่น  แม่จึงพาผมไปอยู่ที่นั่น ต่อมาพ่อกับแม่แยกทางกัน  แม่ต้องย้ายจากขอนแก่นไปทำงานเป็นลูกจ้างร้านโชห่วยที่กรุงเทพฯ  เพื่อหาเงินส่งเสียให้ผมเรียนหนังสือ  แม่ทำงานหนักทุกวัน  เลิกงานสองสามทุ่ม  โดยมีรายได้เพียงวันละ 250 บาทเท่านั้น  แต่แม่ก็ยังหาเวลามาแวะเยี่ยมผมทุก ๆ ปิดเทอม ผมไปโรงเรียนประจำตอนอายุได้เพียง 8 ขวบ  ซึ่งถือว่ายังเด็กมากสำหรับการจากอ้อมอกแม่  ตอนแรกผมไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่แม่สอนว่าการศึกษาเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้อยู่ในสังคมได้  ถ้าไม่เรียนเราก็ไม่มีอนาคต  ผมจึงจำใจต้องอยู่  แต่สิ่งที่ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดคือ  เมื่อได้เจอเพื่อนนักเรียนคนอื่น ๆ ในโรงเรียน  บางคนนั่งวีลแชร์ บางคนขยับเขยื้อนตัวแทบไม่ได้  นั่นทำให้ผมรู้ว่าคนที่เป็นหนักกว่าเราเขายังอยู่ได้  เราก็ต้องอยู่ให้ได้เช่นกัน การเข้าโรงเรียนทำให้การใช้ชีวิตของผมเปลี่ยนไป  เมื่อก่อนผมเคยเดิน 3 ขา  คือใช้มือพยุงร่างกายไปด้วยขณะเดิน แต่ครูเห็นว่าการเดินเช่นนั้นทำให้บุคลิกไม่ดีและอาจทำให้กระดูกหลังงอในอนาคต  จึงฝึกให้ผมเดิน 2 ขา  โดยผมต้องเดินเดาะลูกบอลเพื่อฝึกการทรงตัว  ช่วงแรกผมหงุดหงิดมาก  เพราะคิดว่าเดิน 3 ขาก็สะดวกดีอยู่แล้วจึงแอบเดินแบบเดิมอยู่บ่อย ๆ  แต่พอครูมาเจอทีไรก็โดนตีทุกที  ผมจึงต้องพยายามฝึกเดินตามครูสอนอยู่ราว ๆ 2 ปี  จนในที่สุดผมก็เดิน 2 ขาได้สำเร็จ เมื่อจบชั้นมัธยมต้น  ขณะที่เพื่อนส่วนใหญ่เลือกเรียนต่อสายอาชีพ  แต่ผมอยากเรียนรู้วิธีการผลิตรายการโทรทัศน์จึงเลือกสอบเข้ามัธยมปลายที่โรงเรียนขามแก่นนคร ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เปิดรับนักเรียนพิการ ถึงจะสอบเข้าไปเรียนได้  แต่ไม่วายเกิดปัญหาตามมา  เนื่องจากห้องเรียนของผมอยู่ชั้น 5  ครูเห็นว่าน่าจะขึ้น - ลงลำบาก  จึงเสนอให้ผมลงมาเรียนชั้นล่าง  ปรากฏว่าห้องนั้นเป็นห้องที่เด็กส่วนใหญ่ค่อนข้างเกเรไม่สนใจเรียน  และมักโดดเรียนยกห้องอยู่เสมอ  ผมจึงไม่ได้เรียนอย่างเต็มที่นักแต่มันยังไม่หนักเท่าเพื่อน ๆ รุมแกล้งผมเป็นประจำ  เหตุการณ์ที่หนักที่สุดคือ เพื่อนในห้องนำประทัดมายัดใส่ไว้ใต้โต๊ะพร้อมจุดไฟ  ผมตกใจมาก แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ตอนนั้นคิดแค่ว่าไม่อยากเรียนต่ออีกแล้ว แต่แม่บอกให้ผมอดทนเรียนให้จบเทอมแล้วค่อยหาทางย้าย หลังผ่านไปหนึ่งเทอม  แม่ก็ทำเรื่องย้ายผมไปเรียนต่อที่โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ ปกติแล้วโรงเรียนจะไม่รับนักเรียนพิการ  แต่เปิดโอกาสให้ผมเป็นกรณีพิเศษ  โดยกำหนดว่าผมต้องสอบเข้าด้วยเกณฑ์ของนักเรียนปกติ  ผมจึงต้องพยายามอย่างเต็มที่จนสอบเข้าได้สำเร็จ ช่วงแรกผมยังปรับตัวไม่ได้ทั้งเรื่องการเดินทางที่ค่อนข้างลำบาก  ต้องขึ้นรถสองแถว  ต่อรถประจำทาง  และรูปแบบการเรียนที่เปลี่ยนไป  ต้องเปลี่ยนห้องเรียนไปเรื่อย ๆ ตามวิชาต่าง ๆ  ทำให้ต้องขึ้น - ลงบันไดทั้งวัน  รวมทั้งความที่โรงเรียนยังไม่เคยรับนักเรียนพิการมาก่อน  ผมจึงกลายเป็นนักเรียนพิการเพียงคนเดียวในโรงเรียน  และแทบไม่รู้จักใครเลย  ผมทั้งเหนื่อยและท้อจนกลับมาร้องไห้ที่บ้านทุกวัน  แต่ก็พยายามให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอ ทุกครั้งผมจะถามตัวเองว่า “เราทำเพื่อใคร”  แล้วก็ได้คำตอบว่า “ตัวเอง”  เพราะผมเรียนเพื่อให้ตัวเองมีความรู้  มีงานทำและมีอนาคต  และเมื่อถามตัวเองต่อว่า “ใครทำเพื่อเรา”  คำตอบคือ “แม่”  เพราะแม่ยอมลำบากมาตลอดเพื่ออนาคตของผมการคิดเช่นนี้ทำให้ผมมีกำลังใจสู้มากขึ้น  และเรียนรู้วิธีปรับตัวกับเข้าสังคมใหม่ ๆ พอขึ้น ม. 6 ผมเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่  ตลอดระยะเวลา 5 เดือน  ผมตั้งใจอ่านหนังสือทุกวัน  เพราะผมไม่มีเงินไปเรียนพิเศษเหมือนคนอื่น ๆ บางครั้งก็ยืมหนังสือเพื่อนมาถ่ายเอกสาร ตอนนั้นผมมุ่งมั่นมาก  เพราะคิดว่าถ้าไม่ทำ ตอนนี้เราก็ไม่มีโอกาสอีกแล้ว ความพยายามไม่ทำให้ผมผิดหวัง ผมสอบเข้าคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ในโครงการนักศึกษาพิการได้สำเร็จ  ผมดีใจมาก ไม่คิดว่าตัวเองจะมีวันนี้  แม่ผมก็ดีใจไม่แพ้กัน  แม้ในช่วงแรกผมยังต้องปรับตัวกับการอยู่หอ  เรียนรู้วิธีเดินทางและการเรียนการสอนในระบบมหาวิทยาลัย  แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี  จากนั้นผมเริ่มเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยเพื่อเก็บเกี่ยวเป็นประสบการณ์ชีวิต ผมชอบทำกิจกรรมมาก  เคยแม้กระทั่งเป็นการ์ดงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ - ธรรมศาสตร์ทำหน้าที่กันคนไม่ให้เข้าสนาม  ประสบการณ์ครั้งนั้นทั้งสนุกและมีค่ามาก แต่แล้วชีวิตกลับพลิกผันอีกครั้ง ในช่วงที่ผมกำลังจะขึ้นปี 3  เนื่องจากผมชอบร่วมกิจกรรม แต่จัดสรรเวลาได้ไม่ดี ทำให้ผลการเรียนตกต่ำ  จนมหาวิทยาลัยเสนอทางเลือกให้ 2 ทาง  คือ  “เรียนต่อ” โดยมีข้อแม้ว่าต้องสอบทุกวิชาใหม่ทั้งหมดให้ผ่านเกณฑ์หรือเลือกยอมแพ้และ “รีไทร์” ผมเสียใจมาก แต่พยายามคิดว่าเราต้องผ่านไปให้ได้  จึงกลับมาคิดทบทวนและให้กำลังใจตัวเองว่าเราทำสำเร็จมาขนาดนี้แล้ว  ถึงอย่างไรก็ต้องสู้ต่อ  และต้องผ่านปัญหานี้ไปให้ได้ ผมเชื่อว่าไม่มีสิ่งไหนที่มนุษย์จะทำไม่ได้  เราเกิดมามีสมอง  มีความคิดความอ่าน  ถึงอย่างไรก็ไม่มีคำว่า “หมดหนทาง” ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  เราต้องมีสติ  คิดอย่างรอบคอบ  และอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือกำลังใจจากคนที่เรารัก  เมื่อไรที่เจอปัญหาจงหันไปหาคนคนนั้น  เพื่อนำกำลังใจจากเขามาเป็นกำลังสู้ต่อไปทุกครั้งที่ผมรู้สึกเหนื่อยหรือท้อใจ  คนแรกที่ผมจะเดินเข้าไปหาคือ “แม่” เพราะแม่เป็นทุกอย่างในชีวิต  เป็นกำลังใจและแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผมมีกำลังสู้ต่อ ผมเลือกเรียนต่อ  แม้จะต้องอ่านหนังสือหนักมาก  แต่สามารถผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ตอนนี้ผมกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3  สาขาโฆษณาและทำงานพิเศษเป็นผู้ช่วยครีเอทีฟรายการโทรทัศน์  ในอนาคตผมฝันอยากเป็นโปรดิวเซอร์ผลิตโฆษณาออกมาให้ทุกคนได้ชมกัน ผมเชื่อว่าจะมีวันนั้นอย่างแน่นอน  แง่คิดจากพระมหาวีระพันธุ์  ชุติปัญโญ (นามปากกา  ชุติปัญโญ) วัดป่าอกาลิโก  จังหวัดกาฬสินธุ์ แม้นเลือกเกิดได้  คนเราย่อมต้องการชีวิตที่สมบูรณ์แบบมากกว่าความบกพร่องแต่เมื่อชีวิตได้เกิดมาแล้ว  แม้อาจไม่สมหวังดั่งใจปรารถนา  เราผู้เป็นเจ้าของชีวิตก็ต้องเรียนรู้ที่จะรักชีวิตของตัวเองท่ามกลางความบกพร่องให้ได้ เพราะเมื่อใดที่เราจมอยู่กับความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง  จนไม่ยอมเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยนให้เกิดสิ่งดี ๆ  เราก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายแล้ว  แต่เมื่อใดที่เรารู้จักปรับใจเพื่อมองหาสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่มากกว่าสิ่งร้าย ๆ ที่ปรากฏ  พร้อมกับรู้จักรักตัวเอง  สิ่งงดงามที่ซ่อนอยู่ภายในย่อมพร้อมจะเบ่งบาน  เพื่อทดแทนความพร่องทางกายที่คนอื่นมองว่ามันคือ […]

True Story : ชมพู่ ก่อนบ่าย ฉันชอบปัญหา เพราะมันทำให้เราแข็งแรงขึ้น

True Story : ชมพู่ ก่อนบ่าย ฉันชอบปัญหา เพราะมันทำให้เราแข็งแรงขึ้น ถึงครอบครัว ชมพู่ ก่อนบ่าย ธัณย์สิตา สุวัชราธนากิตติ์ จะยากจน พวกเราสี่คนต้องอยู่รวมกันในห้องแถวเล็กๆ แล้วก็มีมอเตอร์ไซค์เก่าๆ อีกแค่หนึ่งคัน แต่พ่อกับแม่ก็พยายามเลี้ยงลูกๆ อย่างดีที่สุด ไม่เคยปล่อยให้ลูกๆ ต้องลำบากอดมื้อกินมื้อ ชมพู่จึงฝันอยู่เสมอว่า อยากโตไวๆ จะได้ทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูพ่อแม่ได้บ้าง ความที่ชอบกล้าแสดงออกและพอจะร้องเพลงได้หลายแนว ชมพู่จึงชวนเพื่อน ๆ ตั้งวงดนตรีกันตั้งแต่มัธยมต้น โดยไม่พลาดที่จะรับหน้าที่นักร้องนำเอง วงของชมพู่นอกจากจะเล่นในโรงเรียนแล้ว บางทีก็ส่งไปประกวดตามที่ต่าง ๆ ด้วย พอปิดเทอมวงเราก็ไปรับจ๊อบตามร้านอาหารต่อ ช่วงนั้นนอกจากร้องเพลงแล้ว ชมพู่ก็ยังรับจ๊อบเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น แจกใบปลิวตามห้าง แจกสินค้าทดลอง ฯลฯ ถึงต้องทำงานแทบทุกเสาร์ - อาทิตย์ แต่ชมพู่ก็สู้ตายเพราะตั้งใจว่า ก่อนจะดูแลพ่อแม่ ต้องเริ่มจากดูแลตัวเองให้ได้ก่อน พอใกล้เรียนจบ เพื่อน ๆ หลายคนเริ่มวางแผนไปสมัครงานตามออฟฟิศต่าง ๆ มีแต่ชมพู่ที่ปฏิเสธไม่ไปอยู่คนเดียว เพราะรู้ดีว่าตัวเองเป็นคนที่อยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ คงไม่เหมาะกับงานออฟฟิศนั่งโต๊ะแน่ ๆ แถมตอนนั้นรายได้จากการร้องเพลงก็พอใช้ได้และเป็นงานที่สนุก ชมพู่จึงตัดสินใจร้องเพลงตามเดิมไปก่อน แต่แล้ววันหนึ่ง โชคชะตาของเด็กจน ๆ ก็พลิกผันครั้งใหญ่ เมื่อ น้าโย่ง เชิญยิ้ม บังเอิญ ได้มาเห็น “แวว” บ้า ๆ บอ ๆ บวกกับความฮาแบบไม่มีกั๊กของชมพู่เข้า น้าโย่งจึงชวนให้ลองไปแคสติ้ง (casting) บทตลกในรายการก่อนบ่ายคลายเครียด ดู เผื่อจะเข้าตาทีมงานบ้าง เมื่อเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง ชมพู่จึงตอบตกลงทันที ในวันแคสติ้ง พี่เป็ด เชิญยิ้ม ก็สั่งให้ชมพู่เข้าฉากกับน้าโย่งแบบสด ๆ ไม่มีสคริปต์ เพราะต้องการดูว่ามีไหวพริบเหมาะกับการเป็นตลกหรือไม่ ชมพู่อาศัยประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาบวกกับความบ้าเฉพาะตัวทำให้การแคสติ้งวันนั้นผ่านพ้นไปได้ด้วยดี พร้อม ๆ กับมี “ชมพู่ ก่อนบ่าย” ตลกหญิงดาวรุ่งแจ้งเกิดในเวลาต่อมา รายได้จากอาชีพนักแสดงตลกนอกจากจะทำให้ดูแลตัวเองได้ดีขึ้นแล้ว ชมพู่ยังสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่และน้องชายได้ด้วยเท่านั้นยังไม่พอ ชมพู่ยังเริ่มฝันต่ออีกว่าน่าจะมีกิจการเล็ก ๆ ให้ที่บ้านด้วย จะได้มั่นคงมากขึ้น ระหว่างที่คิดว่าจะทำอะไรดี ก็นึกขึ้นมาได้ว่า แม่เคยพูดเปรย ๆ ไว้ตั้งแต่ชมพู่ยังเด็กว่า “อยากทำร้านอาหาร”ด้วยความที่อยากให้ฝันของแม่เป็นจริง ชมพู่จึงเริ่มหารือกับหุ้นส่วนก่อนจะตกลงทำร้านอาหารที่ชลบุรีในเวลาต่อมา จากนั้นก็ซื้อที่ดิน 2 ไร่ แบ่งเป็นร้านอาหาร 1 ไร่ และที่จอดรถอีก 1 ไร่ แต่เชื่อไหมคะว่าชมพู่ทำโปรเจ็กต์ใหญ่ขนาดนี้ทั้งที่ไม่มีเงินเก็บเลย ต้องอาศัย “การหมุนเงิน” จากบัตรเครดิตที่มีอยู่นับสิบใบอย่างเดียว ในไม่ช้าร้านอาหารในฝันของแม่ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริง ๆ เราทุกคนในบ้านช่วยกันดูแลงานด้านต่าง ๆ เมื่อมีเวลาว่าง ชมพู่ก็จะรีบตีรถจากกรุงเทพฯเข้ามาช่วยงานที่ร้านทันที ไม่ว่าตำแหน่งไหนชมพู่ก็ทำได้หมด ตั้งแต่พนักงานต้อนรับ เด็กเสิร์ฟนักร้อง ไปจนถึงผู้จัดการร้าน เวลาผ่านไปเกือบ 2 ปี กิจการกำลังไปได้ด้วยดี แต่จู่ ๆ ชมพู่ก็เกิดขัดแย้งกับหุ้นส่วนอย่างรุนแรง จนพ่อกับแม่ขอให้“ถอนเงินลงทุนทั้งหมด” ออกจากร้านทันที ทว่าเรื่องกลับไม่จบลงง่าย ๆ เพราะแทนที่จะได้เงินทุนติดไม้ติดมือกลับมาด้วย ชมพู่กลับต้องหอบ “หนี้สินก้อนโต” มาแทนเสียนี่!…หนี้เหล่านี้เกิดจากการหมุนเงินของชมพู่ที่เล่ามาข้างต้นนั่นเอง แรก ๆ ก็ยังไม่หนักใจเท่าไหร่ คิดว่าทำงานไปเรื่อย ๆ ก็คงใช้หนี้ได้หมด แต่พอแม่เริ่มเฉลยว่า จริง ๆ แล้วร้านยังมีหนี้ตรงนั้นตรงนี้อีกหลายก้อน ชมพู่ก็เริ่มเครียดเพราะกลายเป็นว่า เบ็ดเสร็จแล้วชมพู่ต้องใช้หนี้ถึง 4 ล้านบาท จากช่วงชีวิตที่กำลังไปได้ดี จู่ ๆ ก็ต้องมาสะดุดครั้งใหญ่ แต่โชคดีที่ชมพู่ไม่ใช่คนจมอยู่กับปัญหา คิดแค่ว่าเมื่อปัญหาเกิดแล้วเราก็ต้องรีบแก้ไข จะได้ทำอะไรใหม่ ๆ ต่อไปได้ สมัยเด็ก ๆ เราเคยลำบากมากกว่านี้ ต้องทำงานสารพัด แต่ก็ยังผ่านมาได้ แม้วันนี้เราจะมีหนี้ก้อนใหญ่ แต่ก็ยังโชคดีที่มีงานทำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเราต้องจัดการปัญหานี้ได้แน่ ๆ ถ้าจะใช้หนี้ให้หมดเร็วขึ้น ก็ต้องยอมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ด้วยการ“ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยลง” ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นขณะเดียวกันก็ต้อง “หารายได้เพิ่มขึ้น” ด้วย ช่วงนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่ชมพู่ได้ลองท้าทายตัวเองด้วยงานใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานพิธีกร งานอีเว้นต์ รวมไปถึงละคร เชื่อไหมคะว่า ชมพู่มีคิวงานแน่นเอี้ยดทุกวัน บางวันต้องวิ่งรอกถึง 3 – 4 งาน กินนอน พักผ่อนไม่เป็นเวลาเลย ตอนนั้นต่อให้ทำงานมากเท่าไหร่ก็ไม่เหนื่อย เพราะนอกจากจะรู้สึกสนุกไปกับงานทุกชิ้นแล้ว ยิ่งพอคิดว่า “เรามีหนี้ที่ต้องใช้” ชมพู่ก็ยิ่งมีแรงฮึดว่าต้องทำให้ได้ เรียกว่า “เป็นช่วงชีวิตที่ทำงานเป็นบ้า โดยมีหนี้เป็นแรงผลักดันและแรงบันดาลใจ” หนึ่งปีต่อมา ด้วยความทุ่มเทแบบสุดตัว ชมพู่ก็สามารถใช้หนี้ก้อนโตได้สำเร็จอย่างที่ตั้งใจ คราวนี้ก็เริ่มต้นเก็บเงินกันใหม่ ไม่มัวมานั่งเสียดายเวลาอยู่ เพราะตราบใดที่ยังมีแรง ไม่ขี้เกียจ ไม่นานก็หาใหม่ได้ บทเรียนเรื่องหนี้ก้อนโตนี้ยังสอนให้รู้ว่า การทำธุรกิจต้องคิดให้รอบคอบอย่าใจร้อนด่วนตัดสินใจ ต้องวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อป้องกันให้เกิดปัญหาตามมาน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเรื่องหุ้นส่วนหรือเรื่องเงิน การโหมทำงานหนักในครั้งนั้นยังทิ้ง“ของฝาก” ไว้ให้ชมพู่จนทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นโรคหมอนรองกระดูกฉีก ซึ่งเกิดจากการทำงานที่มีทั้งต้องใส่รองเท้าส้นสูงนาน ๆ การออกท่าออกทางหนัก ๆ ตามสไตล์นักแสดงตลก ตลอดจนการกินอาหารและการพักผ่อนไม่เป็นเวลา ทำให้ชมพู่มีอาการโรคกระเพาะและโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบรบกวน สิ่งเหล่านี้ทำให้ชมพู่รู้ว่า บางครั้งการโหมทำงานเพื่อหาเงินได้มาก ๆ เพราะหวังจะได้ใช้เงินนั้นเพื่อความสุขของตัวเอง แต่เอาเข้าจริงเรากลับไม่ได้ใช้เงินก้อนนั้นทำอย่างอื่น นอกจากต้องใช้รักษาตัวเอง ซึ่งมันไม่คุ้มกันเลย การทำงานจึงเหมือนการใช้ชีวิตที่ควรยึดทางสายกลาง อย่าทำอะไรหักโหมเกินตัวเพื่อรักษาร่างกายเราไว้นาน ๆ รวมทั้งการให้เวลากับงานแต่ละงานอย่างเต็มที่ ย่อมทำให้งานทุกชิ้นของเรามีคุณภาพยิ่งขึ้นราวกับว่า งานทุกชิ้นเป็นงานที่ดีที่สุด บทความน่าสนใจ ” อยู่กับความเป็นจริง […]

ไม่มีน้ำตาจากปัตตานี เปิดเรื่องจริงอันเจ็บปวดของหญิง ชายแดนใต้

ไม่มีน้ำตาจากปัตตานี เปิดเรื่องจริงอันเจ็บปวดของหญิง ชายแดนใต้ ภาพสามีถูกยิงตายคาที่ในรถกระบะ  เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดยังติดอยู่ในความทรงจำของฉันไม่เคยจางหาย  แต่ที่ทำให้ฉันหวาดกลัวยิ่งกว่าคือ การที่ลูกเล็ก ๆ อีก 3 คนก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย…เด็กน้อยที่เปรียบเหมือนผ้าขาว ฉันไม่อาจล่วงรู้เลยว่า พวกเขาจะจดจำความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน ชายแดนใต้ วันนั้นอย่างไรบ้าง เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นวันแล้ววันเล่าจนกลายเป็นเรื่องชาชิน  ฉันเองไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์ร้าย ๆ จะเกิดขึ้นกับครอบครัวของเรา  ที่ประกอบไปด้วยพ่อ  แม่  และลูก ๆ อีก 4 คน  เพราะฉันมักจะคิดว่า  “เราไม่เกี่ยวอะไรเลย  เราก็ทำมาหากินของเรา”แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น! ความจริงแล้วฉันเป็นคนไทยพุทธที่เกิดและเติบโตในจังหวัดขอนแก่น ด้วยความยากจน  หลังเรียนจบ ป. 6 จึงต้องไปหางานทำที่กรุงเทพฯ ฉันได้งานรับจ้างเป็นพี่เลี้ยงเด็กและเป็นคนงานในโรงงานผลิตที่นอน หลังมีลูกคนแรกได้ไม่นานฉันก็ตัดสินใจหย่าขาดจากสามีและตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงลูกสาว (น้องปอนด์) ตามลำพัง จนวันหนึ่งพี่ชายก็แนะนำให้ฉันรู้จักกับสามีซึ่งเป็นมุสลิมที่ทำงานขายเครื่องเสียงตามบ้าน พบเจอกันไม่กี่ครั้งเขาก็ขอฉันแต่งงานเพราะอยากสร้างครอบครัว ฉันไม่รู้มาก่อนว่าการนับถือศาสนาอิสลามต้องปฏิบัติตัวอย่างไร แต่ก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเลใจ หลังใช้ชีวิตคู่ด้วยกันได้ไม่นาน  สามีก็เปลี่ยนจากการขายเครื่องเสียงมาเป็นลูกจ้างในฟาร์มเลี้ยงนกเขาแถวรามอินทรา ทำได้ราวปีกว่า ๆ เจ้านายก็สนับสนุนให้ไปเปิดฟาร์มเลี้ยงนกเขาที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ฉันไม่มีวันลืม… เราสองคนมีความฝันที่จะสร้างครอบครัวที่มีความสุขด้วยกัน  สามีอายุมากกว่าฉันถึง 21 ปี เขามีความเป็นผู้ใหญ่ จิตใจโอบอ้อมอารี ไปอยู่ที่ไหนใครก็รัก หลังแต่งงานฉันได้ปฏิบัติตนตามหลักศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด  ละหมาดวันละ 5 เวลา และปฏิญาณตนว่า  ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์และนบีมุฮัมมัดซึ่งเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ ฉันใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับมุสลิมคนอื่น ๆ ซึ่งดูแลฉันเสมือนเป็นญาติพี่น้อง  โดยเฉพาะเจ้าของบ้านเช่าที่เอาใจใส่ครอบครัวของเราเป็นอย่างดี  เราใช้พื้นที่บริเวณบ้านเช่าสำหรับเลี้ยงนกเขานับร้อยตัว ทว่าหลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่กรือเซะ  ลูกค้าจากกรุงเทพฯ  อินโดนีเซียและมาเลเซียที่เคยมาติดต่อซื้อขายนกเขาเริ่มลดลง  จนทำให้เราต้องย้ายจากบ้านเช่าหลังเก่าไปอยู่บ้านหลังใหม่ที่ตำบลตะลุโบะซึ่งใกล้ตัวเมืองมากขึ้น  เพื่อให้ลูกค้าเดินทางได้สะดวก แต่ถึงแม้จะย้ายที่แล้ว  ลูกค้าก็ยังไม่เพิ่มขึ้น ฉันซึ่งเป็นแม่บ้าน นอกจากจะทำงานบ้านและดูแลลูก ๆ อีก 4 คนแล้ว ก็ยังต้องช่วยสามีอีกแรงด้วยการทำส้มตำขายหน้าบ้านปรากฏว่าขายดี  เราจึงเริ่มขยับขยายไปขายส้มตำที่ตลาดนัดหน้าปอเนาะบาบอเซะซึ่งอยู่ชานเมืองของจังหวัดปัตตานี  มันเป็นการไปขายครั้งแรกของฉัน  และเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เห็นหน้าสามีผู้เป็นที่รัก บ่ายสามของวันนั้น  สามีช่วยฉันเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ  เขาพูดให้กำลังใจฉันว่า  “เราต้องขายดีและขายหมดแน่ ๆ เลยเจ๊ะ”  สามีมักจะเรียกฉันว่า “เจ๊ะ”  เป็นภาษาอิสลามแทนคำว่าแม่  ส่วนฉันก็มักจะเรียกสามีว่า “อาเบ๊าะ” แทนคำว่าพ่อ  ตอนนั้นน้องปอนด์ ลูกสาวคนโตอายุ 11 ขวบ  น้องมัซ ลูกสาวคนถัดมาอายุ 7 ขวบ  น้องธัน ลูกชายคนเดียวอายุ 4 ขวบ และน้องดา ลูกสาวคนเล็กอายุ 2 ขวบ เราต่างช่วยกันขนของขึ้นรถไปขายที่ตลาด  ขนของเสร็จเขาก็กลับบ้านไปกับลูก ๆ  ฉันไม่คิดเลยว่าการกลับบ้านของเขาครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน…ไม่มีคำพูด  ไม่มีคำลา  ไม่มีสัญญาณใด ๆ บอกให้รู้สักนิดว่าเขากำลังจะจากฉันกับลูกไป หลังขายของได้พักหนึ่ง  น้องปอนด์ก็ตามมาช่วย  พอฉันถามว่าใครมาส่ง  ลูกก็ตอบว่า  “อาเบ๊าะมาส่งและจะไปทำธุระต่อน้องก็ไปกันหมดเลย”  ตอนนั้นฉันไม่คิดอะไรและยังขายส้มตำไปเรื่อย ๆ  จนราวหกโมงครึ่ง  ฉันเริ่มรับรู้ถึงความผิดปกติเพราะวันนี้เป็นวันแรกที่ร้านเล็ก ๆ มุงจากของเรายังไม่ได้ต่อไฟฟ้าเข้าร้าน  สามีบอกว่าจะมาจัดการให้ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน  แต่นี่เริ่มมืดแล้วเขาก็ยังไม่มา  ฉันเริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจ  แต่ก็ยังไม่นึกว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายขนาดนี้ขึ้นกับเขา เพียงครู่เดียวมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งก็มาจอดที่หน้าร้าน  มีน้องมัซนั่งซ้อนท้ายมาด้วย  ลูกสาวหน้าซีด  ตาแดงเหมือนกำลังจะร้องไห้ “อาเบ๊าะขับรถชนต้นไม้  ถูกยิงด้วย” ลูกสาวเล่าเหตุการณ์ให้ฟังตามประสาเด็กแต่นาทีนั้นหัวใจของฉันหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม นึกห่วงลูกคนอื่น ๆ ขึ้นมาทันที “แล้วน้องอยู่ไหน”  ฉันรีบถามหาลูกคนอื่น ๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “มีคนไปส่งน้องที่บ้านแล้ว”  น้องมัซตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังตื่นตระหนกอยู่ ตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นสมองหยุดทำงาน  เห็นรถตำรวจและรถป่อเต็กตึ๊งวิ่งผ่านหน้าฉันอย่างเร่งรีบไปยังที่เกิดเหตุ  หลังจากนั้นฉันก็ขอให้ลูกค้าที่มาซื้อส้มตำขับรถพาฉันไปยังที่เกิดเหตุทันทีมีคนมุงดูเยอะมาก  ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา  เสียงดังฟังไม่ได้ศัพท์จนฉันหูอื้อตาลายไปหมด ทันทีที่เห็นร่างไร้วิญญาณของสามีผู้เป็นที่รักนอนจมกองเลือดอยู่  ฉันทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวแรง  ไม่มีแม้น้ำตาสักหยด  ร่างของเขาถูกยิงหลายสิบนัดกระสุนถูกจุดสำคัญของร่างกาย  เนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยเลือด  หลายคนที่รู้จักเขาร่ำไห้ด้วยความสงสาร ฉันซึ่งแต่แรกร้องไห้ไม่ออก  ได้แต่มึนงง  เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของคนอื่นก็เริ่มปล่อยโฮออกมา ต่อไปนี้เรา 5 คนแม่ลูกต้องอยู่กันตามลำพัง  ลูก ๆ จะกลายเป็นเด็กกำพร้าพ่อไม่ต่างกับฉันในวัยเยาว์  แต่สิ่งที่ฉันกังวลใจยิ่งกว่าคือ  การที่ลูก ๆ ทั้งสามคน  น้องมัซน้องธัน  และน้องดาอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย แม้พวกเขาจะรอดชีวิตมาได้  แต่ฉันไม่อาจแน่ใจได้เลยว่า  เหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่สร้างบาดแผลฝังลึกในจิตใจของพวกเขา น้องมัซเล่าว่า  คนร้ายเป็นเด็กหนุ่ม 4 คน ขับมอเตอร์ไซค์มาสองคัน  พวกเขาไม่ได้สวมหมวกหรือปิดบังหน้าตาแต่อย่างใด หลังจากประกบยิงสามีของฉันจนเสียชีวิตและรถเสียหลักไปชนต้นไม้แล้ว  พวกเขาก็ยังเดินอย่างใจเย็นมารื้อค้นข้าวของในรถในขณะที่ลูกของฉันพยายามร้องขอชีวิต “พี่อย่าทำอะไรหนูเลยนะ…”  น้องมัซเล่าให้ฉันฟังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ  โชคดีที่เด็ก ๆ ไม่ได้รับบาดเจ็บและไม่ถูกทำร้าย น้องมัซเล่าว่า  วัยรุ่นคนหนึ่งที่เป็นคนร้ายพูดว่า  “ไม่เป็นไร  ไม่เป็นไร”  พวกเขาปล่อยชีวิตลูกของฉัน  แต่กลับพรากชีวิตพ่อของพวกเขาไป  เด็ก ๆ ช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะธัน  ลูกชายคนเดียวที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด  เขาจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ฝังใจ จนทำให้สะดุ้งตื่นขึ้นมาร้องไห้และมีความคิดอยากแก้แค้นคนที่มาฆ่าพ่อ เวลาเห็นปืนเด็กเล่น  เขาจะขอร้องให้ฉันซื้อให้  แต่ฉันจะบอกลูกว่า  “เราจะไปยิงคนอื่นไม่ได้  ไม่ดี  ถ้าใครทำผิดเราต้องไปจับเขา  ไม่ใช่ไปยิงเขา  พ่อเคยเป็นตำรวจมาก่อน  พ่อเป็นตัวอย่างที่ดีนะลูก” ฉันคิดว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สามีโดนทำร้ายจนถึงชีวิตอาจมาจากการที่เขาเคยเป็นอดีตตำรวจมาก่อน  จึงทำให้คนบางกลุ่มเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในตัวเขา นับตั้งแต่วันที่สูญเสียสามี  ฉันไม่เคยคิดอาฆาตพยาบาทใครเลยแม้แต่น้อย  เพราะเข้าใจสถานการณ์ดีว่า  “ไม่ใช่มีแค่เราที่เจอเหตุการณ์แบบนี้”  ห่วงก็แต่ลูก ๆ เท่านั้น ตอนเกิดเหตุใหม่ ๆ ไม่มีใครหรือหน่วยงานไหนเข้ามาเยียวยาจิตใจของพวกเราเลย  เงินช่วยเหลือที่ได้รับเป็นเพียงแค่วัตถุ  แต่สิ่งที่พวกเราใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการจริง ๆ คือการเยียวยาจิตใจ   หลังงานศพผ่านไป ภาพของเด็กน้อยที่นอนหลับอยู่เคียงข้างทำให้ฉันคิดว่า  ถ้าฉันอ่อนแอแล้วลูกจะอยู่อย่างไร  นี่คือกำลังใจสุดท้ายที่ทำให้ฉันลุกขึ้นมาและพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง วันนี้จิตใจของฉันเข้มแข็งขึ้นแล้ว  ฉันและเพื่อน ๆ ที่เป็นหม้ายซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รวมกลุ่มกันทำน้ำพริกและเมี่ยงคำสำเร็จรูปในชื่อ “เซากูน่า” (ZAUQUNA) ซึ่งหมายถึง  “รสชาติของเรา” นำไปวางขายตามแหล่งท่องเที่ยวในตัวเมืองปัตตานี  และนำไปออกร้านตามสถานที่จัดงานประชุมรวมทั้งผลิตตามคำสั่งของลูกค้าด้วย  เพื่อช่วยกันสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้กับตัวเอง ล่าสุดเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาฉันได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 ของผู้หญิงจากชายแดนใต้ที่ได้รับรางวัล “สตรีต้นแบบ” จากออกซ์แฟม ประเทศไทย   เวลานี้ฉันก้าวข้ามความเจ็บปวดมาได้แล้ว  และอยากจะจับมือผู้หญิงอีกหลายคนให้เดินผ่านหมอกควันแห่งความสูญเสียไปด้วยกัน  ทุกวันฉันได้แต่เฝ้าวิงวอนขอพรต่อองค์อัลลอฮ์ว่า “ขอให้เกิดความสงบในพื้นที่แห่งนี้ด้วยเถิด” ข้อคิดจากพระอาจารย์อานนท์  อัมโรภิกขุ  สวนป่าโพธิ์ธรรม  จังหวัดพังงา “แม้จากไปก็เหลือมรดกทางใจทิ้งไว้” […]

keyboard_arrow_up